Archive for ‘1995 Mekong Agreement’

July 16, 2014

โครงการเขื่อนกั้นลำน้ำโขงที่ “สีพันดอน” เมืองโขง แขวงจำปาสัก

ประเทศเพื่อนบ้าน

เขื่อน”ซีพี”

By on 9 กรกฎาคม, 2014

Click on the link to get more news and video from original source:  http://transbordernews.in.th/home/?p=4770

image

สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ทยอยดำเนินแผนงานก่อสร้างเขื่อนทั่วประเทศทั้งหมด 5 กลุ่ม จำนวนทั้งสิ้น 92 โครงการไปเรื่อยๆ ตามเป้าหมาย “แบตเตอรี่แห่งอุษาคเนย์”

ไม่สนใจว่า เขื่อนจะทำลายล้างวิถีชีวิตคน ชุมชน และแหล่งอาหารโลกอย่างไร

จนเมื่อผมมีโอกาสไปเก็บข้อมูลวิถีชีวิตชาวประมงที่ “สีพันดอน” เมืองโขง แขวงจำปาสักอีกครั้งสัปดาห์ก่อน ตามคำชวนของโครงการพัฒนาทักษะการสื่อสาร ประเด็นสร้างเสริมสุขภาวะในพื้นที่พรมแดน

ขากลับมีโอกาสแวะสังเกตการณ์พื้นที่ก่อสร้างหนึ่งใน 92 โครงการ ความน่าสนใจอย่างยิ่งไม่เพียงเพราะกั้นแม่น้ำโขงเท่านั้น แต่ความน่าสนใจยังอยู่ตรงชื่อเจ้าของโครงการคือ “บริษัท เจริญเอ็นเนอร์ยี แอนด์ วอเทอร์ เอเชีย จำกัด” หนึ่งในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี)

ถือเป็นครั้งแรกที่ซีพีหันมาเอาดีทางธุรกิจพลังงาน หลังจากเข้าไปทำธุรกิจและอุตสาหกรรมการเกษตรในลาวมานานเกิน 20 ปี

ไม่กี่สัปดาห์ก่อน เจ้าหน้าที่บริษัทยกทีมลงพื้นที่หมู่บ้าน 4 แห่งบริเวณหัวงานสร้างเขื่อน พูดแบบสุภาพคือเก็บข้อมูล แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านในข้อดี และประโยชน์โครงการ

พูดอย่างหยาบคายคือ เป็นหนึ่งในแผนเตรียมการอพยพ 4 หมู่บ้าน ราว 1,000 หลังคาเรือนออกไปอยู่พื้นที่อื่น

เขื่อนแห่งนี้ชื่อ “เขื่อนภูงอย” (Phou Ngoy) มีกำลังผลิตไฟฟ้า 651 เมกะวัตต์ สร้างกั้นลำน้ำโขงที่เมืองปากเซ แขวงจำปาสัก จัดอยู่ในกลุ่มลงนามสัญญาข้อตกลงเพื่อการพัฒนาโครงการ (Project Development Agreement) แล้วเมื่อปี 2553 ลาวให้เวลาศึกษาความเป็นไปได้ในทางเศรษฐกิจ วิชาการ สิ่งแวดล้อม และสังคมจนถึงปี 2561

ย้อนกลับไปปี 2551 ชัชวาล เจียรวนนท์ ประธานบริษัท เจริญเอ็นเนอร์ยีฯ กับทองมี พมวิไซ รมช.กระทรวงแผนการและการลงทุนของลาว ร่วมเซ็นบันทึกช่วยความจำเพื่อความเข้าใจโครงการเขื่อนแห่งหนึ่งที่นคร เวียงจันทน์

ในบันทึกดังกล่าว รัฐบาลลาวอนุญาตให้เครือซีพีสำรวจและศึกษาโครงการเขื่อนกั้นลำน้ำโขงที่จุด บ้านลาดเสือ เมืองซะนะสมบูน แขวงจำปาสัก ภายในเวลา 30 เดือน หากคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ผู้ลงทุนจากไทยจะได้รับอนุญาตให้ก่อสร้าง มีอายุสัมปทาน 30 ปี

แต่ด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบ เขื่อนลาดเสือแปรเปลี่ยนมาเป็นเขื่อนภูงอย และย้ายจากเมืองซะนะสมบูนมาอยู่ปากเซ

ผมเดินขึ้นวัดภูงอย ความสูงระดับ 400 ขั้น ไปถ่ายภาพมุมสูง ดูจุดที่จะสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงบริเวณดอนเลา โดยดอนเลาจะเป็นเหมือนแกนกลางเขื่อนพอดี

พูดคุยกับชาวบ้านจึงทราบว่า ทางเจ้าหน้าที่บริษัท และเจ้าหน้าที่รัฐยืนยันว่า น้ำจะไม่ท่วมบริเวณนี้แน่ แม้ส่วนใหญ่จะรับฟังด้วยดี แต่ชาวบ้านก็ไม่เชื่อ ต่างยืนยันว่าจะไม่ยอมย้ายหนีไปไหน

“แกนนำชาวบ้านบางคนถึงกับท้าว่า มีเขื่อนวันไหน จะยืนรออยู่ตีนภูงอย ถ้าน้ำไม่ท่วมตีนภู ให้เอาปืนมายิงหัวตรงนั้นเลย”

ไม่รู้ซิครับ ขายไก่ซีพี ปลาซีพี ข้าวแกงซีพีแล้ว นี่ยังจะขาย “ไฟฟ้าซีพี” อีกเหรอ

ผลิตโภคภัณฑ์ขายจนรวยเละ ภาพลักษณ์เฟี้ยวฟ้าวแล้ว อยู่ดีไม่ว่าดี จะข้ามพรมแดนไปรบกวนชาวลาวให้เสียรังวัดทำไม

ข้อยบ่เข้าไจ๊เจ้าจิงๆ
——————-
อนึ่ง ภายหลังจากงานเขียนชิ้นนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ทางทีมประชาสัมพันธ์ของซีพีได้โทรศัพท์แจ้งมายังผู้เขียนว่า โครงการนี้ไม่อยู่ในเครือซีพี โดยนายชัชวาลเป็นหลาน มิได้เกี่ยวข้องกับกิจการซีพี

คอลัมน์ โลกนี้มีรากหญ้า มติชน 8 กค.

—————-
ประเทศเพื่อนบ้าน

ข้อเท็จจริงจากสีพันดอน-ดอนสะโฮง บนทางเลือก เขื่อน vs วิถีดั้งเดิม

By on 5 กรกฎาคม, 2014

Click on the link to get more news and video from original source:  http://transbordernews.in.th/home/?p=4744
image
ความแรงของน้ำทำให้ได้ยินเสียงดังมาแต่ไกล เมื่อเดินไปถึงริมตลิ่งเห็นไอน้ำฝอยฟุ้งตามโตรกหินต่างๆ ขณะที่เรือน้อยลำหนึ่งยังสามารถแล่นฝ่าสายน้ำเชี่ยวกรากได้อย่างน่าอัศจรรย์ ใจ แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ ทั้งที่เป็นเจ้าของหลี่และทีมงาน รวมทั้งพ่อค้าที่มารับซื้อปลา กำลังนั่งคุยฆ่าเวลาเพื่อเตรียมตัวลงหลี่ในช่วงบ่ายแก่ๆ
หลี่เป็นเครื่องมือจับปลาขนาดใหญ่ที่นิยมใช้กันในเมืองโขง แขวงจำปาสัก ทางตอนใต้สุดของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว)
ทีมงานโครงการพัฒนาทักษะการสื่อสารทำข่าวสืบสวนฯ พร้อมด้วยนักข่าว 4-5 คนยืนอยู่ที่บริเวณตาดโพ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของฮู (รู)สะโฮง แขนงของแม่น้ำโขงที่แตกกระจายเป็นช่องน้ำต่างๆมากมายเมื่อ “น้ำโขง”หรือ “น้ำของ”ไหลมาถึงสีพันดอน หรือ 4,000 ดอนปลายเดือนมิถุนายน 2557 พวกเราเดินทางเข้าไปสู่เมืองโขง ภายหลังจากชาวบ้านส่งข่าวมาแจ้งว่าฤดูกาลจับปลากำลังเริ่มต้นขึ้น และกองทัพปลากำลังเคลื่อนตัวจากทางใต้สู่สีพันดอน เราจึงเร่งสำรวจฮูสะโฮงในช่วงฝนนี้ เพราะหวั่นใจว่าอีกไม่นานสภาพความอุดมสมบูรณ์ที่เห็นอยู่ในเบื้องหน้าจะกลาย เป็นเพียงอดีต เพราะรัฐบาลลาวได้ให้สัมปทานแก่นักลงทุนสัญชาติมาเลย์ในการสร้างเขื่อนปิดฮู สะโฮง ในวันที่พวกเรากำลังลงพื้นที่อยู่นั้น อีกด้านหนึ่งคณะมนตรีแม่น้ำโขงก็ได้จัดประชุม MRC Council Meeting ขึ้นที่กรุงเทพฯการประชุม 4 ประเทศสมาชิก คือลาว ไทย กัมพูชา เวียดนาม ได้มีวาระหารือสำคัญ คือกรณีเขื่อนดอนสะโฮง ซึ่งตั้งแต่ปลายปีที่แล้วสปป.ลาว ได้ยื่น “แจ้งล่วงหน้า” หรือ Prior Notification ตามข้อตกลงแม่น้ำโขง พ.ศ.2538 โดยถือว่าการสร้างเขื่อนครั้งนี้เป็นอธิปไตยของตน ในขณะที่เวียดนาม กัมพูชา รวมทั้งไทย ได้แสดงความไม่พอใจและต้องการให้ลาวเข้ากระบวนการ “ปรึกษาหารือล่วงหน้า” หรือ Prior Consultation เนื่องจากเห็นว่าเขื่อนแห่งนี้อาจมีผลกระทบข้ามพรมแดนไปถึงประเทศอื่นๆ และเรียกร้องให้ชะลอโครงการไป 10 ปีเพื่อศึกษาผลกระทบให้รอบคอบimage

ท่าทีจาก 3 ประเทศตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาทำให้ในครั้งนี้ทางการลาวยอมถอย 1 ก้าว อย่าไรก็ตามนายวีระพง วีระวง ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานและเหมืองแร่ของลาวยังยืนยันชัดเจนว่า “ด้วยความร่วมมือ รัฐบาลลาวจะเดินหน้าพัฒนาโครงการ (เขื่อนดอนสะโฮง) อย่างรับผิดชอบและยั่งยืน”

กระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า มีขั้นตอนคือลาวส่งเอกสารโครงการให้แก่ MRC และประเทศสมาชิก จากนั้นแต่ละประเทศจัดเวทีหารือ ตามแต่ที่กำหนดไว้ในกฎหมายของประเทศตน (กรณีเขื่อนไซยะบุรี ไทยจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน 3 ครั้ง แต่ชาวบ้านเห็นว่าไม่เพียงพอจนนำมาซึ่งการฟ้องศาลปกครอง ซึ่งศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งรับฟ้องคดีสัญญารับซื้อไฟฟ้าเมื่อปลายเดือน มิย. )

กระบวนการนี้มีกรอบเวลา 6 เดือน เท่ากับว่าการก่อสร้างยังไม่ควรเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีนี้ แต่นายฮันส์ กุตส์แมน ผู้บริหาร MRC ก็ได้ออกตัวว่าไม่มีกระบวนการให้ประเทศสมาชิก “โหวต” ไม่ให้ก่อสร้างเขื่อนน้ำโขง แม้จะเกิดประเด็นข้ามพรมแดนก็ตาม

ความคลุมเครือจากที่ประชุมMRC เป็นเช่นนี้มาโดยตลอด ขณะที่ชาวบ้านที่หากินอยู่กับปลา อยู่กับหลี่ แทบไม่เคยรับรู้ข่าวสารใดๆ และได้แต่ก้มหน้าเผชิญชะตากรรมเมื่อทางการลาวสั่งเตรียมตัวห้ามหาปลาโดยใช้ หลี่
“เขาบอกว่าปีนี้ให้ทำหลี่ได้เพราะเรายังไม่มีอาชีพอื่น แต่ผมก็ไม่รู้ว่าเขาจะห้ามเด็ดขาดเมื่อไหร่ เพราะฮูอื่นๆทั้งที่ฮูช้างเผือก ฮูสะดำ เขาห้ามทำหลี่แล้ว ผมคิดว่าพอเขาสร้างสะพานเสร็จก็คงห้ามเรา” พ่อตัน (นามสมมุติ) คนหาปลาบอกถึงความกังวลใจ แกมีหลี่อยู่ 3 หลัง แต่ปีนี้น้ำท่วมไปแล้ว 2 หลังซึ่งก็ได้ปลาไปแล้วมากพอสมควร เหลืออีก 1 หลังซึ่งยังได้ปลาอยู่วันละนับร้อยกิโลกรัม
ตาดโพเป็นระบบนิเวศที่สำคัญของฮูสะโฮง และชาวบ้านใช้เป็นพื้นที่สร้างหลี่และลวง หากเมื่อใดสร้างเขื่อนปิดท้ายฮูสะโฮงสำเร็จ บริเวณนี้จะกลายเป็นอ่างเก็บน้ำที่ไม่เหลือร่องรอยของตาดโพและหลี่อีกต่อไป

เฉพาะที่ตาดโพมีหลี่อยู่ 20 กว่าหลัง และลวง 7 หลัง ทั้งหลี่และลวงเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของคนสีพันดอนอันน่าทึ่ง โดยหลี่อาศัยความเชี่ยวกราดของกระแสน้ำให้เป็นประโยชน์ ซึ่งโดยธรรมชาติของปลาจะว่ายทวนน้ำขึ้นไปหากินและวางไข่โดยเฉพาะในฤดูน้ำ หลาก หลักการของหลี่คือปลาตัวใดที่ไม่สามารถต้านความแรงของน้ำได้ก็จะไหลตาม น้ำตกลงไปในหลี่ที่วางอยู่ตามฮูน้ำต่างๆ แต่ไม่ใช่ว่าทุกฮูจะสร้างหลี่ได้ ตรงนี้เป็นภูมิปัญญามาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ เพราะต้องรู้ว่าฮูใดมีปลาว่ายและหากหมดแรง ปลาจะตกมาในทิศทางใด

ส่วนลวงนั้น หลักการก็เหมือนลอบดักปลาในบ้านเรา เพียงแต่สร้างเป็นกรงใหญ่สี่เหลี่ยมโดยหล่อเสาหลักให้แน่น เพื่อให้ต้านทานความแรงของสายน้ำ และขังปลาขนาดใหญ่ไว้ได้

“หลี่ของพ่อเป็นมรดกมาจากบรรพบุรุษ ไม่รู้ว่ากี่รุ่นต่อกี่รุ่น ตั้งแต่จำความได้ก็ตามปู่ ตามพ่อ ไปหลี่แล้ว รวมๆแล้วหลี่นี่น่าจะอายุเป็นร้อยๆปี สมัยก่อนปลามากมายกว่านี้ บางปีหนักถึงขนาดหลี่แตก เพราะเราเข้าไปเก็บปลาไม่ทัน ขนาดจ้างคนช่วยกันขน ก็ยังไม่ทัน พอปลามันอัดกันมากๆแล้วโดนกระแสน้ำแรงๆ หลี่ก็แตก เราเจอเหตุการณ์แบบนี้มาหลายครั้งแล้ว บางทีต้องรีบตักปลาทิ้งอย่างไม่เสียดาย” พ่อตันเล่าถึงบรรยากาศในวันที่กองทัพปลามาถึงเมื่อครั้นอดีต
ผู้เฒ่าบอกว่าที่ผ่านมาทางการลาวได้ปิดประกาศห้ามหาปลาโดยใช้หลี่ โดยแจ้งว่าจะหาอาชีพใหม่มาทดแทน แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่มีอะไรชัดเจน ที่สำคัญคือยังไม่มีใครพูดถึงเรื่องค่าชดเชยใดๆ “ต่อให้ใครมาซื้อสัก 200 ล้านกีบ พ่อก็ไม่ขาย เพราะหลี่หากิน หาอยู่ได้ทุกปี แค่ปีที่แล้วเพียงปีเดียว เราได้เงินจากการขายปลาคนละ 20 ล้านกีบ จากจำนวนคนทั้งหมด 7 คน พ่ออยากเก็บหลี่ไว้ให้ลูกให้หลานได้มีอยู่มีกิน เหมือนที่ปู่และพ่อยกสมบัติชิ้นนี้ให้เรา”
แต่ดูเหมือนความต้องการของพ่อตันกับความเป็นจริงจะสวนทางกัน เพราะขณะนี้บริษัทที่ได้รับสัมปทานสร้างเขื่อนกั้นฮูสะโฮงได้เริ่มสร้าง สะพานจากแผ่นดินใหญ่บริเวณเวินคามมาสู่ดอนสะดำซึ่งอยู่ติดกับฮูสะโฮง เพื่อขนเครื่องมือและอุปกรณ์หนักเข้ามาใช้สำหรับสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ แต่เขื่อนดอนสะโฮง มีกำลังผลิตติดตั้งเพียง 260 เมกกะวัตต์ เทียบได้เป็น 2 เท่าของเขื่อนปากมูลเท่านั้น

“หากเขามาสร้างเขื่อนจริงๆ เราจะไปทำอะไรได้ รัฐบาลว่าอย่างไร เราก็ต้องทำตามนั้น” น้ำเสียงของพ่อเฒ่าดูเหมือนปลงตกและยอมจำนนต่อโชคชะตา เช่นเดียวกับคนเล็กคนน้อยทั่วไปในลาว สุดท้ายเมื่อทางการอ้างถึง“ประโยชน์ส่วนรวม” ก็ยากที่จะตั้งคำถามอื่นใด

เย็นย่ำแล้ว ชาวบ้านบางส่วนกำลังช่วยกันต้อนปลาอยู่ในลวงพร้อมกับมีเสียเฮเล็กๆทุกครั้ง เมื่อได้ปลาเพี้ยขนาด 2-3 กิโลกรัม ขณะที่อีกหลายคนช่วยกันหอบหิ้วปลาขนาดใหญ่ที่ได้จากหลี่ขึ้นมาขายพ่อค้าคน กลาง ส่วนปลาเล็กแบ่งกันเป็นกองๆ เพื่อเอากลับไปทำกินที่บ้าน

แม้ปีนี้จะได้ปลาไม่เยอะเหมือนปีก่อน แต่พวกเขายังหวังว่าในปีต่อๆไปจะยังมีโอกาสหาปลาที่ตาดโพเช่นเดิม เหมือนกับวิถีที่เคยเป็นมานับร้อยๆปี

เรื่อง และภาพโดย โลมาอิรวดี

————-

ประเทศเพื่อนบ้าน

ข้อเท็จจริงจากสีพันดอน-ดอนสะโฮง บนทางเลือก เขื่อน VS วิถีดั้งเดิม (จบ)

By on 11 กรกฎาคม, 2014

Click on the link to get more news and video from original source:  http://transbordernews.in.th/home/?p=4785

image

เรือน้อย 4 ลำวิ่งลัดเลาะยอดลำแซงที่โผล่พ้นน้ำมาแค่ยอดไม้ ซึ่งเมื่อไม่กี่วันก่อนบริเวณนี้ยังคงเป็นป่าดอนริมน้ำโขง แต่พอกลางเดือนมิถุนายน น้ำได้สูงเอ่อขึ้นจนท่วมท้น ซึ่งเป็นวัฎจักรประจำปีของระบบนิเวศในสีพันดอน ดินแดนทางตอนใต้ของประเทศลาว

เมื่อน้ำใหญ่มาถึง หรือเข้าสู่ฤดูน้ำหลาก นั่นหมายถึงเทศกาลจับปลาครั้งใหญ่มาถึงแล้วเช่นกัน ทั่วทั้งเมืองโขง แขวงจำปาสัก จึงคึกคักเป็นอย่างมาก ไม่น่าเชื่อว่าสัตว์น้ำประเภทเดียวที่ชื่อ “ปลา”จะทำให้ระบบเศรษฐกิจทั้งเมืองหมุนเวียนเติบโตอย่างมีชีวิตชีวา

ช่วงปลายเดือนมิถุนายนจนถึงต้นเดือนกรกฎาคม 2557 สื่อมวลชนกลุ่มเล็กๆโดยการสนับสนุนของทีมงานโครงการพัฒนาทักษะการสื่อสารทำ ข่าวสืบสวนฯ ได้ชักชวนกันมาสำรวจความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำโขงในฤดูที่กองทัพปลากำลังมา เยือนสีพันดอน

นอกจากได้เห็นปลามากมายที่กองอยู่ในตลาดนากะสังซึ่งเป็นสถานที่รับซื้อ ปลาใหญ่ที่สุดในเมืองโขงแล้ว พวกเรายังได้ตระเวนดูการจับปลาด้วยวิธีต่างๆโดยเฉพาะ “หลี่” ซึ่งได้ปลาคราวละมากๆ

image

พวกเราเดินทางไปยังดอนคอนเกาะ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองโขงและติดกับชายแดนลาว-กัมพูชา โดยต้องนั่งเรือลำเล็กเพราะต้องลัดเลาะเกาะแก่งต่างๆ และน้ำอันเชี่ยวกรากในหลายช่วงซึ่งเรือใหญ่ไม่สามารถไปได้ ที่สำคัญคือคนขับเรือต้องมีความรู้ความชำนาญพื้นที่พอสมควร

เมื่อใกล้ถึงดอนคอนเกาะ เห็นกำแพงน้ำมาแต่ไกล โดยบริเวณดังกล่าวในหน้าแล้งจะเห็นเป็นน้ำตกจากหน้าผาใน 3 จุดที่ชาวบ้านเรียกว่าคอนฝั่ง คอนขามและคอนหลง แต่พอถึงหน้าน้ำ เมื่อแม่น้ำโขงยกระดับขึ้น ทั้ง 3 คอนได้เชื่อมต่อกันกลายเป็นกำแพงน้ำขนาดใหญ่ยาวนับกิโลเมตร

“ปีนี้เราได้ปลากันไม่เยอะ เพราะน้ำมาเร็วและเป็นน้ำที่ใส ไม่เหมือนปีก่อนๆที่พอฝนตกแล้วน้ำค่อยๆมาและเป็นน้ำขุ่น ทำให้ปลามาไม่ทัน กว่าปลาจะมาถึงน้ำก็ท่วมหลี่ไปเยอะแล้ว” พ่อเฒ่ารายหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าของหลี่บนดอนคอนเกาะ เล่าถึงสถานการณ์การหาปลาในปีนี้ ซึ่งตรงกับคำบอกเล่าของคนหาปลาในหลายแห่ง

image

“ปีนี้เพิ่งได้ปลาไปไม่กี่ร้อยโล” คำพูดของแกดูเหมือนพูดเล่น ทำเอาคนนอกตาโต แต่ในความเป็นจริง คนที่นี่เขานับปลากันเป็นตัน เพราะแต่ละปีมีปลาลงหลี่มากมาย บางหลี่ปีเดียวได้ปลานับสิบตัน

นอกจากในช่วงต้นฝนเดือน 6-7 ที่ได้ปลากันมากๆแล้ว ช่วงเดือน 9 ปลาจะลงหลี่มากอีกครั้ง โดยเฉพาะในย่านตอนคอนเกาะ

สีพันดอนในซีกตะวันตกนี้ มีคอนและเกาะแก่งมากมาย ซ่อนเร้นความอุดมสมบูรณ์และความงามของน้ำตกไว้ให้ชวนอัศจรรย์ใจ

แต่ที่น่ากังวลคือขณะนี้มีโครงการสร้างเขื่อนอย่างน้อย 2 แห่งกำลังล้อมกรอบสีพันดอน โดยโครงการแรกคือเขื่อนดอนสะโฮง ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ แม้ล่าสุดในการประชุมคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (เอ็มอาร์ซี) ที่จัดขึ้นในกรุงเทพฯ ทางการลาวจะมีท่าทีรับฟังเสียงท้วงติงของเวียดนาม กัมพูชา และไทย มากขึ้น และยอมให้โครงการเขื่อนดนสะโฮงเข้าสู่กระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า ตามข้อตกลงแม่น้ำโขง พศ. 2538 แต่ยังประกาศเดินหน้าพัฒนาเขื่อนดังกล่าวต่อไป

ขณะที่ด้านเหนือขึ้นมาจากสีพันดอน บริเวณดอนเลา ใกล้วัดภูงอย ห่างจากเมืองปากเซ เมืองเอกของแขวงจำปาสักเพียง 14 กิโลเมตร และห่างจากอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานีราว 50 กิโลเมตร บริษัทสัญชาติไทยในนามบริษัทเจริญวอเตอร์แอนด์เอนเนอร์ยี เอเชีย ในเครือซีพี กำลังสำรวจข้อมูลในชุมชน เพื่อพัฒนา “โครงการเขื่อนภูงอย” หรือ “ลาดเสือ 2 “

image

“คณะสำรวจได้แจ้งชาวบ้านเบื้องต้นว่าหากสร้างเขื่อนแห่งนี้ต้องอพยพ ประชาชนออกจากพื้นที่ จำนวน 4 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านผักแพว บ้านนาขอนแก่น บ้านดอนปาข่อ และบ้านมอพุ รวมราว 1,000 หลังคาเรือน“ ชาวบ้านในพื้นที่รายหนึ่ง ยืนยันการเดินหน้าของโครงการสร้างเขื่อนภูงอย

เขื่อนภูงอยจะกั้นแม่น้ำโขงในลาวเป็นแห่งที่ 2 นอกจากเขื่อนไซยะบุรีที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งเมื่อปลายเดือนมิถุนายน ศาลปกครองสูงสุดก็ได้มีคำสั่งรับฟ้อง กรณีที่ชาวบ้านไทย 37 คน ในเครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง ได้ฟ้องการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และอีก 4 หน่วยงานรัฐ ซึ่งลงนามสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนไซยะบุรีโดยไม่ปฏิบัติตามกฎหมายของ ประเทศไทย

คะเนจากจุดสร้างเขื่อนภูงอยซึ่งเป็นบริเวณที่แม่น้ำโขงแผ่ออกกว้างเกือบ กิโลเมตร เดาได้ว่าเขื่อนภูงอยจะมีกำลังผลิตติดตั้งไม่ต่ำกว่า 1,000 เมกกะวัตต์ แต่จนถึงวันนี้ข้อมูลเขื่อนยักษ์แห่งนี้กลับมีการเปิดเผยสู่สังคมน้อยมาก

“เราไม่เคยได้ยินว่าจะมีการสร้างเขื่อนข้างบนเลย เคยได้ยินแต่ที่ดอนสะโฮง” ชาวบ้านรายหนึ่งที่กำลังหิ้วปลาพวงใหญ่กลับจากหลี่แสดงอาการกังวลอย่างเห็น ได้ชัดเมื่อได้ยินข้อมูลเกี่ยวกับสร้างเขื่อนแห่งใหม่บนแม่น้ำโขง

“ปีนี้เราได้ปลาน้อย ผมว่ามันก็น่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งมาจากเขื่อนในจีน เพราะน้ำเหนือที่ไหลมาน่าจะเป็นน้ำจากเขื่อน ไม่ใช่น้ำธรรมชาติ เพราะมันใส” เขาคาดเดาปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น ณ สีพันดอน ในปีนี้

“ด้านล่าง เขาก็ระเบิดหินในฮูสะดำและฮูช้างเผือกไปเมื่อปีก่อนแล้ว ทำให้ปีนี้ปลาไม่ค่อยมาที่นี่”

ฮูสะดำและฮูช้างเผือกที่เขาพูดถึงคือช่องน้ำ 2 ด้านที่ขนานกับฮูสะโฮง ซึ่งบริษัทสัมปทานสร้างเขื่อนได้ระเบิดหินในลำน้ำเพื่อให้ปลาว่ายทวนกระแส น้ำขึ้นมายังด้านบน และห้ามชาวบ้านใช้หลี่ในบริเวณดังกล่าว ทำให้ความเดือดร้อนส่งผลกระทบกันเป็นลูกโซ่

สองโครงการเขื่อนที่จะปิดหัวปิดท้ายมหานทีสีพันดอน ทำให้วังเวงใจว่าหากกลไกในภูมิภาคที่มีอยู่สำหรับ 4 ประเทศลุ่มน้ำโขงนั้นไม่สามารถทัดทานโครงการใหญ่ที่สร้างผลกระทบร้ายแรงต่อ ประชาชนนับล้านๆ คนได้

สีพันดอนแหล่งประมงน้ำจืดใหญ่แห่งลุ่มน้ำโขง เคยสะสมความมั่นคั่งด้วยกองทัพปลา จนสามารถสร้างอาณาจักรโบราณอันยิ่งใหญ่ก่อนนครวัด-นครธม วันนี้กำลังสายน้ำกำลังถูกสร้างกำแพงยักษ์กั้น และกองทัพปลากำลังถูกปิดกั้น

หรือวิถีวัฒนธรรมอันยาวนานของคนและปลากำลังในสีพันดอนกำลังกลายเป็นตำนาน

เรื่องและภาพโดย โลมาอิรวดี

June 20, 2014

Vietnam Leading the Way for Improved Transboundary Water Governance

International Rivers

 

Vietnam Leading the Way for Improved Transboundary Water Governance

A boat travels along the Mekong River between the border of Laos and Cambodia International Rivers

1997 UN Watercourse Convention to Enter into Force

Vietnam has ratified a United Nations treaty on transboundary rivers, and it is time for other Mekong countries to do the same.

On May 19, Vietnam became the 35th country to ratify the 1997 UN Convention on Non-navigational uses of International Watercourses (UNWC). This is an important global milestone because the treaty required 35 ratifications to enter into force. It will now come into effect on August 17, 2014.

Vietnam’s decision also sends an important message to the Mekong region. While the Mekong River is already governed by an international treaty – the 1995 Mekong Agreement – it has been wrongfully misinterpreted at times by Laos and other governments in the region as meaningless and unbinding.

The UNWC sets out the rules for how governments are expected to share transboundary rivers in a fair way, balancing the rights of upstream and downstream governments. These rules come from decades of international practice across the world. Using various mechanisms such as prior consultations, these rules provide a way to resolve the tensions that can arise when an upstream governments wants to use the river in a way that potentially causes significant harm to downstream governments.

In other words, the UNWC provides a possible way around the gridlock facing the Mekong River Commission.

Indeed, the Mekong Agreement is explicitly based on the draft UNWC. When the Mekong Agreement was drafted, the governments took almost all of the language directly from the text that would later become the UNWC. Unfortunately, the Mekong River Commission has stepped away from using the UNWC as a beacon for how to interpret the Mekong Agreement. If you examine the international law underlying the words that were carefully chosen to be included in the Mekong Agreement, the treaty’s requirements are clear. However if one ignores the underlying international law, as the MRC has done at times, then the treaty appears ambiguous and open to the misinterpretations that have been offered by Laos.

What this means in practice has become alarmingly apparent through the handling of the Xayaburi Dam, the first project to be submitted by Laos to the Mekong River Commission (MRC) for Prior Consultation (PNPCA) under the Mekong Agreement. Instead of responding to the requests from neighboring countries to conduct further studies, Laos moved forward unilaterally with the Xayaburi Dam, beginning construction while Cambodia and Vietnam continued to voice strong concerns about the transboundary impacts. By November 2012, the implementation of the project had advanced so far that Cambodia and Vietnam had little remaining leverage to raise concerns. And yet there has still been no official resolution to the PNPCA process.

Xayaburi Dam has set a dangerous precedent for future cooperation in the Mekong, which urgently needs to be addressed, particularly given the rapid progress towards construction of the Don Sahong Dam. While the 1995 Agreement aims to create an even playing field for upstream and downstream countries, in practice Laos continues to misinterpret the Mekong Agreement and international law, demonstrating a lack of real commitment to shared regional interests.

Vietnam has been steadfast in raising concerns about the impacts of both the Xayaburi and Don Sahong dams. During the PNPCA process for the Xayaburi Dam, Vietnam called for a moratorium on all dam building on the Mekong River for a period of 10 years, as recommended by the MRC’s Strategic Environmental Assessment. However, despite steadily voicing concern within the consultation process and now calling for the Don Sahong Dam to also undergo Prior Consultation, Vietnam has been hindered by regional politics and delicate diplomatic relationships as well as perceived ambiguities in the 1995 Mekong Agreement.

By ratifying the UNWC, Vietnam is making a public call for change, for improved governance and more equitable decision-making in the Mekong, and sending an important message that international rivers must be managed by and for all riparian nations, not just one.

At the second MRC Summit held in Ho Chi Minh City in April, the Prime Minister of Vietnam urged Cambodia, Vietnam and Laos to also sign on to the Convention. We hope that the Lower Mekong countries will follow Vietnam’s example for the sake of the Mekong River, its future and the people who depend on it. Through this action, Vietnam has offered a fair and equitable solution to the Mekong conflict. We hope that the other countries will listen.

More information: 

Date:
Wednesday, June 18, 2014
——————————-

Kate Ross

Mekong Program Associate

————————————-

April 11, 2014

Mekong River Commission ministerial; environmentalists disappointed

 

Mekong River Commission ministerial; environmentalists disappointed

Environmental activists are disappointed that leaders from Vietnam and Cambodia failed to call for an immediate halt to construction of two hydro-power dams on the lower Mekong River during the latest ministerial meeting of the Mekong River Commission in Hanoi. The dams are the first two of 11 proposed along the lower Mekong River and are located in Laos. Ron Corben reports from Bangkok that scientists and environmentalists are concerned about the dam’s impact on migratory fish and water-flow affecting millions of people living along the river.

Audio Icon

Download

The Lower Mekong River runs from northern Laos down through Thailand and Cambodia to the delta region of Vietnam before flowing into the South China Sea. About 60 million people live in the river’s basin. Leaders from countries through which the lower Mekong River flows met last weekend in Hanoi at a ministerial of the Mekong River Commission, an intergovernmental body that conducts research and planning for the watershed.

At the meeting’s close, Vietnam’s Prime Minister Nguyen Tan Dung said cooperation was key to ensure sustained development along the Mekong, noting “severe negative impacts” from demographic and environmental changes. Mr. Dung pointed to increasing pressure on the river’s waters and related resources along the entire Mekong basin as a result of population growth, water demand and climate change.

Vietnam’s delta region is the country’s main rice producing area, supporting a population of 20 million people. The delta is already experiencing rising salt water intrusion due to lower fresh water flow, which has reduced by 10 per cent during the past 30 years. But environmentalists had called on the commission to address concerns about two dams being planned and built in Laos. Both dams, the Xayaburi and Don Sahong are mainstream dams on the lower Mekong. The U.S.-based non-government group, International Rivers says work on the projects should have been halted immediately.

“This is disappointing. No words on the status of construction on at least two dams that are being built on the mainstream river – the Xayaburi and the Don Sahong dam – there is no actions in it,” said Pianporn Deetes, an activist for International Rivers, who had hoped that leaders would condemn the current rush to build the dams. “But the Mekong River needs immediate action from the decision and action from all leaders. It’s very important for member countries to recognize that this is really an international river – an international issue.”

The controversial 1,285 megawatt Xayaburi dam, a focus of debate at a ministerial meeting in 2012, is now 30 per cent complete. Laos has pressed ahead with the project despite earlier concerns raised by Vietnam and Cambodia and calls for a 10 year moratorium to study the likely impact of the dams. Laos also plans to build the 260 megawatt Don Sahong Dam, near the border with Cambodia. Environmentalists and scientists say the dam will interfere with the migration of dozens of fish species and the fresh water Irrawaddy dolphin.

“The key concern with the Don Sahong with its the main dry season fish migratory route moving up and downstream over the falls,” says Philip Hersch of the Sydney University’s Mekong Research Center. “Even during other parts of the year while there are other channels the fish can navigate rather the Hor Sahong channel remain the main path through which fish migrate. So we’re talking about a relatively small proportion of the water that would be held back and blocked through Hor Sahong but a very large proportion of the fish migration.”

A study conducted by the Mekong River Commission itself, warned the dams could reduce fish stocks by 300,000 tonnes a year, and would be especially hard felt by millions of people in Cambodia.
The Xayaburi and Don Sahong dams are but the first two of what under current development plans would be a total of 11 dams in Laos and Cambodia along 1,488  miles of the Lower Mekong. But the Commission, set up in 1995, largely has no enforcement powers and relies on individual countries to adhere to pledges made at key meetings.

According to Robert Mather, regional representative for the International Union for the Conservation of Nature (IUCN), the intergovernmental body’s methods of settling issues are inadequate. “What we saw from the Xayaburi – which was the first time that this process was put into play by the MRC was that it was quite confusing.” Mather continued, “How do we improve it and make the process better the second time around? But we really don’t see a very good process at the moment and I think that’s quite worrisome.”

Senglong Youk from the Cambodia based Fisheries Action Coalition Team (FACT) thinks the commission should be reformed to include civil society groups as stakeholders. “At the current position what we can say as a civil society is that the MRC is like a Paper Tiger, it’s like a postman, it has no power at all. No authority at all to put the pressure on any country specifically like Laos PDR that make the decisions to build the dams on the Xayaburi and Don Sahong.”

Environmentalists are now preparing a campaign to delay the Don Sahong project, which still requires ratification by the Laos National Assembly, expected to take place in December.

April 5, 2014

Laos recommended to consult MRC again on new hydropower project

Tuoi Tre - Tuoi Tre News

Laos recommended to consult MRC again on new hydropower project

Click on the link to get more news and video from original source:  http://tuoitrenews.vn/society/18845/laos-recommended-to-consult-mrc-again-on-new-hydropower-project

Thoai Tran

Updated : 04/05/2014 20:00 GMT + 7

Nguyen Minh Quang (1st, left), Minister of Natural Resources and Environment, Prime Minister Nguyen Tan Dung(2nd, left), and Ha Kim Ngoc, Minister of Foreign Affairs, at the last press conference of MRC Summit 2014.  Thoai Tran

Laos Government should consult Mekong River Commission (MRC) on the construction of a new hydropower project which is projected to begin late this year, said Vietnamese senior state officials at a recent press conference of the 2nd MRC Summit 2014 in Ho Chi Minh City.

Laos officially announced its plan to build the 260MW Don Sahong hydropower project on the river in October last year, the second move after the Southeast Asian country publicized its plan to build Xayaburi hydropower project on the Mekong River in November 2012.

When asked by Tom Fawthrop, the English collaborator of the UK magazine The Economist, at the conference held to conclude the 4-day event, Nguyen Minh Quang, Minister of Natural Resources and Environment said Laos should consult with other MRC members again about the project before taking any move.

“Though already being informed by Lao side that work on the project will be started by the end of this year, both the Vietnamese and Cambodian sides have agreed that Laos should comply with the 1995 MRC Mekong Agreement,” Quang said.

According to the agreement, all MRC member countries should consult with the remaining MRC members when they want to build a new hydropower project on the mainstream of the Mekong River, and in this case it is the Don Sahong project, Quang added.

“In addition, we [Vietnamese and Cambodian governments] also recommended Laos only to begin work on the project after new rules comes into effect. The new rules will be released as soon as the environmental assessments of hydropower plants on the mainstream of the river jointly conducted by the three countries for the period ending by 2015 complete,” he said.

“In the yesterday meeting between Vietnamese Prime Minister Nguyen Tan Dung and his Cambodian and Laotian counterparts, Prime Minister Dung and Prime Minister Hun Sen also suggested Laos to reconsider the recommendation of Vietnam and Cambodia,” Quang said.

“We think that Laos have taken our recommendations very seriously,” Ha Kim Ngoc, Minister of Foreign Affairs, said at the conference.

“Laos officials have told us that as they carried out the hydropower plants on the mainstream of the Mekong River, they weigh both the benefits those project may bring to Lao people and the side effects on Cambodian and Vietnamese people very carefully.”

“Once they find that the side effects are greater than expectation, they will surely adjust the projects [to fit with the new circumstance],” he added.

 

“The Lao Government has notified the Mekong River Commission (MRC) of its decision to proceed with the development oftheDonSahong Hydropower ProjectintheSiphandone area of Southern Laos.The run-of-the-river dam will operate continuously year-round and produce 260 megawatts of electricity. In its notification, submitted to the MRC Secretariat and dated 30 September 2013,LaoPDR also provided the complete technical feasibility study , including the project’s social and environmental impact assessments and fisheries study which will be shared with the other MRC Member Countries—Cambodia, Thailand and Vietnam.According to the Government of LaoPDR, the project’s construction is expected to start in November 2013 and finish by February 2018. The commercial operation is set to begin in May 2018. The energy generated by the project will be fully sold to the national power utility,Electricite du Laos (EDL), to supply the increased domestic power demand.”

(Press release dated 3rd Oct 2013 on the official MRC website)

press-4-4-14a.jpg   3rd April 2014 , Vientiane, Lao PDR

International experts call for Mekong leaders to look beyond water to achieve real impact

Intensified and balanced interactions are key to achieve practical goals to tackle climate change woes amidst increased water, energy and food demands, concluded an International Conference


—————————–

Related News:

 

INTERNATIONAL

Mekong leaders adopt Ho Chi Minh City Declaration

Click on the link to get more news and video from original source: http://tuoitrenews.vn/international/18842/mekong-leaders-adopt-ho-chi-minh-city-declaration

Tuoitrenews

Updated : 04/05/2014 13:45 GMT + 7

Accelerating basin-wide studies to reduce negative impacts and battling natural disaster woes are among key priorities for Mekong nations as the second Mekong River Commission summit concluded in Ho Chi Minh City on Saturday.

Heads of government of Cambodia, Lao, Thailand and Vietnam Saturday reaffirmed their commitment to the Mekong cooperation, to follow up the implementation of the Hua Hin Declaration of 2010, and set priorities for the Mekong River Commission, including the need to expedite studies and research for sound advice and recommendations on development that will increasingly place burdens on Mekong resources.

The Ho Chi Minh City Declaration was adopted by the premiers of Vietnam, Cambodia and Laos, and the Special Envoy of Thailand.

Among its conclusions, the leaders stated that The MRC Council Study and the Mekong Delta Study will provide a basis for better understanding about potential risks and benefits of development initiatives.

At the end of the 2nd MRC Summit, the national leaders also set other priorities for the Mekong River Commission to take action to address regional opportunities and challenges over the next decade including population growth, increasing demand for water, food and energy and climate change.

The Council Study on Sustainable Management and Development of the Mekong River, including the impacts of mainstream hydropower projects has been initiated by the MRC Council which comprises water and environment ministers at their annual Meeting in December 2011.

The Council Study aims to provide a better picture on potential transboundary impacts due to mainstream developments.

“To address such challenges, national efforts are not enough.

“We need to strengthen regional cooperation, particularly among the riparian countries, both upper and lower, through multilateral and sub-regional mechanisms such as the MRC,” said Vietnamese Prime Minister Nguyen Tan Dung, whose country hosted the 2nd MRC Summit.

“We note that the development of water resources of the Mekong River Basin has contributed largely to the socio-economic development of the region, such as for navigation, energy and food production, but also has negative environmental and social impacts in the Basin that need to be fully and effectively addressed,” the leaders said in the Ho Chi Minh City Declaration they adopted at the 2nd MRC Summit.

The MRC will focus on avoiding, reducing and mitigating risks to river ecology, food security, livelihoods and water quality posed by intensive agriculture, aquaculture and irrigation as well as hydropower, navigation and other development activities, the Declaration says.

The document acknowledges the progress made since the 1st Summit in Hua Hin in 2010 and reiterates the need for the Member Countries to work through the mechanisms of the MRC to manage the shared waters.

“The MRC should be measured in how it fosters international cooperation and in the end how the outcomes of the cooperation is producing improvements in society, the environment and economic development,” said Hans Guttman, Chief Executive Officer of the Mekong River Commission Secretariat.

The leaders also prioritized further efforts to reduce the risks of floods and droughts and the effects of sea level rise in the Mekong Basin.

In battling the effects of natural disaster, leaders stressed that the Mekong Countries recognize that climate change will continue to alter the hydrological regime of the basin and consequently effect livelihoods and economies in the region.

The MRC will look ahead and set a clear direction, identifying new opportunities and addressing challenges to come up with the next strategic plan and to engage more meaningfully not only with development partners but also all other stakeholders, especially civil society.

The heads of government reaffirmed their political commitment to implement the 1995 Mekong Agreement and commit to enhance and strengthen the MRC’s relationships and cooperation with Dialogue Partners, China and Myanmar and Development Partners.

 

 

 

January 11, 2014

Laos holds Mekong livelihoods in its hands

ENVIRONMENT

Laos holds Mekong livelihoods in its hands

Click on the link to get more news and video from original source:  http://www.bangkokpost.com/opinion/opinion/389005/laos-holds-mekong-livelihoods-in-its-hands

The future of decision-making around the region’s most vital resource – the mighty Mekong River – is once again under the spotlight.

A villager casts a fishing net near the Khone Falls in southern Laos. The Don Sahong Dam will destroy the diversity of fish and the livelihoods of millions of villagers in Laos and other countries along the Mekong. KARNJANA KARNJANATAWE

The Mekong River Commission’s (MRC) Joint Committee, comprised of representatives from Thailand, Laos, Vietnam and Cambodia, will hold a special meeting next week in Vientiane to discuss the controversial Don Sahong Dam, the second dam proposed on the lower Mekong mainstream. This is an important opportunity for Laos to heed calls from its neighbours in Cambodia, Vietnam and Thailand, who have requested that the decision over whether or not to build the Don Sahong Dam is made regionally, rather than unilaterally. In September, Laos attempted to simply notify the MRC and member countries of its intention to build the Don Sahong Dam, eschewing regional discussion and sidestepping its responsibility to submit the project for “prior consultation”.

The consultation process allows the four Mekong countries to discuss and evaluate the impacts of the Don Sahong Dam, to seek agreement about the project’s future.

Since this announcement, Thailand, Cambodia, and Vietnam have each sent official letters to the government of Laos requesting that the project undergo prior consultation.

International donors to the MRC, including Australia, the European Union, Japan and the US have also called on the government of Laos to submit the project for prior consultation.

Laos can no longer ignore the demands of its neighbours and sidestep its regional responsibility when it comes to the Don Sahong Dam.

Decisions over hydropower development on the Mekong cannot be made unilaterally, when the consequences of these decisions will be shared by the entire region. The demand for prior consultation made by Thailand, Cambodia and Vietnam requires a response from Laos and action by the MRC if there is any hope for future co-operation.

This refrain may feel all too familiar, as the spectre of the Xayaburi Dam still hangs heavy around the neck of the MRC. The Xayaburi Dam was the first project to undergo the prior consultation process. As the first real test of regional cooperation on the Mekong River, the Xayaburi Dam revealed significant weaknesses in the MRC, as Laos moved forward with construction despite a lack of agreement from neighbouring countries.

The 1995 Mekong Agreement was established in recognition that regional participation and decision-making is imperative to successfully manage one of the region’s most critical shared lifelines. However, effective regional participation in decisions regarding dams on the Mekong mainstream has proved elusive and ineffective to date, leaving the fate of the Mekong in a precarious state.

Experts have warned that Don Sahong, located near the iconic Khone Falls area of southern Laos, poses a serious threat to local and regional fisheries; jeopardising the livelihoods and food security of millions.

The Don Sahong Dam would create a barrier across the Hou Sahong Channel, a critical pathway used year-round by fish migrating between Thailand, Cambodia, Laos and Vietnam. The Khone Falls area is a series of complex channels that support more than 200 species of fish, including endemic and endangered species.

The Don Sahong Dam would likely have serious impacts on many of these species’ migration, feeding and breeding patterns. The project is also positioned 1km from a core habitat for the critically endangered Irrawaddy dolphins, and less than 2km upstream from the Cambodian border. Despite warnings from experts, along with the MRC Secretariat, no transboundary impact assessment has been carried out.

The Mekong is one of the world’s great rivers. The lower stretch of the river supports the lives and livelihoods of more than 60 million people; providing a source of food, income, health and cultural identity.

It is an essential resource within the region. However, conflict over the complex governance of the river along with the impacts posed by the mainstream dams threaten the future of livelihoods in the lower areas of the Mekong.

With all eyes trained on Vientiane next week, the stakes are high for the future of the river, as well as the future of the MRC. If the MRC cannot stand up to Laos, it will be failing its mandate as a regional governing body, and risks losing the little credibility it has left.

Laos, too, has the opportunity to show good faith towards its neighbours by submitting the Don Sahong Dam for regional consultation; allowing more time for studies on the project’s transboundary impacts, and ensuring that appropriate public consultation takes place.


About the author

Writer: Kate Ross

Kate Ross is the Mekong Programme Associate at International Rivers, an international NGO that protects rivers and the rights of people who depend on them.

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 563 other followers

%d bloggers like this: