Archive for October, 2010

October 31, 2010

United States: Laos hydropower project on Mekong faces opposition – เมื่อสหรัฐฯส่งสัญญาณต้านเขื่อนในแม่น้ำโขง

Cached:  http://www.hydroworld.com/index/display/news_display.1213332956.html

Pianporn Deetes from Save the River Coalition said the Xayaburi Dam will affect more than 40 villages along the Mekong River, from Louangprabang province to Xayaburi province.

This dam will also affect the incubation of freshwater tropical fish such as giant catfish and other aquatic life as the construction will destroy the islets and boulders where the Mekong giant catfish lay their eggs. She said the river run-off Xayaburi Dam is the first dam that will be built in the Lower Mekong River’s mainstream. The dam will produce 1,260 megawatts of power. The plan to build this hydropower dam was initiated by the Laos government. Thai company Ch Karnchang will invest Bt90 billion in its construction. The total project cost is expected to exceed Bt100 billion. According to the report entitled “MRC Sea for hydropower on the Mekong Mainstream inception Report Vol II”, the inundated area of the Xayaburi dam will cover 49 square kilometres and the length of the reservoir will be 90km. Construction will take seven and a half years. About 10 villages, 391 households, and 2,130 people will need to be relocated. Electricity generated from the plant will be sold to the Electricity Generating Authority of Thailand (Egat) in 2019. Meanwhile, local villagers living along the river voiced concern that the dam construction should not affect their original livelihood. A villager, who did not want to be named and lives near the Xayaburi site, said he had not been given much information about the impact of the dam.Ltd.

Copyright 2010 TendersInfo – Euclid Infotech Pvt. Ltd.All Rights ReservedProvided by Al Bawaba
TendersInfo
************************************************

Impact study for 12 Mekong dams

HCM CITY — International experts and multi-stakeholders met in HCM City yesterday for the final workshop on the environmental and social impacts of 12 proposed hydropower dams on the mainstream lower Mekong.

About 100 participants from six Mekong countries attended the “Avoidance, mitigation and enhancement” workshop that is part of the “Strategic Environment Assessment (SEA) of Proposed Mainstream Hydropower Dams in the Lower Mekong” study. It is the fourth and final workshop of the series.

“Mekong River is famous for its huge potential of hydropower development, 59,900MW basin-wide and 30,900MW in the Lower Mekong Basin (LMB),” Dr Le Duc Trung director general of the Viet Nam National Mekong Committee told workshop in his opening speech.

“However, negative impacts from hydropower construction on the river-dependent ecosystem and livelihoods of millions of people should be estimated,” Trung said.

Private sector developers will build the 12 mainstream Mekong hydropower dams that are planned for Thailand, Cambodia and Lao under respective government MOUs.

The 1995 Mekong Agreement, signed by Cambodia, Lao, Thailand and Viet Nam, requires that such projects are discussed extensively among all four countries prior to any decision being taken.

The year-long study has researched impacts on regional energy planning; people; fisheries and barrier effects of dams on fish migration; maintenance of ecological integrity and biodiversity; river morphology and sediment balance; and water quality and salinity intrusion.

The two-day workshop aims to avoid or mitigate risks and enhance the benefits of the dams.

It would address key uncertainties including how countries view measures to attenuate for the potential cost to fisheries and other livelihoods in light of the financial and other significant benefits of the dams, said Voradeth Phonekeo, manager of the Mekong River Commission (MRC)’s Initiative on Sustainable Hydropower.

“That discussion, facilitated by the MRC, will consider the full range of social, environmental and cross-sector development impacts within the LMB,” said Jeremy Bird, CEO of the MRC Secretariat.

“The MRC has already carried out extensive studies on the consequences for fisheries and people’s livelihoods and this information is widely available. The SEA provides the necessary broader understanding of the opportunities and risks of such development,” Bird added.

Some of the strategies that have been suggested include the relative merits of mainstream dams over an accelerated programme of tributary hydropower projects or other electricity supply alternatives, and prioritising certain areas important for fish migration and sediment-nutrient management.

Benefits of the 12 dams include a reduction of fossil fuels for electricity and profits from power exports that can be used to finance rural and social development projects.

The complete report on the MRC study that began in May 2009 will be released in August. — VNS

————————————

เมื่อสหรัฐฯส่งสัญญาณต้านเขื่อนในแม่น้ำโขง

Cached:  http://www.oknation.net/blog/mekong/2010/10/13/entry-1

การที่วุฒิสมาชิก Jim Webb ใน ฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการด้านความสัมพันธ์ต่างประเทศของรัฐสภาสหรัฐ อเมริกา ได้ออกมาแสดงท่าทีอย่างชัดเจนถึงความกังวลใจของรัฐสภาสหรัฐฯที่มีต่อแผนการ ก่อสร้างเขื่อนบนแนวแม่น้ำโขงจำนวนถึง 12 โครงการในเขตตอนล่างของแม่น้ำโขง เมื่อช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมานั้นนับเป็นการเคลื่อนไหวที่ไม่ธรรมดาทีเดียว

ทั้ง นี้ก็เนื่องจากว่าการแสดงท่าทีดังกล่าวของทางการสหรัฐฯนั้นมิใช่การแสดงท่า ทีในฐานะผู้ที่อยู่นอกวงของการร่วมมือระหว่างประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงอีกต่อไป แล้ว หากแต่เป็นการแสดงท่าทีและบทบาทในฐานะที่เป็นภาคีของความร่วมมือระหว่าง ประเทศในลุ่มน้ำโขงกับลุ่มน้ำมิสสิสซิปปี้ ที่ได้มีการเจรจากันครั้งแรกระหว่างรัฐมนตรีว่าการต่างประเทศของไทย ลาว กัมพูชาและเวียดนามกับ Hillary Clinton รัฐมนตรีว่าการต่างประเทศของสหรัฐฯ ในโอกาสที่เดินทางมาร่วมประชุมว่าด้วยความมั่นคงในเอเชียและแปซิฟิคครั้งที่ 16 ที่หัวหินในช่วงเดือนกรกฎาคม 2009 นั่นเอง

โดยแผนการก่อสร้างเขื่อนบนแนวแม่น้ำโขงทั้ง 12 โครงการที่วุฒิสมาชิก Jim Webb ได้แสดงท่าทีเป็นห่วงเป็นใยและไม่เห็นด้วยกับการก่อสร้างในครั้งดังกล่าวนี้มี 7 โครงการ ที่ตั้งอยู่ในเขตน่านน้ำของลาว เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งประกอบด้วยเขื่อนปากแบ่ง เขื่อนหลวงพระบาง เขื่อนไซยะบุลี เขื่อนปากลาย เขื่อนสานะคาม เขื่อนลาดเสือ และ เขื่อนดอนสะหง

ส่วนอีก 5 โครงการที่เหลือนั้นมี 3 โครงการตั้งอยู่ในเขตชายแดนแม่น้ำโขงระหว่างลาวกับไทย ซึ่งก็คือเขื่อนสานะคาม เขื่อนปากชม และ เขื่อนบ้านกุ่ม กับอีก 2 โครงการที่ตั้งอยู่ในเขตน่านน้ำของกัมพูชาคือเขื่อนสตึงแตร็ง และเขื่อนซำบอ โดยทั้ง 12 โครงการดังกล่าวนี้จะมีศักยภาพในการผลิตพลังงานไฟฟ้าได้รวมกันมากกว่า 17,000 เมกกะวัตต์หรือเทียบได้กับ 3 ใน 4 ของพลังงานไฟฟ้าทั้งหมดที่คนไทยเราใช้อยู่ในทุกวันนี้เลยทีเดียว

ทั้งนี้โดย Jim Webb ได้ ให้เหตุผลประกอบการแสดงท่าทีที่ไม่เห็นด้วยกับการก่อสร้างเขื่อนบนแนวแม่ น้ำโขงในครั้งดังกล่าวนี้ว่า การสร้างเขื่อนนั้นจะส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมธรรมชาติในลุ่มน้ำโขงอย่าง รุนแรง ทั้งยังจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านเสบียงอาหารของประชากรหลายสิบล้านคน อีกด้วย เพราะเขื่อนจะทำลายระบบนิเวศน์ที่เป็นทั้งแหล่งอาหารและที่ผสมพันธุ์ของ สัตว์น้ำนานาชนิดในลุ่มแม่น้ำโขงสายนี้อย่างกว้างขวางนั่นเอง

ซึ่งหากจะว่าไปแล้วเหตุผลที่ Jim Webb ได้ หยิบยกขึ้นมาดังกล่าวนี้ก็คือเหตุผลอย่างเดียวกันกับของบรรดาองค์กรอนุรักษ์ สภาพแวดล้อมธรรมชาติทั้งในไทยและในระดับสากลที่ได้ร่วมกันเคลื่อนไหวเพื่อ คัดค้านการก่อสร้างเขื่อนในลุ่มน้ำโขงแห่งนี้มาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว โดยไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายแม่น้ำสากล (International Rivers Network) โครงการแม่น้ำเพื่อชีวิต (Living River Siam) โครงการสื่อชุม ชนลุ่มน้ำโขง หรือ มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ (Foundation for Ecological Recovery) ก็ตาม

พร้อมกันนั้น Jim Webb ก็ยังได้มุ่งเน้นไปถึงการเสริมสร้างบทบาทของ “คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง” (Mekong River Commission—MRC) ให้มีต่อแผนการก่อสร้างเขื่อนในแนวแม่น้ำโขงเหล่านี้ให้มากขึ้นเป็นพิเศษอีกด้วย โดยในที่นี้ก็คือ MRC จะ ต้องแสดงบทบาทในการตรวจสอบว่าโครงการก่อสร้างเขื่อนนั้นๆ ได้ทำการศึกษาวิจัยเพื่อป้องกันปัญหาผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมธรรมชาติได้ มาตรฐานทั้งตามหลักวิชาการและหลักการปฏิบัติอย่างแท้จริงแล้วเท่านั้น

โดยถึงแม้ว่านับตั้งแต่ที่ได้มีการจัดตั้ง MRC ขึ้นมาอย่างเป็นทางการเมื่อ 15 ปีก่อนจนถึงปัจจุบันนี้จะมีเพียงไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนามเท่านั้นที่เป็นประเทศสมาชิกของ MRC ในขณะที่จีนและพม่ากลับยังคงต้องการดำรงสถานภาพเป็นเพียงประเทศผู้สังเกตการณ์ใน MRC เรื่อยมาจนทุกวันนี้ก็ตาม แต่ถ้าหากพิจารณาจากกรอบความร่วมมือที่กว้างกว่า MRC กล่าวก็คือความร่วมมือระหว่างประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Sub-Region—GMS) นั้น ทั้งจีนและพม่าก็จะต้องร่วมมือกับไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนามอยู่ดี

เพราะฉะนั้น การที่ Jim Webb ในฐานะประธานของคณะกรรมาธิการด้านความสัมพันธ์ต่างประเทศของรัฐสภาสหรัฐฯ ได้มุ่งความสำคัญไปที่การเสริมสร้างบทบาทของ MRC ที่มีสหรัฐฯเป็นผู้บริจาคให้ การช่วยเหลือในด้านงบประมาณร่วมอยู่ด้วยนับตั้งแต่ที่ได้มีการจัดตั้ง MRC ขึ้นมาอย่างเป็นทางการเมื่อ 15 ปีก่อนและเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้นั้น ก็ย่อมจะไม่ใช่ก้าวย่างที่ธรรมดาๆอีกเช่นกัน

ซึ่งก็เป็นเพราะว่าในส่วนของจีนนั้นก็มีแผนการก่อสร้างเขื่อนบนแนวแม่น้ำโขงในเขตมณฑลยูนนานถึง 8 โครงการใหญ่ โดยมาถึงปัจจุบันนี้ก็ปรากฏว่าได้ก่อสร้างเสร็จและผลิตกระแสไฟฟ้าแล้ว 4 โครงการคือเขื่อนม่านวาน เขื่อนต้าเฉาซาน เขื่อนจิ่งหง (เชียงรุ่ง) และเขื่อนเสี่ยววาน ส่วนอีก 4 โครงการที่เหลือนั้น ทางการจีนก็หมายมั่นที่จะก่อสร้างให้เสร็จภายใน 10 ปี ข้างหน้านี้ให้ได้ แต่ที่แน่ๆเฉพาะการสร้างเขื่อนเสี่ยววานแล้วเสร็จเมื่อปีก่อนหน้านี้ ก็ทำให้ประเทศที่อยู่ในเขตตอนล่างของแม่น้ำโขงสายนี้ต่างต้องเผชิญกับวิกฤติ การณ์ขาดแคลนน้ำอย่างหนัก

โดยชาวลาวในนครเวียงจันทน์ต้องเผชิญกับปัญหาน้ำประปาไม่พอใช้นับเป็นเวลากว่า 2 เดือนติดต่อกัน ทั้งๆที่ในทั่วเขตนครเวียงจันทน์มีความต้องการใช้น้ำประปาเพียงไม่ถึง 180,000 ลูกบาศก์ เมตรในแต่ละวันเท่านั้น โดยวิสาหกิจน้ำประปาของรัฐบาลลาวได้ให้เหตุผลว่าเป็นเพราะระดับน้ำในแม่น้ำ โขงที่นครเวียงจันทน์นั้นได้ลดต่ำลงมากสุดเป็นประวัติการณ์ และทำให้ต้องแก้ปัญหาด้วยการนำรถขุดลงไปตักทรายเพื่อทำให้พื้นที่รองรับน้ำ ในแม่น้ำโขงนั้นลึกลงและกว้างขึ้น ทั้งยังต้องขุดร่องเพื่อผันเอาน้ำจากแม่น้ำโขงลงสู่พื้นที่รองรับน้ำดัง กล่าวอีกด้วย

ส่วน ในเขตภาคเหนือของลาวนั้น การเดินเรือโดยสารในแนวแม่น้ำโขงจากท่าเรือห้วยทรายในแขวงบ่อแก้วไปที่ท่า เรือปากแบ่งในแขวงอุดมไซต่อเนื่องไปที่ท่าเรือหลวงพระบางนั้นก็ไม่สามารถ เดินเรือได้เลยทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้วร่องน้ำในแม่น้ำโขงที่ภาคเหนือของ ลาวนี้ลึกกว่าร่องน้ำในเขตตอนล่าง

ทั้ง นี้โดยกลุ่มองค์การอนุรักษ์ฯทั้งในไทยและพันธมิตรที่อยู่ในต่างประเทศนั้น เชื่อว่าสาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำโขงลดต่ำลงอย่างมากจนผิด ปกติเช่นนี้ ก็เพราะว่าเขื่อนขนาดใหญ่ 4 แห่งบนแนวแม่น้ำโขงในเขตมณฑลยูนนานของจีนนั่นเอง

แต่ ถึงกระนั้น ทางการจีนก็ได้ตอบโต้ว่าไม่เป็นความจริงเลยที่เขื่อนในจีนนั้นคือต้นเหตุของ ภัยแห้งแล้งในเขตตอนล่าง เพราะปริมาตรน้ำที่ไหลจากเขตจีนลงสู่แม่น้ำโขงทั้งสายนั้นคิดเป็นสัดส่วนไม่ ถึง 20% ของปริมาตรน้ำทั้งหมดที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขงตลอดทั้งปีด้วยซ้ำ

ยิ่ง ไปกว่านั้น เขื่อนในจีนยังสามารถที่จะช่วยบรรเทาภัยแห้งแล้งและภัยน้ำท่วมให้กับเขตตอน ล่างอีกต่างหาก ซึ่งก็คือเขื่อนในจีนสามารถที่จะกักเก็บน้ำไว้ได้ในปริมาตรมากๆ โดยไม่ปล่อยน้ำลงมายังเขตตอนล่างในฤดูน้ำหลาก แต่ในช่วงหน้าแล้งก็ยังจะสามารถปล่อยน้ำลงมาเขตตอนล่างได้อีกต่างหาก

อย่าง ไรก็ตาม ระดับน้ำที่ลดต่ำลงอย่างมากในเขตตอนล่างของแม่น้ำโขงจนไม่สามารถเดินเรือได้ และการที่ชาวเวียงจันทน์ต้องเผชิญกับปัญหาขาดแคลนน้ำประปาอย่างหนักนั้น ก็น่าจะสามารถลบล้างการกล่าวอ้างสรรพคุณดังกล่าวของเขื่อนในจีนได้เป็นอย่าง ดี โดยถึงแม้ว่าจนถึงทุกวันนี้จะยังคงไม่มีใครหรือฝ่ายใดที่ได้ทำการศึกษาหา ความจริงที่โต้เถียงไม่ได้ก็ตาม แต่ที่แน่ๆ ทางการจีนต้องใช้เงินทุนอีกมากกว่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐหรือกว่า 3 เท่าของยอดผลผลิตมวลรวมภายใน (GDP) ของลาวในปีล่าสุดเลยทีเดียว จึงจะสามารถก่อสร้างเขื่อนได้ครบตามแผนการที่วางไว้

ด้วย เหตุนี้ ไม่ว่าจะเป็นใครหรือว่าฝ่ายไหนจะออกมาวิพากษ์วิจารณ์และโจมตีโครงการเขื่อน ยักษ์บนแนวแม่น้ำโขงของจีนอย่างไรก็ตาม จึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดที่ทางการจีนจะออกมาตอบโต้และให้การชี้แจงถึง สรรพคุณของเขื่อนยักษ์ของจีนทุกครั้งไป

ยิ่งไปกว่านั้น การที่ทางการจีนไม่เคยแสดงท่าทีที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกใน MRC เลย นั้น ก็เพราะว่าจีนต้องการที่จะสร้างเขื่อนตามความต้องการของตน โดยไม่ต้องมีพันธะผูกพันในอันที่จะต้องปฏิบัติตามข้อตกลงว่าด้วยการใช้ ประโยชน์จากน้ำในแม่น้ำโขงร่วมกับประเทศใดๆเลยนั่นเอง

แต่ ครั้นเมื่อมหาอำนาจเอกของโลกอย่างสหรัฐฯ ได้แสดงท่าทีอย่างชัดเจนในการคัดค้านแผนการก่อ สร้างเขื่อนบนแนวแม่น้ำโขงเช่นนี้ ทั้งยังได้มุ่งเน้นให้ความสำคัญในการเสริมสร้างบทบาทของ MRC ไป สู่การเป็นองค์กรที่มีอำนาจในการตัดสินชะตากรรมของโครงการก่อสร้างเขื่อน ต่างๆ ในแนวแม่น้ำโขงอย่างแท้จริง โดยการให้การสนับสนุนและประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกลุ่มองค์กรอนุรักษ์ฯที่ ต่อต้านการก่อสร้างเขื่อนในแนวแม่น้ำโขงด้วยแล้ว จึงเชื่อได้เลยว่านับจากวันนี้เป็นต้นไปการเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐฯกับจีนใน กิจการที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ในลุ่มแม่น้ำโขงนั้นจะเข้มข้นยิ่งขึ้น!!!

ทรงฤทธิ์ โพนเงิน

——————–

อ่านความคิดเห็น

เรื่องการสร้างเขื่อนทั้งสิบสองแห่งมีผลกระทบกับเทศที่อยู่ใต้ประเทศจีนทุก ประเทศที่ต้องอาศัยแหล่งทรัพยากรน้ำจากแม่น้ำโขง และแม่น้ำโขงไม่ใช่แม่น้ำของจีนประเทศเดียวด้วย แน่นอนว่าประเทศไทยได้รับผลกระทบเต็มๆหากจีนยังทำแบบนี้และเราได้รับผละ กระทบเหล่านี้มาแล้วในช่วงหน้าแล้ง น้ำโขงแห้งขอด เนื่องจากพี่ใญ่เราอย่างจีนกักเก็บน้ำไว้ใช้เองเพียงคนเดี่ยว ซึ่งถือว่าพี่จีนเราเห็นแก่ตัวมากๆในกรณีนี้

เรื่องนี้สำคัญมากๆพอ ดับกรณีเขาพระวิหารนะค่ะ เพียงแต่คนไทยไม่ค่อยตื่นตัวกัน ไม่ค่อยเข้าใจ หรือเป็นเพราะสื่ออกข่าวน้อยไป และเรื่องนี้เป็นปัญหาระดับระหว่างประเทศและระดับประเทศค่ะ ประเทศเล็กๆอย่างเราเมื่อโดนพี่ใหญ่เรารังแกแน่นอน เราก็ต้องหาพี่ใหญ่คนที่มีอำนาจมากกว่าหรือพอๆมาค้านดุลอำนาจของพี่จีนไว้ เพราะประเทศในแทบลุ่มแม่โขงทางตอนใต้ได้พยายามเจรจาแล้วแต่พี่จีนไม่ฟังจะ สร้างเขื่อนสืบสองแห่งอย่าง

เรื่องอยากให้ประชาชนคนไทยช่วยกันติดตามข่าวสารนี้ค่ะ เพราะทรัพยากรน้ำมีมันสำคัญมากทีเดียว

ป.ล.ประเทศเล็กๆ ใต้แม่น้ำโขงจึงร่วมมือกัน เพื่อต่อต้านและต่อเรื่องเรื่องการปั่นน้ำจากแม่น้ำโขงอย่างยุติธรรม..

โหวตให้เรื่องนี้
และอยากให้นำข่าวสารเรื่องนี้มานำเสนออย่างต่อเนื่องด้วยนะค่ะ ขอขอบคุณมากๆล่วงหน้าค่ะ

October 31, 2010

White House considering ‘decoupling’ top-tier tax cut – Most voters don’t believe it.

White House considering ‘decoupling’ top-tier tax cut

Cached:  http://www.washingtonpost.com/wp-dyn/content/article/2010/10/29/AR2010102906927.html?hpid=topnews

Washington Post Staff Writer
Friday, October 29, 2010; 9:26 PM

President Barack Obama said on Friday that his mission is to accelerate the economic recovery and he’s calling attention to a proposal he says would create jobs, grow the economy and help businesses.

With Republicans poised to gain ground in Tuesday’s elections, the White House is losing hope that Congress will approve its plan to raise taxes on the nation’s wealthiest families and is increasingly focusing on a new strategy that would preserve tax breaks for both the wealthy and the middle class.

According to people familiar with talks at the White House and among senior Democrats on Capitol Hill, breaking apart the Bush administration tax cuts is now being discussed as a more realistic goal. That strategy calls for permanent extension of cuts that benefit families earning less than $250,000 a year, and temporary extension of cuts on income above that amount.

The move would “decouple” the two sets of provisions, Democrats said, and focus the debate when tax cuts for the rich expired next year or the year after. Republicans would be forced to defend carve-outs for a tiny minority populated by millionaires, an unpopular position that would be difficult to advance without the cover of a broad-based tax cut for everyone, aides in both parties said.

“The concept of ‘decoupling’ is a hot topic right now,” said one senior Democratic aide.

The Bush tax cuts are set to expire in December. Republicans are pushing to extend them all, while President Obama has forcefully argued that the country cannot afford to keep tax breaks on income over $250,000 a year for families, or $200,000 for individuals.

Extending all the cuts would add nearly $4 trillion to deficits over the next decade. Extending only the middle-class cuts would drive the nation more than $3 trillion deeper into debt.

The battle over taxes will be reengaged when lawmakers return to Washington in mid-November. If Congress fails to act before the end of the year, virtually every taxpayer will see increased withholding take a bite out of their paychecks in January.

Democrats had hoped to deal with the issue before the election but could not agree on a strategy. House and Senate leaders said they backed Obama’s tax policy. But a sizeable group of Democrats – worried that the recovery was losing steam and fearful of hurting conservative Democrats in a tough election season – argued that all the cuts should be extended at least through 2011.

If Republicans take control of the House and make significant gains in the Senate, as many analysts predict, Obama and congressional Democratic leaders could find their ranks even more badly split. Some liberals are balking at the idea of voting to extend tax cuts they opposed when they were originally enacted in 2001 and 2003. Obama ran on a promise to repeal the upper-income cuts, and some Democrats say even one more year of tax breaks for the wealthy would amount to a betrayal.

Republicans, for their part, have no interest in undoing the Bush tax package, which was painstakingly designed to win approval in an evenly divided Senate. “If you break it apart, you undo the coalition,” said a Senate GOP tax aide, making it less likely that the upper-income cuts and other Bush breaks that Republicans say encourage investment would ever again be approved.

While advocating permanent extension, Republican leaders have said they would accept a two-year extension of all the cuts.

Administration officials said they have begun plotting strategy for the lame-duck legislative session but declined to comment on decoupling or another idea floated in recent weeks: embracing tax breaks for the rich in exchange for Republican support for additional economic stimulus.

The stimulus could take the form of Obama’s proposal to provide additional business tax breaks, which the president touted Friday during an event in Beltsville, Md. Or it could take the form of an extension of Obama’s signature tax break for the middle class, Making Work Pay, which is scheduled to expire in December, congressional aides said.

“Our only focus is on ensuring middle-class families wake up on January first with the knowledge that their taxes will not go up,” said Jen Psaki, a White House spokeswoman. “The president’s position is clear: We should give them that certainty, and do it without adding another $700 billion to the deficit to pay for an additional tax cut to millionaires and billionaires that we simply can’t afford.”

—————————————

Poll shows Americans don’t know economy expanded with tax cuts

Cached:  http://www.washingtonpost.com/wp-dyn/content/article/2010/10/29/AR2010102901403.html?sid=ST2010102907746

By Heidi Przybyla and John McCormick

(c) 2010 Bloomberg News
Friday, October 29, 2010; 5:05 AM

The Obama administration cut taxes for middle-class Americans, expects to make a profit on the hundreds of billions of dollars spent to rescue Wall Street banks and has overseen an economy that has grown for the past four quarters.

Most voters don’t believe it.

A Bloomberg National Poll conducted Oct. 24-26 finds that by a two-to-one margin, likely voters in the Nov. 2 midterm elections think taxes have gone up, the economy has shrunk, and the billions lent to banks as part of the Troubled Asset Relief Program won’t be recovered.

“The public view of the economy is at odds with the facts, and the blame has to go to the Democrats,” said J. Ann Selzer, president of Selzer & Co., a Des Moines, Iowa-based firm that conducted the nationwide survey. “It does not matter much if you make change, if you do not communicate change.”

The Obama administration has cut taxes — largely for the middle class — by $240 billion since taking office Jan. 20, 2009. A program aimed at families earning less than $150,000 that was contained in the stimulus package lowered the burden for 95 percent of working Americans by $116 billion, or about $400 per year for individuals and $800 for married couples. Other measures include breaks for college education, moderate- income families and the unemployed and incentives to promote renewable energy.

Still, the poll shows the message hasn’t gotten through to Americans, especially middle-income voters. By 52 percent to 19 percent, likely voters say federal income taxes have gone up for the middle class in the past two years.

“He’s all about raising taxes,” says poll respondent Jeanette Bagley, 74, a retired home health aide in a suburb of St. Paul, Minnesota. “He’s all about big government and big spending.”

The view that taxes have gone up is shared by a majority of almost all demographic groups, including 50 percent of independent voters, among the linchpins of Obama’s victory in the 2008 election.

Even a plurality of Democrats, 43 percent, holds this misperception. Overall, 63 percent of those who earn $25,000 to $49,999 say taxes have gone up, compared with 45 percent of those who earn $100,000 or more.

The poll demonstrates the tough odds for Democrats heading into the midterms. Republicans are poised to retake the U.S. House next week with a 47 percent to 44 percent edge among likely voters. Independents are driving the Republican advantage.

The heart of Obama’s voting base and the group he’s tailored most of his policies to, middle-income earners — or those who make $25,000 to $49,999 — feel more pinched by taxes, are gloomier about economic growth and more pessimistic the tax dollars lent to Wall Street banks will ever be repaid than their higher-income-earning counterparts.

In an October report to Congress, released as TARP turned two years old, the Treasury said it had recovered most of the $245 billion spent on the Wall Street bank part of the rescue, and expects to turn a $16 billion profit. In the Bloomberg poll, 60 percent of respondents say they believe most of the TARP money to the banks is lost and only 33 percent say most of the funds will be recovered.

“Anything that ever needs to be paid back it’s ¿let’s go after the middle class,'” says poll respondent Judith Ann Micone, a 55-year-old cosmetologist and Republican from Kalispell, Montana.

Women are slightly more skeptical than men that the funds will be recovered. Independents and Republicans are overwhelmingly skeptical. Even Democrats are mostly doubtful, with 48 percent saying the money will be lost, compared with 41 percent who say it will be recovered.

Separate from the aid for the Wall Street banks, the Treasury says the payouts for insurers such as New York-based American International Group Inc. will end with a small loss on investment, as will the bailout for automakers. Only the assistance to mortgage lenders, projected to reach about $45 billion, will never be repaid, Treasury says.

The perceptions of voters about the performance of the economy are also at odds with official data. The recession that began in December 2007 officially ended in June 2009, making the 18-month stretch the longest since the Great Depression. In the past year, the economy has grown 3 percent and is expected to show improvement in the second quarter of this year.

Voters aren’t seeing the better climate: 61 percent of poll respondents say the economy is shrinking this year, compared with 33 percent who say it is growing.

Charlene Miller, a 58-year-old unemployed nursery worker from Waterview, Maryland, said her impression is shaped by the state of jobs and wages and the fact that she’s been unemployed for two years.

“We’re sending too many jobs overseas and not paying Americans for their work,” says Miller, an independent who voted for Obama.

Older voters are more likely to view the economy negatively, with 69 percent of those age 55 and older saying it is shrinking, compared with 48 percent of voters under 35 who say so. For those 65 and older, it’s 71 percent. Those who earn less than $50,000 are more likely to view the economy negatively than those who earn more.

The Bloomberg National Poll, which included interviews with 1,000 likely voters in the November 2010 general election, has a margin of error of plus or minus 3.1 percentage points.

The impressions of these voters also are dissonant with other signs of economic improvement.

A year and a half after U.S. stocks hit their post- financial-crisis low on March 9, 2009, the benchmark Standard & Poor’s 500 Index has risen 75 percent, and it’s up 15 percent for this year.

The unemployment rate that’s hovered at or above 9.5 percent for 14 months is crowding out any positive news, said Bruce Oppenheimer, a political science professor at Vanderbilt University in Nashville.

“It spreads a dark cloud across anything else that you’re doing,” Oppenheimer said. “This won’t be a good election for Democrats.”

The poll reveals the failure of the Democrats to communicate their achievements even within their own party and the opposition’s triumph in painting the Obama administration as a failure, particularly on economic issues.

“The administration has said for a long time that the best politics was doing the right thing,” says Steve McMahon, a Democratic strategist. “It requires a lot more. These numbers show that the best politics is selling what you’re doing.”

October 30, 2010

Air America veterans continue to battle government

Cached:  http://www.abcactionnews.com/dpp/news/local_news/investigations/Air-America-veterans-continue-to-battle-government

 

TAMPA – More than 30 years after the end of the Vietnam War, a group of veterans are still fighting. But this battle is against their own government.

In some ways, Jack Knotts is like many seniors struggling to make ends meet while living on a fixed income in an awful economy. “I’m on the ragged edge of taking care of things financially,” says Knotts.

But Knotts and his friends, Charlie Weitz and Jim Hyder, are not your ordinary senior citizens. They were unsung and deliberately unrecognized heroes of the Vietnam War. “They gave us a nice welcome, and they said if you got shot down, killed, or captured, we don’t know you,” says Weitz.

When President Obama recently bestowed the Medal of Honor on an Air Force Master Sgt. killed in 1968 while rescuing fellow airmen from a secret mountain top base in Laos, he said “Even though it’s been 42-years, it’s never too late to do the right thing.”

He failed to mention pilots like Sarasota’s Charlie Weitz that flew the airmen to safety.

Weitz told us he rescued nearly a dozen servicemen “11 shot down over Laos,” he says.”At the time, technically we weren’t in Laos. Technically we weren’t.”

Wetiz and his comrades worked for Air America, an airline owned by the CIA with a thinly veiled cover story as an operation delivering rice and humanitarian aid. In reality, Air America’s aircraft delivered ammunition and supported the U.S.’s covert operations.

Many of Air America’s pilots and mechanics like Charlie Weitz left military careers to join the airline. But unlike their friends who stayed in the service, or their colleagues who worked for the CIA, Air America’s veterans don’t get a dime when it comes to a pension.

Weitz says agency workers got a pension, but the employees of the airline — owned by the CIA — did not.

And now these Air American vets are getting up there in years.

Jack Knotts spent 15-years in the military before joining Air America where he flew helicopters in Vietnam, Laos, and Thailand.

“Our understanding is, it would couple with military time and that would put me over 22 years,” Knotts says.

But he doesn’t get any money. Today, Knotts lives with his wife in a Tampa apartment.  He is disabled after breaking his back while flying for the State Department.

Like many seniors, health-related costs are expensive. “It’s getting to the point in the last six months — talking about the cost of medicines — I am faced with having to make two or three decisions about not renewing a prescription,” he says.

“He’s got zero and that’s a shame,” says Knotts Air America comrade Jim Hyder.

Hyder is leading the push to get retirement benefits, just a couple hundred dollars a month, for his comrades around the country, perhaps 1,000 vets. But Hyder says every time he and others have approached Congress, the response has been the same.

“People forget. It was a long time ago. Give it a break. They don’t seem interested,” says Hyder.

Congress has asked the Director of National Intelligence to “study” the request from Air America Vets and report back in 180 days. That was a year ago.

And Congressmen like Gus Bilirakis are getting impatient.

“I understand there’s a study going on but you know how these studies can go and some of these people are elderly and some of them really need the money so we have to push that study along,” Bilirakis says.

We contacted The Office of the Director of National Intelligence which told us, “This process involves the review of thousands of documents going back several decades. We are making steady progress.”

But Vets like John Knotts are running out of time and money. Like others, he didn’t join Air America for the pension plan. He says he joined because it was a worthy cause.

“I think we were all patriots. We were doing Uncle Sam’s business and we were happy to do it,” Knotts says.

Knotts just wishes 30 years later his government would see him as a worthy cause too.

Just today, representatives from the Air America Association met with the Director of National Intelligence to make their case for retirement benefits.

ABC Action News will continue to follow those efforts.

Copyright 2010 Scripps Media, Inc. All rights reserved. This material may not be published, broadcast, rewritten, or redistributed

TAMPA – More than 30 years after the end of the Vietnam War, a group of veterans are still fighting. But this battle is against their own government.

In some ways, Jack Knotts is like many seniors struggling to make ends meet while living on a fixed income in an awful economy. “I’m on the ragged edge of taking care of things financially,” says Knotts.

But Knotts and his friends, Charlie Weitz and Jim Hyder, are not your ordinary senior citizens. They were unsung and deliberately unrecognized heroes of the Vietnam War. “They gave us a nice welcome, and they said if you got shot down, killed, or captured, we don’t know you,” says Weitz.

When President Obama recently bestowed the Medal of Honor on an Air Force Master Sgt. killed in 1968 while rescuing fellow airmen from a secret mountain top base in Laos, he said “Even though it’s been 42-years, it’s never too late to do the right thing.”

He failed to mention pilots like Sarasota’s Charlie Weitz that flew the airmen to safety.

Weitz told us he rescued nearly a dozen servicemen “11 shot down over Laos,” he says.”At the time, technically we weren’t in Laos. Technically we weren’t.”

Wetiz and his comrades worked for Air America, an airline owned by the CIA with a thinly veiled cover story as an operation delivering rice and humanitarian aid. In reality, Air America’s aircraft delivered ammunition and supported the U.S.’s covert operations.

Many of Air America’s pilots and mechanics like Charlie Weitz left military careers to join the airline. But unlike their friends who stayed in the service, or their colleagues who worked for the CIA, Air America’s veterans don’t get a dime when it comes to a pension.

Weitz says agency workers got a pension, but the employees of the airline — owned by the CIA — did not.

And now these Air American vets are getting up there in years.

Jack Knotts spent 15-years in the military before joining Air America where he flew helicopters in Vietnam, Laos, and Thailand.

“Our understanding is, it would couple with military time and that would put me over 22 years,” Knotts says.

But he doesn’t get any money. Today, Knotts lives with his wife in a Tampa apartment.  He is disabled after breaking his back while flying for the State Department.

Like many seniors, health-related costs are expensive. “It’s getting to the point in the last six months — talking about the cost of medicines — I am faced with having to make two or three decisions about not renewing a prescription,” he says.

“He’s got zero and that’s a shame,” says Knotts Air America comrade Jim Hyder.

Hyder is leading the push to get retirement benefits, just a couple hundred dollars a month, for his comrades around the country, perhaps 1,000 vets. But Hyder says every time he and others have approached Congress, the response has been the same.

“People forget. It was a long time ago. Give it a break. They don’t seem interested,” says Hyder.

Congress has asked the Director of National Intelligence to “study” the request from Air America Vets and report back in 180 days. That was a year ago.

And Congressmen like Gus Bilirakis are getting impatient.

“I understand there’s a study going on but you know how these studies can go and some of these people are elderly and some of them really need the money so we have to push that study along,” Bilirakis says.

We contacted The Office of the Director of National Intelligence which told us, “This process involves the review of thousands of documents going back several decades. We are making steady progress.”

But Vets like John Knotts are running out of time and money. Like others, he didn’t join Air America for the pension plan. He says he joined because it was a worthy cause.

“I think we were all patriots. We were doing Uncle Sam’s business and we were happy to do it,” Knotts says.

Knotts just wishes 30 years later his government would see him as a worthy cause too.

Just today, representatives from the Air America Association met with the Director of National Intelligence to make their case for retirement benefits.

ABC Action News will continue to follow those efforts.

Copyright 2010 Scripps Media, Inc. All rights reserved. This material may not be published, broadcast, rewritten, or redistributed

October 30, 2010

อดีตประธาน “ไกสอน” กลับถึงบ้านสะหวันนะเขตแล้ว

Cached:  http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9530000145136

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 15 ตุลาคม 2553 01:34 น.

รูปหล่อสำริดของอดีตผุ้นำสูงสุด 1 ใน 2 รูป ของขวัญจากรัฐบาลจีน ความสูง 5 เมตร แต่ละรูปใช้ทองแดงหนัก 3 ตัน หนึ่งในนั้นเดินทางถึงแขวงสะหวันนะเขตบ้านเกิดแล้วในสัปดาห์นี้ เพื่อประดิษฐานไว้ที่นั่น

ASTVผู้จัดการออนไลน์ — รูปหล่อทองสำริดทั้งตัวของอดีตประธานไกสอน พมวิหาน เดินทางไปถึงบ้านเกิดเมืองคันทะบูลี (ชื่อเดิม) แล้ว และ ทางการมีแผนจะติดตั้งไว้ที่บริเวณสวนสาธารณะริมน้ำโขง เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษา คุณความดีและศีลธรรมปฏิวัติของอดีตผู้นำ

นี่คือของขวัญที่รัฐบาลจีนมอบให้แก่ประชาชนลาว โดยได้จัดหล่อขึ้นเป็น 2 รูป อีกรูปหนึ่งประดิษฐ์ไว้ที่หอพิพิธภัณฑ์ไกสอน พมวิหาน นครเวียงจันทน์ หลังจากมีพิธีรับมอบในสัปดาห์ที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ “กองทัพ” กล่าว

รูปหล่อสำริดอีกรูปหนึ่งถูกนำไปยังแขวงสะหวันนะเขตบ้านเกิดของอดีต ผู้นำ ซึ่งจากนครเวียงจันทน์ จะต้องผ่านแขวงบอลิคำไซ กับแขวงคำม่วน ในระหว่างแขวงจะมีพิธีส่งมอบต่อ โดยมีระดับรองเจ้าแขวงเป็นผู้นำในการทำพิธีต้อนรับการเดินทางกลับบ้าน ของอดีตผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของชาวลาวในยุคใหม่

หลังจากเดินทางผ่านเมืองหินบูน เมืองท่าแขก กับเมืองเซบั้งไฟ พิธีส่งมอบช่วงสุดท้ายระหว่างคำม่วนกับสะหวันนะเขต จัดขึ้นในวันที่ 10 ต.ค.ที่ผ่านมา ที่บ้านมะนีลาด เมืองไซบูลี เมืองเขตแดนของสองแขวง โดยมี ดร.คำเผย จันทะจอน รองเจ้าแขวงสะหวันนะเขตเป็นผู้รับ หนังสือพิมพ์ของกองทัพประชาชน กล่าว

รูปหล่อทองสำริดแต่ละรูปมีความสูง 5 เมตร ใช้ทองแดงหนัก 3 ตัน จัดทำขึ้นในขณะที่กำลังจะมีการฉลองครบรอบ 90 ปี วันคล้ายวันเกิดของอดีตผู้นำในวันที่ 13 ธ.ค.ศกนี้

นายไกสอน เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีนคนหนึ่ง เป็นผู้ร่วมก่อตั้งขบวนการปะเทดลาวขึ้นในเวียดนาม และ นำการจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธขึ้นต่อต้านเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส และในเวลาต่อมาได้นำพรรคประชาชนลาว ซึ่งก็คือ พรรคประชาชนปฏิวัติลาวในปัจจุบันต่อสู้กับรัฐบาลเวียงจันทน์ และต่อต้านการครอบงำของสหรัฐฯ

กองกำลังฝ่ายคอมมิวนิสต์ปะเทดลาวที่นำโดยอดีตประธานไกสอน เข้ายึดนครเวียงจันทน์ในปลายปี 2518 และ ประกาศสถาปนาสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวขึ้นในวันที่ 2 ธ.ค.ปีเดียวกัน กลายเป็น “โดมิโน” ตัวที่ 3 ในคาบสมุทรอินโดจีน ถัดจากกัมพูชาและเวียดนาม

นายไกสอน ดำรงตำแหน่งประธานพรรคประชาชนปฏิวัติลาว และ นายกรัฐมนตรีลาวเป็นเวลาหลายปี ก่อนจะถึงแก่อนิจกรรมในปี 2535

ทางการลาวได้เปลี่ยนชื่อเมืองคันทะบูลี เมืองเอกของสะหวันนะเขตให้เป็นเมืองไกสอน พมวิหาน และเปลี่ยนชื่อถนนโพนเค็งในนครเวียงจันทน์ เป็นชื่อของอดีตผู้นำ เพื่อรำบุกถึงคุณความดี


Read more about Savannakhet:

เวียดนามโอ่ ปลูกข้าวได้ผลผลิตต่อไร่สูงสุดในภูมิภาค

Cached: http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9530000153033

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 30 ตุลาคม 2553 15:05 น.

 

ภาพรอยเตอร์ 14 เม.ย.2553 ชาวนาสวมหมวกงอบเดินผ่านทุ่งนาที่กว้างไกลสุดตา ในเขตหมู่บ้านเอียนฝู (Yen Phu) ราว 20 กม.ทางใต้กรุงฮานอย ข้าวปลาอาหารคือของจริง ทรัพย์สินอื่นๆ นั้นไม่แท้ รัฐบาลรับประกันให้ชาวนาเวียดนามมีผลกำไร 30-40% จากการขายข้าว ทำให้ทุกคนมีกำลังใจในการเพิ่มผลิต กระทรวงเกษตรฯ กล่าวในสัปดาห์นี้ว่า ปัจจุบันเวียดนามทำนาได้ผลผลิตต่อไร่สูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ASTVผู้จัดการออนไลน์– ทางการเวียดนามกล่าวว่า ในปัจจุบันชาวนาในเวียดนามปลูกข้าวได้ผลผลิตต่อไร่สูงที่สุดในบรรดาประเทศ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นั่นคือเฉลี่ย 5.3 ตันต่อเฮกตาร์ (6.25 ไร่) ผลิตได้มากขึ้นทุกปี แต่ประชากรก็มากขึ้นทุกปี ทำให้ยอกส่งออกเพิ่มได้ช้า

สำนักข่าวทางการเวียดนามวีเอ็นเอ รายงานเรื่องนี้โดยอ้างข้อมูลของกระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบท ที่เผยแพร่ในสัปดาห์นี้

นายบุ่ยบ่าบ๋อง (Bui Ba Bong) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงนี้ กล่าวว่า ผลผลิตต่อไรจะแตกต่างกันไปตามสภาพท้องถิ่น จังหวัดในเขตที่ราบปากแม่น้ำโขง คือ จ.ด่งท้าป (Dong Thap) นครเกิ่นเทอ (Can Tho) และ จ.อานซยาง (A Giang) ซึ่งเป็นเขตปลูกข้าวใหญ่ที่สุด ให้ผลผลิตสูงสุด 7.3 ตันต่อเฮกตาร์ เท่ากับที่ทำได้ต่อไร่ในเกาหลี และญี่ปุ่น นายบ๋องกล่าว

หลายปีมานี้เวียดนามได้ขยายทั้งเนื้อที่ และ หาทางเพิ่มผลผลิตให้ชาวนา ทั้งในด้านการคัดพันธุ์ข้าว นำข้าวพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตสูงออกทดลองปลูก รวมทั้งเริ่มทดลองปลูกข้าวหอมคุณภาพดี ที่ให้ผลผลิตสูงอีกด้วย

เตื่อยแจ๋ (Tuoi Tre) รายงานในขณะเดียวกันว่า ปีนี้ชาวนาทั้งประเทศผลิตข้าวได้ทั้งหมด 39.9 ล้านตัน ในนั้น 23.5 ล้านตันผลิตได้ในจังหวัดภาคใต้ ซึ่งเป็นแหล่งส่งออกใหญ่ที่สุด

กระทรวงเกษตรฯ เวียดนาม กล่าวว่า ราคาข้าวในตลาดโลกกำลังจะพุ่งขึ้นสูงในช่วงปลายปี เวียดนามไม่ควรจะขายข้าวในราคาต่ำกว่าตลาดโลกอีกต่อไป

อินโดนีเซียไม่ประสบความสำเร็จในการเจรจาต่อรองราคากับไทย และ ต้องการขอซื้อข้าวจากเวียดนามอีก 200,000 ตัน ไต้ฝุ่นเมกี (Megi) เมื่อเดือนที่แล้ว ทำให้ฟิลิปปินส์จะต้องนำเข้าข้าวอีก 500,000-600,000 ตัน เท่า กับที่จีนขอซื้อจากเวียดนามเมื่อเดือนก่อน

อย่างไรก็ตามเวียดนามมีข้าวเหลือในสต๊อกไม่มาก นอกจากนั้นยังไม่ได้ส่งมอบให้แก่ลูกค้าอีกกว่าล้านตัน

สมาคมอาหารเวียดนาม (VietFood) เพิ่งจะกำหนดราคาจำหน่ายข้าวขั้นต่ำในเดือนนี้ ข้าว 25% จำหน่ายตันละ 445 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 10 ดอลลาร์จากเดือน ก.ย. เนื่องจากตลาดโลกต้องการสูงขึ้น แต่ข้าว 5% ราคายังเท่ากับเมื่อเดือน ก.ย. คือ 475 ดอลลาร์ต่อตัน เตื่อยแจ๋กล่าว

จนถึงเดือน ต.ค.นี้ ผู้ส่งออกเซ็นสัญญากับลูกค้าเอาไว้รวม 6.8 ล้านตัน ช่วงเดียวกันนี้ส่งมอบแล้วทั้งหมด 5.66 ล้านตัน ทำรายได้รวม 2,630 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 4.9% ในเชิงปริมาณ และ 9.24% ในเชิงราคา เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้ว

เชื่อว่าปีนี้เวียดนามจะส่งมอบได้ระหว่าง 6-6.5 ล้านตัน เท่านั้น แม้ว่าหลายฝ่ายจะตั้งเป้าเอาไว้ถึง 7.5 ล้านตันก็ตาม.

October 30, 2010

World Bank Group President Robert B. Zoellick commends progress in Lao PDR

Cached:  http://www.ttkn.com/politics/world-bank-group-president-robert-b-zoellick-commends-progress-in-lao-pdr-5693.html

29 October 2010 28 No Comment

VIENTIANE, Lao PDR, — World Bank Group President, Robert B. Zoellick, commended Lao PDR for its impressive economic growth and successes in overcoming poverty and promised continued support for the country’s development programs.

“In less than a generation, the incidence of poverty in Lao PDR has gone from almost half the population to just over a quarter. Lao PDR’s commitment to development has brought electricity to most households, schools to most children, and roads to many villages that were once inaccessible,” said Zoellick. “The Bank Group stands ready to help the government build on these successful efforts,” he added.

Zoellick’s comments came at the end of a two day visit to the country, during which he met senior officials including President Choummaly Saysone and Prime Minister Bouasone Bouphavanh. The economy of Lao grew, on average 6.4% over the past decade and poverty declined from 46% in 1993 to 27% in 2008.

In his first visit to the country as World Bank president, Zoellick also visited the Nam Theun 2 (NT2) hydropower project site, which was built with World Bank Group support and is located about 400 kilometers outside the capital, Vientiane.

“Nam Theun 2 project has been transformative for Lao PDR and is helping deliver a development dividend for the country’s poor people with funding for textbooks, roads to connect remote villages to markets and deliver power to rural homes,“ Zoellick said. “It is helping the country to increase public spending on overcoming poverty and boost environmental management programs, while providing significant support for the economy.”

Since the start of commercial operations in April, the Government of Lao PDR has received about $5.6 million from the sale of electricity generated by the Nam Theun 2 hydropower facility. So far about $2 million has been channeled into spending on education in poor districts; $1.7 million for rural roads; $1 million for public health; with the rest of the funds devoted to rural electrification and the environment.

“The Bank is committed to providing continued support to the Government of Lao PDR to make NT2 an excellent example of socially and environmentally sustainable hydropower for the long-term. I encourage the Government to apply the lessons from NT2 as it demonstrates how a large scale project can help deliver real benefits to fund poverty reduction and development programs,” Zoellick said.

Residents living near Nam Theun 2 have seen their lives change as a result of the project. Sok Khampha, a farmer, said: “So much change around us; in the new village we have better houses, a road to market leading to better trading opportunities.”

Souk Gnommany, a fisherman, said the hydropower project has provided him with better access to resources: “We have water, electricity, no need to light candles anymore. The way of making a living is easier. In the old village we had to walk two kilometers to access to water; now it is just a short distance from our house”

In addition to visiting local villages on his trip, Zoellick also went to the Nakai Nam Theun National Protected Area, the largest protected area in Lao PDR and one of the most important areas for biodiversity in Southeast Asia. The commitment to protect this conservation area, nearly seven times the size of Singapore, was a requirement for NT2’s approval.

Zoellick also congratulated the Government on its impressive reform agenda, outlined in the 7th National Social Economic Development Plan that has the goal of graduating from Least Developing Country (LDC) status by 2020. He also encouraged senior government officials to continue to strengthen the management of natural resources, diversify the economy, and address vulnerabilities.

During his visit, Zoellick met representatives from civil society organizations working on biodiversity conservation and environmental protection in Lao PDR. Talks touched on issues of improving sustainable use of natural resources. Zoellick travels from Laos to Nagoya, Japan, where biodiversity will be discussed by a coalition of global partners. Zoellick encouraged Lao PDR to work with the World Bank and other tiger range countries on their Global Tiger Recovery Program, which will also be a topic in Nagoya. The World Bank Group is committed to ensuring social and environmental safeguards of its projects, and close coordination and cooperation between these organizations and the World Bank is an important part of that work.

“Sustainable use of natural resources is essential for poverty reduction and economic growth,” Zoellick said. “Biodiversity and ecosystem services also contribute to environmental sustainability, which is one of the Millennium Development Goals and a central pillar of World Bank Group assistance,” he added.

To get a first-hand view of the current business environment and opportunities for private sector development in Lao PDR, Zoellick took part in a round table discussion with representatives of the private sector. He noted the significance of a recently approved $15 million loan to Electricité du Laos by the IFC, the private sector arm of the World Bank Group. Working with the Bank’s fund for the poorest, the International Development Association (IDA), the project aims to promote access to electricity for rural people.

Zoellick’s visit comes as the World Bank Group is working closely with the Government on a Country Partnership Strategy for Lao PDR for 2011-2015 in consultation with development partners, the private sector, and civil society. The new Strategy will support the Government’s 7th National Social and Economic Development Plan.

Background:

Lao PDR joined the World Bank in 1961. Since then, the Bank has provided about $1 billion in financing, $762 million in credits, and $238 million in grants to Lao PDR. The Bank’s portfolio in the country consists of 21 projects, including the Nam Theun 2 (NT2) project.

From April 30 to September 30, the government has received about $5.6 million of revenues from the NT2 project. The funds are being put to use:

* The government is constructing 105 kilometers of rural roads in Savannaket (Nong district), Saravan (Smoay and Ta-oay districts) and Sekong (Kaleum and Darkchuang districts) provinces to connect remote communities to the district roads network for improved market access for remote villages.
* In the poorest 47 districts, NT2 revenues are financing a program on improving mother and child services along with providing surgery items. Money is being spent on training to health care staff, medicines, medical equipment, and financing a health equity fund.
* In education, NT2 revenues are financing textbooks, teacher guides, teaching equipment, and providing zinc roofs for year 4 classrooms in poor districts. These expenditures are an integral part of the government’s Education Sector Development Program, which was launched 2 years ago.
* Funding is also being used for the government’s rural electricification program in more than 15 villages across Champasack, Laung Prabhang, Savannakhet, and VTE capital provinces.

=====================

A new power project in Laos

http://english.vovnews.vn

Updated : 12:01 PM, 10/29/2010
A contract was signed in Vientiane on October 28 by Electricity of Laos and the Xekaman 1 Electricity Company to build a hydroelectric power station.

It will be located in Xekaman River by the Sanxay district, Attapeu province in southern Laos, and 70 kilometres from Kon Tum province in Vietnam.

The US$441.6 million-invested project will start in late 2010 and is scheduled for completion by 2015. It has a capacity of 322 MW and annual electricity output of 1.2 billion KWh.

The project is part of an energy exchange programme between the two governments.

Related:

=========================

ประท้วง เขื่อน- ชาวนาไทยร่วมกับนักอนุรักษ์สภาพแวดล้อม บางคนถือรูปนายเจมส์ โวลเฟนสัน ประธานธนาคารโลกขณะนั้น รวมตัวกันประท้วงที่หน้าสำนักในกรุงเทพฯ

Cache:  http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9530000037531

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 17 มีนาคม 2553 17:50 น.

ประท้วงเขื่อน- ชาวนาไทยร่วมกับนักอนุรักษ์สภาพแวดล้อม บางคนถือรูปนายเจมส์ โวลเฟนสัน ประธานธนาคารโลกขณะนั้น รวมตัวกันประท้วงที่หน้าสำนักในกรุงเทพฯ วันที่ 14 มี.ค.2549 โดยกล่าวว่าเกษตรกรไทยได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนน้ำเทิน 2 ในแขวงคำม่วน ของลาว โครงการเขื่อนใหญ่ได้ผ่านจุดนั้นมาไกลแล้ว วันนี้เริ่มปั่นไฟส่งจำหน่ายให้แก่ไทย ประชาชนไทยได้ใช้ไฟฟ้า ประชาชนลาวมีรายได้เข้าประเทศราว 2,000 ล้านดอลลาร์ตลอดอายุสัมปทานที่เหลืออยู่ 25 ปีข้างหน้า.

 

เอ เอฟพี – โครงการเขื่อนน้ำเทิน 2 ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่สุดในลาว ได้เริ่มดำเนินการผลิตพลังงานไฟฟ้าเชิงพาณิชย์แล้ว ทั้งนี้เป็นการระบุของบริษัทพลังงานในวันพุธ (17 มี.ค.)

กังหันปั่นไฟ 4 เครื่องของเขื่อนน้ำเทิน 2 ที่มีขนาด 1,000 เมกะวัตต์ ได้เริ่มผลิตไฟฟ้าตั้งแต่วันจันทร์ (15 มี.ค.) ที่ผ่านมา เพื่อส่งไฟฟ้าไปให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ในขณะที่การขายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าลาวเพื่อใช้ในประเทศยังไม่เริ่มต้นขึ้น บริษัทพลังงานน้ำเทิน 2 (NTPC) ระบุไว้ในรายงาน

เขื่อนดังกล่าวสร้างขึ้นกั้นลำน้ำชื่อเดียวกัน ในภาคกลางของลาว ประเทศไทยจะซื้อพลังงานไฟฟ้าประมิาณ 95% ที่ผลิตได้จากเขื่อนแห่งนี้

ลาวเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในเอเชีย แต่รัฐบาลลาวจะได้เงินปันผลและ ภาษี ประมาณมากกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ ในช่วง 25 ปี ตลอดอายุการสัมปทาน

น้ำเทิน 2 เป็นโครงการลงทุนของภาคเอกชนแห่งแรกในลาวที่ได้ธนาคารโลกช่วยค้ำประกันเงิน กู้ ซึ่งทำให้ต้นทุนในการก่อสร้างถูกลง ทีการอพยพโยกย้ายราษฎณในท้องถิ่นกว่า 6,000 คน ออกไปจากบริเวณก่อสร้าง

หลายปีผ่านไปและกลังจากถูกคัดค้านจากนักอนุรักษ์สภาพแวดล้อม โครงการก่อสร้างเขื่อนของบริษัทร่วมทุนระหว่างเอกชนฝรั่งเศส ไทยและลาว มุลค่า 1,450 ล้านดอลลาร์ ได้เริ่มต้นขึ้นในเดือน พ.ย. 2548 มีกำลังผลิไฟฟ้า 1,070 เมกะวัตต์ นับเป็นเขื่อนขนาดใหญ่ที่สุดในลาวปัจจุบัน

เขื่อนไฟฟ้ามีกำหนดเริ่มต้นผลิตเชิงพาณิชย์ตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค. 2552 ที่ผ่านมา แต่ NTPC กล่าวว่า ยังมีความจำเป้ฯจะต้องทดสอบกังหันปั่นไฟ จึงทำให้เปิดใช้งานล่าช้ามาจนถึงต้นปี 2553.

ภาพแฟ้มเอเอฟพีวันที่ 14 มี.ค.2549 ชาวนาไทยร่วมกับนักอนุรักษ์สภาพแวดล้อม รวมตัวกันประท้วงที่หน้าสำนักธนาคารโลกในกรุงเทพฯ โดยกล่าวว่าเกษตรกรไทยได้รับผลกระทบจากโครงการก่อสร้างเขื่อนน้ำเทิน 2 ในแขวงคำม่วนของลาว ผู้ประท้วงยังได้เผาหุ่นนายเจมส์ โวลเฟนสัน ประธานธนาคารโลกในขณะนั้นอีกด้วย

ภาพถ่ายจากเว็บไซต์ของเวิลด์แบงก์ในปี 2550 สำหรับราษฎรในพื้นที่กว่า 6,000 คนถูกโยกย้ายไปยังถิ่นฐานใหม่ ธนาคารโลกกำหนดให้เจ้าของโครงการต้องดูแลเอาใจใส่ จัดหาที่ทำกินให้กับทุกครอบครัว จัดโรงเรียนให้บุตรหลานได้ศึกษาเล่าเรียน จัดให้มีสถานพยาบาลและสร้างระบบสาธารณูปโภค ชีวิตพวกเขาเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

 

ภาพจากเว็บไซต์ของเวิลด์แบงก์ในปี 2550 ราษฎรท้องถิ่นในเขตที่ราบสูงนากาย เคยใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ บุตรหลานไม่ได้เรียนหนังสือ และ การคมนาคมยากลำบาก บัดนี้ชีวิตของราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนน้ำเทิน 2 กว่า 6,000 คน ได้เปลี่ยนไปในทางบวก

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 578 other followers

%d bloggers like this: