Archive for April 7th, 2010

April 7, 2010

Social Democracy Think Tank

Cached:  http://en.wikipedia.org/wiki/Social_democracy

Social democracy is a political ideology of the centre-left on the classic political spectrum. Social democracy by tradition is a form of evolutionary reformist socialism.[1] The Frankfurt Declaration of the Socialist International of 1951, attended by many social democratic parties from across the world committed the adherents to the replacement of capitalism with socialism and committed adherents to oppose Stalinist communism. However, since the rise in popularity of the New Right and neoliberalism, a number of prominent social democratic parties have abandoned the goal of the gradual evolution of capitalism to socialism and instead support welfare state capitalism.[2] Social democracy as such has arisen as a distinct ideology from democratic socialism. In spite of these issues many social democratic parties still remain associated with the Socialist International.

Social democracy promotes the creation of economic democracy as a means to secure workers’ rights.[3] Social democracy rejects the Marxian principle of dictatorship of the proletariat, claiming that gradualist democratic reforms will improve the rights of the working class.[4] Social democracy deviates from traditional socialism, which aims to transcend the capitalist mode of production in its entirety, and is unlike socialism in the Marxist sense, which is to supersede capitalism through a proletarian revolution [5] . Instead the goal of social democracy is to reform capitalism through parliamentary and democratic processes in order to achieve a welfare state, government regulation of the market, and various state sponsored programs to ameliorate and remove the inequities and injustices inflicted by the capitalist market system. Social democrats do not aim to replace the fundamental aspects of capitalism; private-ownership of the means of production, the system of wage-labor and commodity production; instead social democrats advocate capitalist mixed economies, such as Third way positions and the social market economy. The term itself is also used to refer to the particular kind of society that social democrats advocate.[6]

Historically, classic social democracy was a socialist movement that advocated the establishment of a socialist economy in the strict sense through political reforms, which were to be achieved by class struggle. In the early 20th century, however, a number of socialist parties rejected revolution and other traditional ideas of Marxism such as class struggle, and went on to take more moderate positions. These moderate positions included a belief that reformism was a desirable way to achieve socialism. However, modern social democracy has deviated from socialism, now championing the idea of a democratic welfare state which incorporates elements of both socialism and capitalism.[7] Social democrats aim to reform capitalism democratically through state regulation and the creation of programs to counteract or remove the social injustice and inefficiencies they see as inherent in capitalism, such as Bolsa Família and Opportunity NYC. A product of this effort has been the modern democratic welfare state. This approach significantly differs from traditional socialism, which aims to replace the capitalist system entirely with a new economic system characterized by either state or direct worker ownership of the means of production.

In many countries, social democrats continue to exist alongside democratic socialists, who stand to the left of them on the political spectrum. The two movements sometimes operate within the same political party, such as the Brazilian Workers’ Party[8] and the Socialist Party of France. In recent years, several social democratic parties (in particular, the British Labour Party) have embraced more centrist, Third Way policy positions. This development has generated considerable controversy.

The Socialist International (SI) is the main international organization of social democratic and moderate socialist parties. It affirms the following principles: first, freedom—not only individual liberties, but also freedom from discrimination and freedom from dependence on either the owners of the means of production or the holders of abusive political power; second, equality and social justice—not only before the law but also economic and socio-cultural equality as well, and equal opportunities for all including those with physical, mental, or social disabilities; and, third, solidarity—unity and a sense of compassion for the victims of injustice and inequality. These ideals are described in further detail in the SI’s Declaration of Principles.[9]

More

สถาบันสังคมประชาธิปไตย (Social-Democracy Think Tank)

Cached:  http://www.prachatai.com/journal/2010/04/28801

ภายหลัง นปช. ประกาศสงครามชนชั้น! พลันนักการเมืองไทยและชนชั้นนำทางสังคมทั้งหลายต่างอุทานออกมาด้วยความหวาดหวั่นว่า “อะไรนะ! สงครามชนชั้น” แม้กระทั่งนายกรัฐมนตรีก็รีบออกมาปฏิเสธว่า ไม่มีสงครามชนชั้น มีแต่ปัญหาความเหลื่อมล้ำของคนจน-คนรวย! และการพัฒนาระหว่างเมืองกับชนบท!

อะไรคือสงครามชนชั้น จากปากคำของ นปช.? เพราะประเทศไทยเป็นระบบทุนนิยมมาตั้งนานแล้ว และความขัดแย้งทางชนชั้นหลักที่แท้จริงก็คือ ชนชั้นนายทุนและชนชั้นแรงงานทั้งระบบ แต่เสื้อแดงหลายคนบอกว่า เป็นชนชั้นไพร่กับอำมาตย์? เป็นความรู้สึกทางชนชั้นที่ถูกเอาเปรียบและเลือกปฏิบัติ ศิโรฒน์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการอิสระ ได้ช่วยออกมาอธิบายให้เข้าใจตามหลักวิชาการว่า “วาทกรรมไพร่แดง” คือ “ไพร่ในกรณีนี้ไม่ใช่ไพร่ตามทฤษฎีมาร์กซ แต่เป็นความรู้สึกร่วมระหว่างสามัญชนที่เห็นว่า ความไม่เป็นธรรมในชีวิตประจำวันของพวกเขาสัมพันธ์กับการแทรกแซงการเมืองโดยอภิสิทธิ์ชน ประเด็นไม่ได้อยู่ที่สองเรื่องนี้เชื่อมโยงกันจริงหรือไม่ แต่อยู่ที่ความรู้สึกเมื่อคนส่วนใหญ่เห็นคนหยิบมือเดียวมีบทบาทการเมืองล้ำเส้นจนเตือนให้เห็นความเหลื่อมล้ำในสังคม ไพร่ในบริบทนี้ ไม่ใช่ชนชั้นทางเศรษฐกิจ แต่เป็นอัตลักษณ์ทางการเมืองแบบข้ามชนชั้นระหว่างสามัญชนที่ไม่มีสิทธิพิเศษในการตัดสินใจทางการเมืองขั้นสูงสุดในปัจจุบัน ไพร่เป็นอัตลักษณ์ชั่วคราวที่อยู่เหนือความแตกต่างทางเศรษฐกิจ ภาษา ชาติพันธุ์ หรือภูมิลำเนา อภิมหาเศรษฐีกับชาวนารายย่อยจึงเป็นพวกเดียวกันได้ในเวลานี้ เช่นเดียวกับที่คนชนบทอีสาน เป็นพวกเดียวกับคนชั้นกลางบางส่วนในกรุงเทพมหานครในปัจจุบัน”…

เขาช่วยอธิบายว่า สงครามชนชั้นครั้งนี้ ไม่ใช่ความขัดแย้งทางชนชั้นตามทฤษฎีมาร์กซ แต่เป็นเพียงความรู้สึกทางชนชั้นที่ถูกเลือกปฏิบัติ กับอภิสิทธิ์ชนนั่นเอง มาถึงตอนนี้ นายทุนขูดรีดกับนักธุรกิจการเมืองทั้งหลายคงหายใจโล่งขึ้น เพราะถ้ามันเป็นสงครามทางชนชั้นจริง มันก็ต้องปฏิวัติน่ะสิ!!

ผาสุก พงษ์ไพจิตร สำนักคิดเศรษฐศาสตร์การเมือง จุฬาฯ ออกมาให้ความเห็นว่า ส่วนหนึ่งของความขัดแย้งวันนี้ อาจจะเป็นความขัดแย้งของกลุ่มทุนที่พลิกผันกลับกัน!! ผสมกับความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยคนจำนวนมากในเขตชนบท โดยเฉพาะภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีฐานะทางเศรษฐกิจและความก้าวหน้าในชีวิตน้อยกว่ากลุ่มอื่นในสังคม และ “จับใจ” ในนโยบายประชานิยม สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่ามีความหมายกับตัวเอง เพราะเชื่อว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองและยกระดับครอบครัวได้…

แต่ แน่นอน! ยังมีอีกเงื่อนไขหนึ่งก่อนการลุกขึ้นสู้อีกครั้งของมวลชนเสื้อแดงในครั้งนี้ ภายใต้การนำของ นปช. และกลุ่ม ส.ส.พรรคเพื่อไทย คือ การถูกศาลฎีกาพิพากษายึดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็น “ผู้แทน” ทางใจของเขา นั่นคือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและเป็นที่มาของความปั่นป่วนของการเมืองไทยในขณะนี้ หลายเรื่องผสมทับซ้อนกันอยู่ บ้างก็ถูกหยิบอ้างเหมารวมให้เป็นความขัดแย้งหลักทางสังคม เพื่อเป็นผลประโยชน์ในการต่อรองของกลุ่มทุนที่พลิกผันกลับกัน และนั่น สังคมไทยจะต้องทำความเข้าใจมันโดยไม่เหมารวม..

หากยกเรื่อง “ตัวแปร” ของละครตัวสำคัญที่ชื่อ “ทักษิณ” พักไว้ก่อนแล้ว ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ผมคิดว่า อาจเพราะมันมาถึงยุคที่อำนาจรัฐมันสั่นสะเทือน, จากความไม่มีเสถียรภาพ และจะได้ผ่านจากยุคเอกภาพไปสู่อนาธิปไตยมากขึ้นในอนาคต เหมือนที่มีคนเคยทำนายเรื่องสงครามครั้งต่อไปของมนุษยชาติคือ  “สงครามปาหิน” ซึ่งส่วนหนึ่งมาจาก “อำนาจรัฐ” ที่ไม่เป็นเอกภาพจากการ “แบ่งปัน”ผลประโยชน์กลุ่มพลังทางสังคมและเศรษฐกิจ “รัฐ” ซึ่ง “เลนิน” เคยแปลว่า “คณะผู้ประกอบการของนายทุน” นั้น บัดนี้ มันแบ่งผลประโยชน์ชนชั้นนายทุนไม่ลงตัวแล้ว อาจเนื่องเพราะความต้องการผูกขาด กอบโกย ตามวิสัยและทิศทางทุนนิยมเสรี และมันมาถึงยุคที่อำนาจรัฐสมัยใหม่ ถูกท้าทายด้วยประชาชนในยุคใหม่ ที่มีค่านิยมสมัยใหม่ว่า “อำนาจเป็นของประชาชน” และเรามีอำนาจที่จะเรียกร้อง คัดค้าน ขับไล่ หรือแสดงอำนาจให้ “นักการเมือง” และ “กลไกรัฐ” แบบเก่าได้เห็น “ประชาชน” ในที่นี้นั้น หมายรวมถึงประชาชนที่มีเสื้อคลุมทุกกลุ่ม ทุกสี รวมทั้งสีแดงและสีเหลือง เช่นเดียวกัน!

ความขัดแย้งที่ “ชนชั้นนายทุน” แบ่งปันอำนาจและผลประโยชน์กันไม่ลงตัวนี้ ก็ได้ประกาศทำสงครามแย่งชิงอำนาจกันในปัจจบัน โดยเอาพลังมวลชนและปัจจัยส่วนต่างๆ ที่สามารถเป็นศาตราที่ตนเองมีเข้าห้ำหั่นกัน แน่นอน เหตุนี้ แท้จริงแล้ว “สงครามชนชั้น” จึงยังไม่เกิด เพราะสังคมไทยเป็นสังคม “ทุนนิยม” แต่มีวัฒนธรรมแบบ “ศักดินา” คลอบคลุมไปทั้งระบบเท่านั้นเอง และมักจะใช้วัฒนธรรมแบบศักดินานี้หากินในระบอบทุนด้วยเช่นกัน ดังนั้น ชนชั้นแห่งความขัดแย้งที่แท้จริงคือ นายทุน กับ แรงงานทั้งชนชั้น เท่านั้น เพียงแต่ว่า ลักษณะความขัดแย้งในปัจจุบัน ประชาชนหลายส่วนที่เข้าร่วมขบวนเสื้อแดงมีความรู้สึกทางชนชั้นในลักษณะ ถูกเอาเปรียบ ดูถูก เหยียดหยามและความไม่เป็นธรรมทางสังคมของระบอบที่เลือกปฏิบัติของประเทศไทยเวลานี้, ในนามของความรู้สึกของคนชนบทกับคนเมือง ซึ่งไม่ใช่การรู้สึกถูกขูดรีดทางโครงสร้าง แต่ถูกเอาเปรียบเลือกปฏิบัติในด้านการพัฒนา และระบบพวกพ้อง จนเกิดความเหลื่อมล้ำทั้งทางเศรษฐกิจและอำนาจ ความขัดแย้งของการเมืองและพลังเสื้อแดงในครั้งนี้ คนชนบทส่วนใหญ่จึงต้องการบอกต่อสังคมว่า “คนมันเท่ากัน” ไม่มีใครต่ำ-สูง และถือเป็นกระแสสูงมาก ที่รัฐบาลและชนชั้นนำทั้งหลายต่างต้องรับฟัง และอย่าเพิกเฉย!! และหากตัดส่วนของ “ทักษิณ” ออกไป ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีว่า ประชาชนได้ตื่นตัวทางการเมืองอย่างสูงในรอบทศวรรษ..

ส่วน “ซ้ายในแดง” บางส่วนจะประเมินและวิเคราะห์ว่า ตอนนี้ประเทศไทยอยู่ในขั้นตอนของการปฏิวัติประชาธิปไตยนายทุน เพราะแม้ประเทศนี้จะเป็นระบอบทุนนิยม แต่โครงสร้างส่วนบนถูกครอบงำอำนาจแบบศักดินาอยู่ จำต้องปฏิวัติประชาชาติประชาธิปไตยก่อนนั้น (เพื่อให้เป็นประชาธิปไตยของนายทุน) ไม่ใช่ปฏิวัตินายทุน (เพื่อให้เป็นสังคมนิยม) ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเข้าใจว่าเป็นคนละเรื่องเดียวกัน เพราะหลายคนก็อาจแค่คาดหวังตาม “หัวใจ” ของตนเองที่เคยพลัดหลงในอดีต (อย่าลืมว่า แม้แต่ความหมายของ “การปฏิวัติของนายทุน” ก็เพื่ออิสรภาพจากระบบขุนนาง ศักดินาทั้งหลาย แต่ชนชั้นล่างจะไม่ได้อะไรจากมัน นอกจากเป็นเครื่องมือของเขา) เนื่องเพราะประเทศไทยในปัจจุบันเป็น “ทุนนิยม” มาตั้งนานแล้ว ที่ “ขูดรีด” รุนแรงและเป็นความขัดแย้งหลักของสังคมไทย ทุนกลุ่มเก่าหรือไม่ก็ล้วนกดขี่ทางชนชั้นในทัศนะของมาร์กซ และนักปฏิวัติ “ซ้าย” ก็ไม่อาจแอบอิงยึดถือยืนอยู่ฝ่ายใดได้ ชนชั้นเราจึงมีเพียง ชนชั้นนายทุน กับแรงงานทั้งชนชั้น  เป็นหลักเท่านั้น ที่ฝ่ายหลังมีเพียง”อำนาจแรงงาน” ให้ซื้อขาย-ประมูลกันในตลาดแรงงาน แม้ไม่เหมือนทาสในระบบศักดินาที่ชีวิตขึ้นต่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเหมือนในอดีต แต่ชนชั้นแรงงานก็เปรียบเหมือนทาสที่ขึ้นต่อชนชั้นนายทุนทั้งชนชั้น เพียงแต่มีอิสระที่จะเลือกผู้ซื้ออำนาจแรงงานที่ให้มูลค่ามากกว่าเท่านั้นเอง แต่ “มูลค่าส่วนเกิน” ตามหลักเศรษฐศาสร์การเมืองทั้งหมดที่แรงงานสร้างขึ้น ก็ถูกยกให้นายทุนแต่เพียงผู้เดียว จนดูเหมือนว่า ยิ่งทำงานสร้างมูลค่ามากขึ้นเท่าไหร่ ราคาของแรงงานก็ด้อยค่าลงเท่านั้น เพราะมันย้ายถ่ายโอนผลประโยชน์ไปให้ชนชั้นนายทุนทั้งหมด และความเหลื่อมล้ำจากความขัดแย้งนี้ มันทำให้ “ทุนนิยม” กินตัวเองจนล่มสลาย หรือไม่ก็เกิด “สงครามชนชั้น” ขึ้นอย่างแท้จริงในที่สุด จากความขัดแย้งทางชนชั้น จากความเหลื่อมล้ำและความยากจน! ช่วงหลังวิกฤติ “แฮมเบอร์เกอร์” ในวงการเศรษฐศาสตร์กระแสหลักจึงเริ่มไม่มีใครเชื่อใครอีกแล้ว  คนรุ่นใหม่ในยุโรปจึงเริ่มหันไปอ่าน Das Capital ของมาร์กซกันใหม่ เพราะเขามีคำตอบที่ชัดเจนกว่านักเศรษฐศาสตร์อื่นๆ ทั้งหมด ต่อวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น

ระบบทุนนิยม ขูดรีดเลวร้ายที่สุดในตอนนี้ การต่อต้านนายทุนทั้งชนชั้นและระบบกรรมการสิทธิ์ เป็นเรื่องใหญ่ที่สุดของ “การต่อสู้ทางชนชั้น” หรือปลายทางของความรู้สึกเอาเปรียบและไม่เท่าเทียมทางสังคมในปัจจุบัน ซึ่งได้แสดงออกผ่าน “เสื้อแดง” จำนวนมากในเวลานี้

ท่านทั้งหลายอย่าเพิ่งให้ความหมายต่อสถานการณ์เพียงตามความเชื่อและความโน้มเอียงทางการเมืองอย่างเดียว ชัยวัฒน์ สถาอนันท์ นักสันติวิธีคนสำคัญยังเคยตั้งคำถามทำนองว่า ถ้าพวกเขาถูกจ้างวานมาอย่างเดียว รัฐบาลก็จ้างเขากลับโดยจ่ายคืน 2 เท่าก็น่าจะจบ แต่ถ้าไม่จบ มูลเหตุและที่มามันต้องมีมากกว่านั้น!

อาจกล่าวได้ว่า พลังประชาชนของสัญญะทั้ง 2 สี ได้มีพลานุภาพต่อการเมืองไทยในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา เป็นพลังหยินและหยางต่อการเมืองไทยอย่างสำคัญที่ทำลายพิษร้ายทั้ง “ร้อน” และ “เย็น” ออกไปจากระบบไม่มากก็น้อย “เหลือง” และ “แดง” ต่างมีความตื่นตัวที่คล้ายกัน นั่นคือ ไม่ขอยอมรับความไม่ชอบธรรมแล้วนั่งทำตาปริบๆ อีกต่อไป  เหลืองพูดถึงปัญหาคอร์รัปชั่นเป็นหลัก ซึ่งเป็นปัญหาการฉ้อฉลอำนาจ แดงพูดถึงอำนาจที่ไม่ชอบธรรมนอกระบบการเมืองแบบประชาธิปไตย กิจการทางการเมืองและการพัฒนาควรเป็นของรัฐบาลพลเรือนไม่ใช่ทหาร หรือผู้มีอำนาจนอกรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นปัญหาประชาธิปไตย และสักวันหนึ่งมันจะต้องพัฒนาเปลี่ยนแปลง คำถามและข้อสงสัยของสังคมในเวลานี้ก็คือ “การนำ” การต่อสู้ของเสื้อแดงนั้น มาจากกลุ่มนักการเมืองและชนชั้นนายทุนที่เสียผลประโยชน์ ทำให้ความบริสุทธิ์ถูกกังขา นอกจากมวลชนผสมของฝ่ายก้าวหน้าแล้ว ระบบการจัดตั้งของเสื้อแดงยังผ่านระบบโครงสร้างมวลชนของ ส.ส. เป็นหลัก ดังนั้นส่วนหนึ่งผ่านระบบอุปถัมป์ ขณะที่เสื้อเหลืองมาจากพลังฝ่ายก้าวหน้าส่วนหนึ่ง ผสมกลุ่มพลังทางการเมืองอนุรักษ์นิยม รวมถึงสื่อมวลชนและชนชั้นกลางในเมืองที่ตื่นตัวทางการเมืองเป็นหลัก แม้ว่าการนำจะถูกช่วงชิงจากชนชั้นนำบางส่วนไปบ้างแต่การคานดุลของพลังการเคลื่อนไหวยังมีอยู่ และถูกกำกับชี้นำด้วย 5 แกนนำที่มีอิทธิพลต่อขบวน

ข้อดีของ “แดง” คือ เป็นการตื่นตัวทางการเมืองของคนชนบทเป็นหลัก ที่ถูกเอาเปรียบจากการพัฒนา มีบาทแผลและร่องรอยที่เด่นชัด  เป็นความรู้สึกทางชนชั้นที่ถูกเลือกปฏิบัติ  การดูถูก การโดนรังแก ผ่านมาจนกระทั่ง “ผู้แทน” ของเขาโดนรังแก เป็นความรู้สึกร่วมหลังจากการยึดโยงกับ “ผู้นำ” ของเขาที่ซื้อใจกันมาเมื่อ 9 ปีก่อน วันนี้ ดังที่ได้สรุปไปแล้ว คนยากจนได้มีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างกว้างขวาง แม้บางส่วนมาจากการ Propaganda แต่เขากำลังเรียนรู้มันในทางการเมือง และความรู้สึกลุกขึ้นสู้จากการเอาเปรียบ จากความไม่เท่าเทียมทางสังคมและกลไกรัฐแบบเดิม มันได้ตื่นขึ้นแล้ว.. และวันหนึ่งเขาจะนำตัวเองได้โดยไม่ยึดกับ “ผู้นำ” เฉพาะกาลที่เอาผลประโยชน์ของตนเองมาต่อรองด้วยอีกต่อไป..

ข้อดีของ “เหลือง” คือ แน่นอน มาตรฐานของประเด็นการคอร์รัปชั่นของการเมืองไทยตลอดกว่า 80 ปีที่ผ่านมา ซึ่งฝังรากลึก ได้รับการท้าทาย ได้รับการสั่งสอนและยกระดับขึ้น นักการเมืองระบบเก่าเริ่มไม่มีที่ยืนอยู่ “อำนาจที่ประชาชนให้ไปเป็นคนละเรื่องกับข้ออ้างที่จะเอาเอาอำนาจนั้นมารับใช้เพื่อตนเองตามอำเภอใจได้” เพียงแต่ว่า ในการลุกขึ้นสู้ เสื้อเหลืองได้ใช้ยุทธิวิธียึดกุมอุดมการณ์รัฐ คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งมีลักษณะอนุรักษ์นิยม เป็นปราการจากการโดนปราบปรามจาก “รัฐ” ของนักการเมืองและนายทุน เพราะหัวใจเป็นเหมือน “เงา” ของรัฐ รัฐจึงทำลายเงาตัวเองไม่ได้ (เพราะเท่ากับทำลายตนเอง) นั่นทำให้ “เหลือง” ดำรงอยู่ในปัจจุบันได้อย่างทรงพลัง อย่าลืมว่าเป็นครั้งแรกที่ประชาชนสู้กับ “เผด็จการนายทุน” ที่ยึดกุมอำนาจรัฐ และโครงสร้างรัฐที่ฉ้อฉลคอร์รัปชั่นเบื้องหน้า แม้ว่าขบวนยังไม่แตะต้องกลุ่มโครงสร้างที่คอร์รัปชั่นเบื้องหลังอื่นๆ แต่มันก็คือจุดเริ่มต้น ที่ทุกกลุ่มทุนขูดรีดเริ่มตื่นตระหนกและเกรงกลัว อย่าลืมว่า เราเคยผ่านการสู้กับเผด็จการทหารมาหลายครั้ง และเรามีประสบการณ์ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่!

วันนี้ ชนชั้นนายทุนขูดรีดแทบทุกกลุ่ม ภายใต้เสื้อคลุมต่างๆ ได้เกรงกลัวภาคประชาชนอย่างเห็นได้ชัด และเป็นภาคประชาชนในส่วนของทั้งเหลืองและแดง วันหนึ่ง เราควรหวังว่า เหลืองและแดง ในระดับมวลชนจะมารวมกันได้ และต่อสู้เพื่อชนชั้นล่าง เพื่อความเท่าเทียมทางสังคม ในความขัดแย้งหลัก และสร้างบรรทัดฐานใหม่ขึ้นมา (ไม่ใช่พวก “สองไม่เอา” แต่คือ “เอาทั้งสอง” ฮา)

แม้ว่า ปัญหาและสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทยขณะนี้มันซับซ้อน และไม่ใช่ปัญหาเฉพาะของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งเท่านั้น หลายคนได้หยิบเอาความขัดแย้งหลายเรื่องมายกเหตุและอ้างอิงปนกันมั่วไปหมด แต่อาจเพราะว่าระเบิดมันถูกจุดชนวน กลุ่มพลังทางการเมืองและผู้มีผลประโยชน์ได้ลงขันกันเลือกข้างและห้ำหั่นกัน เพื่อดูว่าใครจะอยู่ใครจะไป ดังนั้น การ Propaganda จึงเป็นความพยายามของแต่ละกลุ่มเพื่อช่วงชิงอำนาจการนำ การวิเคราะห์สถานการณ์ความขัดแย้งจึงไม่อาจเหมารวมได้ เหมือนพวกปัญญาชนนามแฝงทั้งหลายที่ชอบเขียนบทความวิพากษ์วิจารณ์แบบเหมารวมความขัดแย้ง โดยไม่หวั่นว่า วันหนึ่งมวลชนของตนเองอาจถูกตลบหลังหรือตกเป็นเหยื่อเพื่อการปรองดองผลประโยชน์ของชนชั้นนำได้ ซึ่งก็คือชนชั้นนายทุนขูดรีดและชนชั้นผู้ปกครองทั้งหลาย!

ในสังคมประชาธิปไตย แม้พรรคเสียงข้างน้อยรวมกันจัดตั้งรัฐบาลได้หากเสียงเกินครึ่งหนึ่ง เหมือนอารยะประเทศ แต่รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคประชาธิปัตย์ก็ยังเป็นรัฐบาลที่ไม่มีเสถียรภาพ แค่วันหนึ่งหากชนชั้นนายทุนที่พลิกผันกลับกันสามัคคีปรองดองกันใหม่ เราคงเห็นพรรคประชาธิปัตย์จับมือกับพรรคเพื่อไทยก็เป็นได้..

สถานการณ์ที่ซับซ้อนนี้ เราจึงอย่ามัวมา Propaganda ร่วมด้วยช่วยกันกับพวกเขาเลย ดังเช่น “ผู้นำ” ทางการเมืองต่างๆ กำลังกระทำอยู่ รวมถึงที่เราเห็นนักเคลื่อนไหวนามแฝงที่เยอะไปหมดตามเวปไซด์ที่พยายามชูปากกาผ่านสถานการณ์เสื้อแดงว่า “สงครามชนชั้น” ได้เกิดขึ้นแล้วต่างๆ นานา โดยไม่วิเคราะห์ “ความจริง” ของความขัดแย้ง เพราะถ้าหากเป็นสงครามชนชั้นจริงแล้ว พวกเขาต้องต่อต้าน “ทักษิณ” ด้วย ที่รวยมาจากสัมปทานชาติ และเป็นชนชั้นนายทุนขูดรีด ผู้ซึ่งไม่อาจเป็นผู้นำในการต่อสู้ของ “สงครามชนชั้น” แต่อย่างใด ยกเว้นเพียงแต่ว่า พวกเขาละไว้เพียงความเข้าใจส่วนตนว่า เป็นชนชั้นศักดินาและไพร่ฟ้าเท่านั้น หรือไม่ก็ลืมตื่นขึ้นมาจากยุคสมบูรณาญาฯ เมื่อกว่า 80 ปีก่อน

สถานการณ์ไม่สุกงอมพอที่จะเป็นสงครามชนชั้น และเราไม่อาจยกอ้างการรัฐประหารครั้งที่ผ่านมา เป็นเหตุผลของการเลือกข้าง “นายทุน” หรือ “อำมาตย์” และสมอ้างการปฏิวัตินายทุนที่หลอกลวงชวนเชิญมวลชนเข้าสู่สงคราม เพราะการแตกหักชั่วคราวของอำนาจครั้งนั้นก็ล้วนมีสาเหตุมาจากชนชั้นอำนาจรัฐที่หักโค่นกันเอง การเคลื่อนไหวทางสังคมของขบวนการประชาชนชั้นล่างของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก่อนหน้านั้น ก็เป็นเพียงอีกเรื่องหนึ่งที่ชนชั้นนำยกเป็นข้ออ้างจากความชอบธรรมของพลังประชาชน แต่การเคลื่อนไหวของขบวนการประชาชนเพื่อต่อสู้เรื่องความเป็นธรรมทางสังคมหรือการยกระดับบรรทัดฐานของปัญหาการคอร์รัปชั่น ไม่ควรถูกทาสีว่าเป็นเครื่องมือของฝ่ายใด เราต้องโจมตีชนชั้นนำที่ยึดครองผลิตผลของการเคลื่อนไหวของพลังประชาชนไป ไม่ว่าจะในนามคนสีใดก็ตาม

อย่างไรก็ตาม เราน่าจะถือโอกาสจากสถานการณ์และความขัดแย้งของกลุ่มทุนที่พลิกผันกลับกันนี้ เรียกร้องให้ชนชั้นนำทางสังคมและ “รัฐ” นอกจากแก้ไขปัญหา “ประชาธิปไตย” แล้ว ต้องรีบแก้ปัญหาโครงสร้าง “ความไม่เป็นธรรมทางสังคม” โดยรีบด่วนด้วย เพราะปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ มันมาจากปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างมีนัยสำคัญ และรัฐบาลของ “ชนชั้นนายทุน” ต้องรีบแก้ไขปัญหานี้ ก่อน “สงครามชนชั้น” มันจะเกิดขึ้นจริงๆ!!

โดยเฉพาะ นโยบายทางโครงสร้างเศรษฐกิจที่ก้าวหน้า เพื่อแก้ปัญหารากเหง้าส่วนหนึ่งของความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจน-คนรวย ระหว่างเมืองและชนบท เช่น นโยบายการพัฒนาที่เท่าเทียมเป็นธรรม รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม การแก้ปัญหาความยากจนเชิงโครงสร้าง การปฏิรูประบบกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล โดยเฉพาะทรัพย์สมบัติสาธารณะและสิทธิชุมชน มันถึงเวลาแล้ว ที่ต้องมีกฏหมายเก็บภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้าเพื่อให้เป็นรายได้ของรัฐ ปฏิรูปและจำกัดการถือครองที่ดิน ออกกฏหมายภาษีมรดกและภาษีทรัพย์สินอัตราก้าวหน้า การสร้าง “รัฐสวัสดิการ” อย่างน้อยแบบสแกนดิเนเวีย การปฏิรูประบบการศึกษาที่แข็งกระด้างและดัดจริตของไทย เพื่อพัฒนาคุณภาพความรู้ที่ยึดโยงกับสังคม แก้ปัญหาระบบสาธารณะสุขที่เลือกปฏิบัติและไม่มีประสิทธิภาพ การประกันการว่างงานของแรงงานทั้งชนชั้น ฯลฯ ก่อนที่ความขัดแย้งของชนชั้นอย่างแท้จริงมันจะปะทุขึ้น และสงครามปาหินจะเป็นจริงและระบาดไปมากกว่านี้ ดังที่เราเห็น “จราจล” ในประเทศต่างๆ มากมายเป็นตัวอย่างแล้วที่ผ่านมา..

เป็นไปได้อย่างไร ที่ “รัฐ” ของขุนศึก ทหาร ข้าราชการแบบอำมาตย์ และนายทุนชนชั้นนำที่ผ่านมาหลายสิบปี ทำให้ทรัพย์ครัวเรือนตามกลุ่มรายได้เมื่อปี 2549 พบว่า ครอบครัวรวยสุด 20% แรกมีทรัพย์สินถึง 69% ของทั้งประเทศ ขณะที่กลุ่ม 20% สุดท้ายหรือที่จนสุด มีทรัพย์สินเพียง 1% เท่านั้น ขณะที่เงินออมในธนาคาร ตามข้อมูลวันที่ 11 มิ.ย. 2552 พบว่ามีบัญชีที่มีเงินมากกว่า 10 ล้านบาทจำนวน มี 7 หมื่นบัญชีเท่านั้น คิดเป็น 0.1 ของบัญชีทั้งหมด แต่ทั้งหมดนี้กลับมีเงินฝากเป็น 42% ของเงินฝากในประเทศ และเมื่อพิจารณาจากความต่างด้านรายได้ ระหว่างคนจนสุด 20% และรวยสุด 20% แล้วพบว่าประเทศไทยอยู่ที่ 13% เมื่อเทียบกับญี่ปุ่นซึ่งมีเพียง 3.4% เกาหลีใต้ 4.2% และสหรัฐอเมริกาซึ่งมี 8.4% เท่านั้น..

“สงครามชนชั้น” มันน่ากลัวกว่ามหกรรมเสื้อแดงในวันนี้อย่างแน่นอน เพราะมันจำเป็นต้องปฏิวัติยึดอำนาจรัฐที่ชนชั้นนายทุนทั้งหลายหวงแหน เพื่อทำลายระบบกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล(ทั้งระบบ) เพื่อปลดแอกชนชั้นแรงงานมนุษย์ที่ขึ้นต่อนายทุนทั้งชนชั้น ซึ่งถูกซื้อขายไม่ต่างจากสภาพของจักรกลในราคาที่มีค่าเพียงเวลาที่ถูกใช้เป็นแรงงาน ซึ่งไม่เพียงพอต่อปัจจัยพื้นฐานของชีวิตด้วยซ้ำ เพราะชนชั้นนายทุนกอบโกยเอาส่วนแบ่งไปจากสังคมมากเกินไปจนความเป็นสังคมกำลังล่มสลาย ซึ่งเป็นสาเหตุของความไม่เป็นธรรมทั้งมวลและลดคุณค่าของความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง

แล้วเมื่อถึงวันนั้นจะหาว่าไม่เตือน! ได้ยินไหม ทักษิณ อภิสิทธิ์ และทุกๆ คน..

April 7, 2010

Q+A: What is going on in Kyrgyzstan?

Wed Apr 7, 2010 9:26am EDT
Riot police is attack by anti-government protesters in Bishkek, April 7, 2010. REUTERS/Vladimir Pirogov

Cached: http://www.reuters.com/article/idUSTRE63628020100407?loomia_ow=t0:s0:a49:g43:r2:c0.111111:b32617410:z0

Riot police is attack by anti-government protesters in Bishkek, April 7, 2010.

Credit: Reuters/Vladimir Pirogov

BISHKEK (Reuters) – Kyrgyzstan’s President Kurmanbek Bakiyev declared a state of emergency on Wednesday as five people were killed in clashes between police and thousands of protesters demanding an end to his five-year rule.

World

Below are questions and answers about what is going on in Kyrgyzstan:

WHY IS THE UNREST SIGNIFICANT?

Kyrgyzstan, which lies at the heart of Central Asia, is central to Western efforts to contain the spread of Islamist militancy from Afghanistan.

The United States rents an air base in Kyrgyzstan which it uses to support its fight against Taliban insurgents in nearby Afghanistan. Russia also has an air base in the country.

A change of leadership in Bishkek could complicate the base agreements. Last year, Kyrgyzstan demanded the United States close the Manas base, but later agreed to let Washington keep the base for a higher rent.

Both the United States and Russia have expressed concern about what they regard as a rise in Islamic militancy in Central Asia. Kyrgyzstan shares the volatile Fergana Valley with Uzbekistan and Tajikistan, and was the target of cross-border raids by Islamic guerrillas in 1999 and 2000.

Foreign powers are nervous that if violence sweeps through Kyrgyzstan — which borders China, Kazakhstan, Uzbekistan and Tajikistan — it could have unpredictable consequences for the entire region.

Kyrgyzstan does not have any Eurobonds but the som currency is now at 7-year lows of around 45 per dollar.

WHAT HAS SPARKED THE UNREST?

Bakiyev, a former opposition leader who came to power after Akayev’s ouster in 2005, has since been accused by the opposition of tightening his grip on power, jailing political opponents and failing to root out corruption.

“After the Tulip revolution in 2005, the hope was that after Akayev, Kurmanbek Bakiyev would be a different kind of leader and that didn’t work out,” said Reinhard Krumm, director of the Freidrich-Ebert Foundation think tank in Moscow.

Bakiyev won a second term by an overwhelming margin in July last year, but opponents and Western observers harshly criticized the election.

Bakiyev has come under fire for failing to improve the fate of the nation’s 5.3 million inhabitants, a third of whom live below the poverty line. The average monthly wage is about $130.

Kyrgyzstan’s $4.7 billion economy has been badly hit by sharp drop in remittances, which accounted for almost 30 percent of Kyrgyzstan’s gross domestic product in 2008.

Economic growth slowed to 2.3 percent in 2009, after a rise of 8.4 percent the year before, but the economy would have contracted by 2.9 percent without the contribution of the Kumtor gold deposit which is mined by Centerra Gold Inc.

Canadian uranium miner Cameco Corp in December said it had agreed to sell its stake in Centerra.

HOW COULD IT END?

The opposition has been demanding that Bakiyev, who helped lead the “Tulip Revolution” protests in 2005, tackle corruption and fire his relatives from senior positions.

They have threatened to topple Bakiyev if he does not accede to their demands and protesters on the streets of Bishkek on Wednesday were calling for him to step down.

Much will depend on how Bakiyev responds in the crisis and how powers such as Russia, the United States and China react.

But analysts said Bakiyev faces a tough balancing act to keep control without aggravating the situation with heavy-handed measures. Russia has called for calm.

Riot police were using teargas to disperse protesters in Bishkek on Wednesday, a Reuters reporter said. Gunshots were also heard but it was unclear where they were coming from. Five bodies lay on the main square outside Bakiyev’s office.

“What is happening in Kyrgyzstan is a crisis of authority, without a doubt, but that does not mean that a repeat of the Tulip revolution of 2005 is possible because Bakiyev, unlike Askar Akayev, has more solidarity within his circle,” said Alexei Vlasov, an academic who specializes in the region at Moscow State University.

Longtime leader Akayev abandoned the presidential palace during the 2005 protests and fled to Russia.

“Senior security officials in general support Bakiyev and as a result, any signs of discontent will, I believe, be quite firmly suppressed as appears to be the case,” Vlasov said.

“Bakiyev is highly dependent on outside support from China, Russia and the United States. If Moscow and Washington are silent I think Bakiyev will hold onto power.”

Bakiyev has said on many occasions that he will use whatever means necessary to preserve peace and stability. He will be all too keenly aware from his own experience five years ago of the risk that demonstrations spiral out of control.

In a country divided along clan and geographical lines, much will also depend on how Bakiyev can appease influential leaders with the power to bring supporters into the streets.

“The problem is you have different clans in different areas, for example in Talas and Bishkek (in the north). They are all unhappy because Bakiyev, who comes from the south, wants to bring his son to power,” said Krumm of the Freidrich-Ebert Foundation.

(Writing by Guy Faulconbridge in Moscow, editing by Noah Barkin)

April 7, 2010

Frenzied Kyrgyzstan protesters set fire to government buildings

Kyrgyz opposition supporters attack a Kyrgyz riot policemen's vehicle during an anti government protest in Bishkek on April 7, 2010.

Kyrgyz opposition supporters attack a Kyrgyz riot policemen’s vehicle during an anti government protest in Bishkek on April 7, 2010. AFP/Getty Images

Anti-government demonstrators clash with police, at least 17 people were killed and least 180 wounded when troops fired on crowds

Cached:  http://www.theglobeandmail.com/news/world/police-open-fire-on-protesters-in-kyrgyzstan/article1525821/

Peter Leonard

Bishkek, Kyrgyzstan — The Associated Press Published on Wednesday, Apr. 07, 2010 5:39AM EDT Last updated on Wednesday, Apr. 07, 2010 11:19AM EDT

Anti-government protests swept across the Central Asian nation of Kyrgyzstan on Wednesday as thousands of protesters stormed the main government building, set fire to the prosecutor’s office and looted state TV headquarters. At least 17 people were killed and least 180 wounded in clashes, the government said.

The unrest has threatened the relative stability of this mountainous former Soviet nation, which houses a U.S. military base that is a key supply center in the fight against the Taliban in neighboring Afghanistan.

Demonstrators furious over government corruption and a recent hike in power prices looted the state television and radio building and were marching toward the Interior Ministry in the capital, Bishkek, according to Associated Press reporters on the scene. Elite police opened fire to drive crowds back from government headquarters.

Opposition activist Shamil Murat told the AP that Interior Minister Moldomusa Kongatiyev was beaten to death by a mob in the western town of Talas where the unrest erupted a day ago.

Health Ministry spokeswoman Yelena Bayalinova said 180 people were hurt in the clashes Wednesday, without elaborating. Opposition activist Toktoim Umetalieva said 17 people died after police opened fire with live ammunition. That figure of 17 dead was confirmed by another government health official speaking on condition of anonymity because of the sensitivity of the situation.

The opposition began the day vowing to defy the crackdown launched by increasingly authoritarian President Kurmanbek Bakiyev. The president was not seen in public Wednesday and his whereabouts were unclear.

Police in Bishkek at first used rubber bullets, tear gas, water cannons and concussion grenades Wednesday to try to control crowds of young men clad in black who were chasing police officers, beating them up and seizing their arms, trucks and armored personnel carriers.

Some protesters then tried to use a personnel carrier to ram the gates of the government headquarters, known as the White House. Many of the protesters threw rocks, but about a half dozen young protesters shot Kalashnikovs into the air from the square in front of the building.

“We don’t want this rotten power!” protester Makhsat Talbadyev said, as he and others in Bishkek waved opposition party flags and chanted: “Bakiyev out!”

Some 200 elite police began firing, pushing the crowd back from the government headquarters.

Protesters set fire to the prosecutor general’s office in the city center, and a giant plume of black smoke billowed into the sky.

Groups of protesters then set out across Bishkek. Some seized the state television and radio building, and were looting; others marched toward the Interior Ministry, which oversees the former Soviet republic’s police force.

At least 10 opposition leaders were arrested overnight and were being held at the security headquarters in Bishkek, opposition lawmaker Irina Karamushkina said.

One of them, Temir Sariyev, was freed Wednesday by protesters.

The prime minister, meanwhile, accused the opposition of provoking the violence in the country of 5 million people.

“What kind of opposition is this? They are just bandits,” Prime Minister Daniyar Usenov said.

Many of the opposition leaders were erstwhile allies of Bakiyev, who had helped bring him to power in the street protests of March 2005 known as the Tulip Revolution. They ousted his predecessor, accusing him of corruption, cronyism and cracking down on the opposition.

Five years later, Bakiyev is facing similar accusations from an opposition that says he has sacrificed democratic standards to maintain peace, while enriching himself and his family.

Unrest also broke out for a second day in the western town of Talas and spread to the southern city of Naryn.

Some 5,000 protesters seized Naryn’s regional administration building and installed a new governor, opposition activist Adilet Eshenov said. At least four people were wounded in clashes, including the regional police chief, he said.

Another 10,000 protesters stormed police headquarters Wednesday in Talas, where on Tuesday protesters had held the regional governor hostage in his office.

The protesters beat up the interior minister, Kongatiyev, and forced him to call his subordinates in Bishkek and call off the crackdown on protesters, a correspondent for the local affiliate of U.S.-funded Radio Free Europe/Radio Liberty said.

Witnesses said the crowd in Talas looted police headquarters Wednesday, removing computers and furniture. Dozens of police officers left the building and mingled with protesters.

In the eastern region of Issyk-Kul, protesters seized the regional administration building and declared they installed their governor, the Ata-Meken opposition party said on its Web site.

Hundreds of protesters overran the government building Tuesday on Talas’ main square. They were initially dispersed by baton-wielding police, but then fought through tear gas and flash grenades to regroup, burning police cars and hurling stones and Molotov cocktails.

Usenov said Tuesday’s violence in Talas had left 85 officers injured and 15 unaccounted for.

April 7, 2010

Lao PDR is short of skilled labour – ADB study

Cached page:  http://news.brunei.fm/2010/03/29/laos-is-short-of-skilled-labour-adb-study/

NAM NEWS NETWORK Mar 29th, 2010

VIENTIANE, March 29 (NNN-KPL) — While the world was now at the tail end of the global financial crisis and endemic unemployment persisted in many countries, the Lao PDR suffered from a tight skilled labour market, across a whole range of economic sectors nationwide.

This was the result of a recent study, commissioned by the Asian Development Bank, unveiled during the Labour Market Assessment Workshop, organised by the Ministry of Education and Ministry of Labour and Social Welfare in Vientiane Capital.

This study also stated that the hardest hit industry was the furniture sector which was short of 3,000 workers. The researchers said that another sector, construction, had to match the increase in demand for workers from a slew of related industries, building, infrastructure, mining, hydropower, machine repair and vehicle maintenance.

Speaking during the opening ceremony of this workshop, Deputy Minister of Education, Mr. Lytou Bouapao said, “The objective of the Labour Market Assessment was to identify those sectors with the greatest skill deficits so that steps to address skill shortages could be targeted to sectors where they would have the greatest impact on the economy.”

Eight hundred and seventeen companies, located in eight provinces of Laos, took part in this study. The researchers classified the companies into four categories: 136 companies with more than 100 employees (17 per cent), 297 companies with 10 to 100 employees (36 per cent) and 384 companies with fewer than 10 employees (47 per cent).

The industries involved in this study were energy (mining and hydropower), garment, construction, tourism, agriculture, wood processing, furniture, wholesale and retail, machinery, manufacturing and food processing.

The study noted that a critical weakness in the Lao PDR, in connection to industrial expansion was the absence of up-to-date labour market information, so that it acted as a constraint to economic planning and to the effective operation of the Technical Vocational Education and Training (TVET) system.

“An effective labour market information system should be readily available so that the country?s TVET could be positioned to train Laotians in skills that were relevant to the needs of a Laotian economy, that was growing at a rapid clip,” said Education Specialist in the ADB’s Southeast Asia Department, Mr. Norman LaRocque.

This study, funded by the Japanese government, is part of the effort to strengthen the country’s TVET, and this country proposed to give USD 23 million for this project. .

Deputy Minister of Education, Mr Lytou Bouapao and Deputy Minister of Labour and Social Welfare, Mr. Bounkhong Lasoukanh co-chaired this workshop, attended by 100 participants, from the government and its development partners. — NNN-KPL

ลาวขาดแรงงานฝีมืออย่างแรง ท่องเที่ยวขาดอันดับต้นๆ

Cached:  http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9530000046168

ผู้จัดการ360องศารายสัปดาห์– เรื่องแปลกแต่จริงก็คือ ในขณะที่โลกภายนอกกำลังลำบากภายใต้วิกฤติเศรษฐกิจ แต่ในลาว ประเทศที่ขนาดเศรษฐกิจไม่ใหญ่ไม่โต แขนงเศรษฐกิจสำคัญต่างๆ ขาดแคลนแรงงานที่มีฝีมืออย่างหนัก และมีแนวโน้มจะเอาไม่อยู่

การสำรวจล่าสุดได้พบว่า สถานประกอบการหลายแห่งยอมรับหน้าชื่นต้อง “นำเข้า” แรงงาน แม้ว่าจะผิดกฎหมายก็ตาม

ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ได้เปิดเผยผลการศึกษาวิจัยชิ้นหนึ่งในที่ประชุมสัมมนาเรื่องแรงงาน ในนครเวียงจันทน์วันที่ 26 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งจัดขึ้นโดยการร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการกับระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ทั้งนี้เป็นรายงานของหนังสือพิมพ์รายวัน “เศรษฐกิจและสังคม”

รายงานของเอดีระบุว่า ขณะที่ตลาดโลกกำลังได้รับผลกระทบรุนแรงจากวิกฤติเศรษฐกิจ แขนงผลิตเฟอร์นิเจอร์ของลาวเพียงแขนงเดียว ขาดแรงงานที่มีฝีมือโดยเฉพาะอย่างยิ่งช่างประเภทต่างๆ กว่า 3,000 คน และ ไม่สามารถหาได้ภายในประเทศ ตามติดๆ ด้วยแขนงการท่องเที่ยวที่กำลังโตมาก และขาดบุคคลากรที่มีประสบการณ์ตำแหน่งต่างๆ กว่า 2,000 คน

อุตสาหกรรมนำหน้าอื่นๆ ของประเทศล้วนขาดแคลนแรงงานฝีมือทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นแขนงผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ ซึ่งปัจจุบันมีการสร้างเขื่อนนับ 10 แห่ง 4 แห่งจะเปิดใช้ในปีนี้ อุตสาหกรรมอื่นๆ รวมทั้งการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน งานซ่อมเครื่องจักรเครื่องกลและยานหานะ ล้วนแต่ขาดแคลนช่างฝีมืออย่างหนัก

นักวิจัยของเอดีบีกล่าวว่า ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ได้จากการสอบถามบริษัทธุรกิจ 817 แห่ง ใน 8 แขวง (จังหวัด) ที่มีการจ้างแรงงาน ตั้งแต่ไม่ถึง 10 คนจนถึงกว่า 100 คน ครอบคลุมอุตสาหกรรมพลังงาน (เหมืองแร่และการผลิตไฟฟ้า) ตัดเย็บเสื้อผ้าส่งออก ก่อสร้าง ท่องเที่ยว การเกษตร ผลิตภัณฑ์ไม้แปรรูป เฟอร์นิเจอร์ ค้าส่ง ค้าปลีก แขนงเครื่องจักรกล การผลิตและการแปรรูปอาหาร

ปัจจุบันการนำเข้าแรงงานจะต้องได้รับอนุญาตจากกระทรวงแรงงานกับกระทรวงแผนการและการลงทุน และที่ผ่านมาสองกระทรวงหลักนี้อนุญาตให้ บริษัทธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ จ้างชาวต่างชาติได้เฉพาะตำแหน่งที่ต้องการความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในระดับบริหารเท่านั้น

แต่การศึกษาของเอดีบีได้พบว่า 23% ของบริษัทธุรกิจที่ถูกสอบถาม ยอมรับว่า จ้างแรงงานต่างด้าวในหลายระดับ และ 40% ยอมรับว่า จ้างชาวต่างชาติในตำแหน่งบริหารจัดการ อีก 60% กล่าวว่า “มีเหตุผลที่จะต้องขอจ้างแรงงานต่างชาติ” สื่อของทางการกล่าว

นักวิจัยของเอดียังกล่าวด้วยว่า การที่ไม่สามารถสนองข้อมูลตัวเลขเกี่ยวกับแรงงานได้อย่างเป็นปัจจุบันและอย่างคบถ้วน เป็นปัญหาสำคัญในการขยายตัวของเศรษฐกิจและการวางแผนเศรษฐกิจ และยังสะท้อนถึงจุดอ่อนด้านการศึกษาอบรม กับฝึกฝนบุคคลากรเข้าสู่อาชีพในระดับชาติอีกด้วย

ผลการศึกษาวิจัยของเอดีบีได้รับการสนับสนุนจากตัวเลข ขององค์การแรงงานแห่งชาติของลาวไม่มากก็น้อย

ตามตัวเลขของสหพันธ์กรรมบาล (แรงาน) ลาว ปัจจุบันทั่วประเทศมีประชากรวัยแรงงานอายุระหว่าง 16-40 ปี จำนวน 3.7 ล้านคน คิดเป็น 60% ของประชากร 6 ล้านคน แต่ 76.7% ทำงานในแขนงการเกษตรและป่าไม้ 15% ในแขนงบริการและมีเพียง 7.8% ทำงานในแขนงอุตสาหกรรมการผลิตและก่อสร้าง

นายวงเพ็ด ไซเกอยาจงตัว กรมการเมืองพรรคประชาชนปฏิวัติลาว ประธานศูนย์กลางสหพันธ์กรรมบาลลาวเปิดเผยเรื่องนี้ในการประชุมใหญ่ผู้นำแรงงาน 8 แขวงภาคเหนือ ระหว่างวันที่ 25-26 มี.ค. สื่อของทางการกล่าว

ปัจจุบัน “แรงงานที่มีวิชาชีพ (แรงงานฝีมือ) มีตำแหน่งงานในทุกแขนงเศรษฐกิจทั่วประเทศมีจำนวน 766,245 คน เป็นแรงงานสตรี 387,000 คน ในจำนวนดังกล่าวเป็นผู้ที่บรรจุมีตำแหน่งในองค์การบริหารวิชาการของรัฐจำนวน 114,245 คน เป็นหญิง 45,913 คน ส่วนผู้ที่สังกัดแขนงธุรกิจจำนวน 26,180 แห่งมีถึง 652,000 คน” หนังสือพิมพ์ฉบับเดียวกันกล่าว

ตามรายงานของสำนักสารปะเทดลาว คาดว่าปีงบประมาณ 2552-2553 ที่สิ้นสุดลงในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา เศรษฐกิจจะขยายตัวราว 7.5% ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้แต่เดิม 8.0% เนื่องจากต้องเผชิญปัญหาสำคัญจำนวนหลายด้าน รวมทั้งพายุเกดสะหนา ที่ทำลายล้าง 3 แขวงภาคใต้ในช่วงปลายเดือน ก.ย.ปีที่แล้วด้วย

ตามรายงานของธนาคารโลก ถึงแม้ว่าการส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปจะได้รับผลกระทบรุนแรง แต่ลาวยังมีรายได้หลักจากการส่งออกทองแดงในช่วงปีที่ตลาดโลกมีความต้องการสูงขึ้นและจำหน่ายได้ราคาดี รวมทั้งรายได้จากการส่งออกกระแสไฟฟ้าที่คงเส้นคงวา และการท่องเที่ยวที่แม้จำนวนจะลดลง แต่ก็ได้รับผลกระทบไม่มากนัก.

April 7, 2010

สถานการณ์เปลี่ยนไป แพทย์ทหารสหรัฐฯ เข้าลาวครั้งแรก

คณะแพทย์ทหารจากกองบัญชาการภาคพื้นแปซิฟิกสหรัฐฯ จำนวน 14 นาย ออกปฏิบัติการให้ความช่วยเหลือประชานลาวในแขวงเชียงขวาง ระหว่างวันที่ 29 มี.ค.-2 เม.ย.ที่ผ่านมา นับเป็นปรากฏการณ์ใหม่ในความร่วมมือด้านกลาโหมระหว่างสองฝ่าย แม้จะให้เหตุผลว่าเป็นความร่วมมือด้านมนุษยธรรมก็ตาม

Cached: http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9530000046756

ASTVผู้จัดการออนไลน์— กลางปี 2549 รัฐมนตีกลาโหมลาว บอกกับ ผู้บัญชาการกองเรือแปซิฟิกของสหรัฐฯ ที่ไปเยือนว่า ลาวยังไม่พร้อมที่จะขยายความสัมพันธ์ร่วมมือด้านกลาโหมกับสหรัฐฯ นอกเหนือจากความร่วมมือในการค้นหาทหารที่หายสาบสูญเมื่อครั้งสงคราม ซึ่งเป็นการปฏิบัติด้านมนุษยธรรม

แต่วันนี้สถานการณ์ได้เปลี่ยนไป

คณะแพทย์ทหารจำนวน 14 คน จากกองบัญชาการทหารภาคพื้นแปซิฟิกของสหรัฐฯ เข้าไปปฏิบัติการช่วยตรวจรักษาโรคแก่ประชาชนในแขวงเซียงขวางระหว่างวันที่ 29 มี.ค.- 2 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยร่วมกับเสนารักษ์และแพทย์ของลาว อันเป็นความร่วมมือด้านมนุษยธรรม เพื่อตอบแทน “ด้วยความรู้บุญคุณ” ที่ตลอดหลายปีมานี้ ประชาชนลาวให้ความร่วมมือค้นหาทหารอเมริกันที่หายสาบสูญ

คณะแพทย์ทหารได้ออกให้บริการประชาชนด้วยเครื่องมืออุปกรณ์ทันสมัย ที่โรงพยาบาลลาว-มองโกเลีย เมืองโพนสะหวัน เมืองเอกของแขวงดินแดนแห่งทุ่งไหหิน พร้อมกันนั้นได้มอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ยังไม่ได้ใช้งานให้แก่แผนกสาธารณสุขแขวงเซียงขวางด้วย หนังสือพิมพ์เวียงจันทน์ใหม่กล่าว

ทีมงานแพทย์ทหารของฝ่ายสหรัฐฯ นำโดย พ.ท.เทเลอร์ มอร์โรว์ หัวหน้าแผนกศัลยกรรม ประจำกองบัญชาการทหารสหรัฐฯ ประจำภาคพื้นแปซิฟิก ซึ่งการปฏิบัติงานครั้งนี้ “ได้ประกอบส่วนในการร่วมมือที่ดีระหว่างสหรัฐฯ และลาวที่นับวันขยายตัวออกไปเรื่อยๆ” สื่อของทางการกล่าว

หลายปีมานี้ลาวได้ขยายความร่วมมือทางทหารกับฝ่ายสหรัฐฯ อย่างระมัดระวัง โดยจำกัดไว้เพียงเพื่อจุดประสงค์ด้านมนุษยธรรมเท่านั้น

ในเดือน ก.ค.2549 พล.ต.ดวงใจ พิจิต (ยศชั้นในขณะนั้น) ได้บอกกับ พล.ร.อ.วิลเลียม ฟอลลอน อดีตผู้บังคับบัญชากองกำลังสหรัฐฯ ภาคพื้นแปซิฟิก ที่ไปเยือนว่า ปัจจุบันได้มีชาวลาวบางคนที่ทำการต่อต้านรัฐบาล สปป.ลาว และคนเหล่านั้นมีสายสัมพันธ์โยงใยไปถึงกลุ่มคนในสหรัฐฯ

ครั้งนั้นรัฐมนตรีกลาโหมลาว ได้ปฏิเสธข้อเสนอของ พล.ร.อ.ฟอลลอน ที่จะให้หน่วยแพทย์ทหารสหรัฐฯ เข้าบริการในบางพื้นที่หมู่บ้าน และการอนุญาตให้วิศวกรทหาราไปช่วยเหลือก่อสร้างโรงเรียน คลินิก ถนน และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ซึ่งได้สร้างความผิดหวังให้แก่ฝ่ายที่ไปเยือน

พล.ต.ดวงใจ กล่าวว่า สปป.ลาว ต้องการสร้างความเข้มแข็งด้วยความสามารถของตนเองก่อน จึงจะสามารถดำเนินความร่วมมือทางทหารกับกองทัพสหรัฐฯ ได้.

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 582 other followers

%d bloggers like this: