Archive for ‘Laos’

July 26, 2014

OMG.. พระเจ้าช่วย.. ลาวเปิดตัวเลขล่าสุดกำลังศึกษาเขื่อนอีกกว่า 100 แห่ง

พระเจ้าช่วย.. ลาวเปิดตัวเลขล่าสุดกำลังศึกษาเขื่อนอีกกว่า 100 แห่ง

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์, 24 กรกฎาคม 2557 16:58 น.

Click on the link to get more news and video from original source:  http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9570000083971

พระเจ้าช่วย.. ลาวเปิดตัวเลขล่าสุดกำลังศึกษาเขื่อนอีกกว่า 100 แห่ง

พิธีผันน้ำระหว่างการก่อสร้างเขื่อนน้ำอู 5-6 ในแขวงผ่งสาลีในเดือน ก.พ.ปีนี้ ลำน้ำสายเล็กๆ ที่ไหลลงแม่น้ำโขงในแขวงหลวงพระบางกำลังจะมีเขื่อนผลิตไฟฟ้าถึง 6 แห่ง ทั้งหมดดำเนินการโดยนักลงทุนจากจีน ลาวเพิ่งเปิดเผยตัวเลขล่าสุด ขณะนี้กำลังสำรวจศึกษาหรือหาแหล่งเงินลงทุนสร้างเขื่อนอีกกว่า 100 โครงการ. — ภาพสำนักข่าวสารปะเทดลาว.

ASTVผู้จัดการออนไลน์ – ทางการลาวได้เปิดเผยตัวเลขล่าสุดในสัปดาห์นี้ เกี่ยวกับการผลิตไฟฟ้าจากเขื่อน ซึ่งในปัจจุบันก่อสร้างแล้วเสร็จ และผลิตไฟฟ้าเข้าสู่ระบบทั้งหมด 24 เขื่อน กำลังก่อสร้างอีก 38 นอกจากนั้น ยังมีอีกกว่า 100 โครงการเขื่อนที่อยู่ระหว่างทำการศึกษา สำรวจออกแบบ หรือแสวงหาทุนรอนเพื่อการก่อสร้าง สำนักข่าวของทางการรายงานจากที่ประชุมสภาแห่งชาติในวันพฤหัสบดี 24 ก.ค.นี้

ตัวเลขดังกล่าวเปิดเผยโดย นายดาวง พอนแก้ว อธิบดีกรมนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงานและเหมืองแร่ ระหว่างอภิปรายในสภาแห่งชาติซึ่งประชุมสมัยสามัญเป็นวันที่ 13 เป็นการตอบคำถามไขข้อข้องใจของประชาชนที่สอบถามเรื่องนี้ผ่านโทรศัพท์สาย ด่วน ซึ่งเป็นตัวเลขใหม่ที่แตกต่างไปจาก ข้อมูลที่ทราบกันมาก่อนหน้านี้ (below) เกี่ยวกับจำนวนโครงการเขื่อนในลาว ที่คาดว่าจะมีขีดความสามารถปั่นไฟรวมกันประมาณ 20,000 เมกะวัตต์

นายดาวง ไม่ได้เปิดเผยตัวเลขทั้งหมดเกี่ยวกับจำนวนเขื่อนที่กำลังอยู่ระหว่างการ ศึกษาความเป็นไปได้ หรือศึกษาความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ อันเป็นขั้นตอนแรกในการดำเนินแผน แต่ถ้าหากสามารถดำเนินการได้อีก “กว่า 100 แห่ง” ในอนาคตอันไม่ไกล ประเทศคอมมิวนิสนิสต์เล็กๆ ที่มีประชากรเพียง 6 ล้านคนเศษ ก็อาจจะมีเขื่อนผลิตไฟฟ้ารวมกันถึง 162 แห่ง

การเปิดเผยตัวเลขดังกล่าวเป็นการตอบคำถามของประชาชนที่ว่า เหตุใดลาวจึงต้องสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าจำนวนมากมาย สำนักข่าวสารปะเทดลาวรายงาน

“ลาวมีเงื่อนไขทางธรรมชาติที่เหมาะสม มีห้วยน้ำลำเซ ภูผาป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์จากเหนือจดใต้ เอื้ออำนวยแก่การสร้างเขื่อนไฟฟ้า..” ขปล.อ้างคำพูดอธิบดีกรมนโยบายและแผนพลังงานฯ

นายดาวง ยังกล่าวอีกว่า ลาวไม่มีทรัพยากรณ์พลังงานทางเลือกอื่นมากพอ ไม่ว่าจะเป็นก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน หรือถ่านหิน ที่จะผลิตไฟฟ้าสนองความต้องการของสังคมได้ทั้งหมด มีเพียงไฟฟ้าจากพลังน้ำที่สามารถรับใช้การพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแบบหมุนเวียน ได้ สนองความต้องการของประชาชน และอุตสาหกรรมต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่อง และยังเหลือจำหน่ายให้แก่ประเทศข้างเคียงที่มีความต้องการสูงอีกด้วย

นอกจากจะให้พลังงานที่สะอาดไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว เขื่อนผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำยังมีประโยชน์ด้านอื่นๆ อีกมากมาย เช่น ช่วยลดผ่อนอุทกภัย มีน้ำใช้ในฤดูแล้ง น้ำดื่มน้ำใช้สำหรับชุมชน เป็นแหล่งเลี้ยงปลา แหล่งอาหาร รวมทั้งเป็นแหล่งท่องเที่ยว

โครงการเขื่อนผลิตไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้างในปัจจุบันยัง รวมทั้งเขื่อนไซยะบูลีขนาด 1,285 เมกะวัตต์ มูลค่า 3,800 ล้านดอลลาร์ โดยบริษัท ช.การช่าง จากประเทศไทย ซึ่งถ้าหากแล้วเสร็จตามแผนการในอีก 5 ปีข้างหน้า ก็จะเป็นเขื่อนใหญ่ที่สุดในประเทศนี้

ในแขวงไซยะบูลี ยังมีโครงการผลิตไฟฟ้าจากลิกไนต์ขนาด 1,878 เมกะวัตต์ มูลค่าราว 3,700 ล้านดอลลาร์ ที่เมืองหงสา โดยนักลงทุนไทย-จีน กับรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าของลาว มีกำหนดเริ่มปั่นไฟปีหน้า.

พระเจ้าช่วย.. ลาวเปิดตัวเลขล่าสุดกำลังศึกษาเขื่อนอีกกว่า 100 แห่ง

นายสมสะหวาด เล่งสะหวัด รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจร่วมพิธีเปิดการก่อสร้างเขื่อนน้ำเจียนของนักลง ทุนในแขวงเซียขวางในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา เป็นหนึ่งในบรรดาเขื่อนล่าสุด 5 หรือ 6 แห่งที่เริ่มการก่อสร้างในปีนี้ ลาวเปิดเผยตัวเลขใหม่ในสัปดาห์นี้ว่ากำลังศึกษาฯ เขื่อนอีกกว่า 100 โครงการ. — ภาพสำนักข่าวสารปะเทดลาว.

—-

ช่างน่าทึ่งจริงๆ ลาวประเทศเล็กๆ กำลังจะมีเขื่อนผลิตไฟฟ้าเกือบ 90 เขื่อน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์.  6 กุมภาพันธ์ 2556 02:45 น.

Click on the link to get more news and video from original source:  http://www.manager.co.th/celebonline/viewnews.aspx?NewsID=9560000015219

 

เขื่อนน้ำงึม (1) ในแขวงเวียงจันทน์ เป็นเขื่อนผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่แห่งแรกของประเทศใช้งานมาตั้งแต่ปี 2511 ขยายกำลังผลิตมาเป็นระยะ นับตั้งแต่นั้นมาจนถึงเดือน ส.ค.ปีที่แล้ว มีการเซ็นสัญญาหรือบันทึกช่วยความจำกับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสำรวจและก่อสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้ารวมทั้งหมด 88 แห่ง ลาวกำลังจะเป็นเสมือนหม้อแบตเตอรี่มหึมาใหญ่หากเทียบกับขนาดของประเทศ ปัจจุบันมีเขื่อนที่ผลิตไฟฟ้าเข้าสู่ระบบได้แล้ว 18 แห่ง ไฟฟ้าเป็นแขนงที่นำเงินเข้าประเทศมากเป็นอันดับสองเมื่อปีที่แล้ว. — ภาพ: เวียงจันทน์ใหม่.

 

ASTVผู้จัดการออนไลน์ – สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประเทศเล็กๆ ที่มีประชากรราว 6 ล้านคน และไร้ทางออกสู่ทะเล กำลังจะมีเขื่อนเกือบ 90 เขื่อน ในนั้นเกือบ 20 แห่งผลิตไฟฟ้าเข้าสู่ระบบแล้ว ขณะที่ทั่วประเทศมีระบบสายส่งไฟฟ้ารวมกันคิดเป็นระยะทางราว 40,000 กิโลเมตร และยังจะยาวกว่านี้อีก

ทั้งหมดเป็นตัวเลขอย่างเป็นทางการในรายงานประจำปี 2544-2555 ของกระทรวงพลังงานและเหมืองแร่ ตัวเลขทั้งหมดรวบรวมจนถึงต้นเดือน ส.ค.ปีเดียวกัน สื่อของทางการรายงาน

จนถึงช่วงเวลาดังกล่าว ได้มีการเซ็นสัญญาเอ็มโอยู ฯลฯ กับนักลงทุนทั้งใน และต่างประเทศ จำนวน 88 โครงการ มีกำลังติดตั้งรวมกันกว่า 20,000 เมกะวัตต์ และเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จ เขื่อนทั้งหมดจะผลิตกระแสไฟฟ้ารวมกันได้ไม่น้อยกว่า 100,000 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี

เขื่อนที่กำลังผลิตไฟฟ้าในปัจจุบันซึ่งมีกำลังผลิต 1 เมกะวัตต์ขึ้นไป มีจำนวนทั้งหมด 18 แห่ง ได้แก่เขื่อนน้ำดง น้ำกอ น้ำงาย น้ำยอน น้ำทา 3 น้ำงึม 1 น้ำเลิก น้ำมัง 3 น้ำซอง น้ำหลีก ½ น้ำงึม 2 น้ำพาว เทินหินบูน น้ำเทิน 2 ห้วยเหาะ เซละบำ เซเสด 1 และ เซเสด 2 รวมกำลังติดตั้ง 2,572 เมกะวัตต์

ถ้าหากนับรวมไฟฟ้าที่ผลิตนอกระบบเข้าไปด้วย กำลังติดตั้งทั่วประเทศจะรวมเป็น 2,576 เมกะวัตต์ หนังสือพิมพ์เวียงจันทน์ใหม่ของทางการนครเวียงจันทน์รายงาน

จนถึงเดือน ส.ค.2555 มีการเซ็นบทบันทึกเพื่อความเข้าใจกับนักลงทุนเพื่อสำรวจความเป็นไปได้ จำนวน 39 โครงการ เซ็นสัญญาพัฒนา 28 โครงการ และเซ็นสัญญาสัมปทาน 13 โครงการ ในนั้น มี 9 โครงการอยู่ระหว่างก่อสร้าง

ขณะนี้มีเขื่อนผลิตไฟฟ้า 24 โครงการ ที่ลงทุนและบริหารจัดการเองโดยรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาว รวมกำลังติดตั้งกว่า 1,000 เมกะวัตต์ ในนั้นกำลังก่อสร้าง 3 โครงการ ได้แก่ เขื่อนห้วยลำพันใหญ่ น้ำคาน 2 กับโครงการแม่สะนา และที่กำลังผลิตไฟฟ้ามีจำนวน 10 แห่ง คือ น้ำดง น้ำกอ น้ำงึม 1 น้ำเลิก น้ำมัง 3 น้ำซอง เขื่อนเซละบำ เซเสด 1 และเซเสด 2 รวมกำลังติดตั้งทั้งหมดเกือบ 400 เกมะวัตต์

รายงานของกระทรวงพลังงานฯ ระบุว่า การผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นปัจจัยพื้นฐานที่เอื้ออำนวยให้แก่การผลิต และการพัฒนาแขนงอื่นๆ สนองความต้องการไฟฟ้าทั้งในประเทศ และเพื่อส่งออก

ลาวได้ประกาศนโยบายเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว จะพัฒนาการผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อให้ประเทศไม่มีทางออกสู่ทะเลเป็น “แบตเตอรี่แห่งภูมิภาค”

การผลิตไฟฟ้าเป็นแขนงการลงทุนที่นำหน้ามาตลอด และทำรายได้ให้ประเทศมากเป็นอันดับ 1 ตลอดหลายปีที่ผ่านมา จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งแขนงเหมืองแร่ได้พลิกขึ้นมานำเงินเข้าประเทศได้มากที่สุด.

เมื่อเปิดใช้อย่างเป็นทางการในปี 2553 เขื่อนน้ำเทิน 2 ขนาด 1,100 เมกะวัตต์ได้กลายเป็นเขื่อนใหญ่ที่สุดของประเทศแทนที่น้ำงึม 1 แต่เมื่อเขื่อนไซยะบูลีกั้นแม่น้ำโขงก่อสร้างแล้วเสร็จในอีก 3 หรือ 4 ปีข้างหน้า น้ำเทิน 2 ก็จะตกอันดับเขื่อนใหญ่ที่สุดไป แต่ยัง.. ยังมีเขื่อนใหญ่กว่านั้นอีกซึ่งจะทยอยผุดขึ้นมาในช่วง 5-10 ปีนี้. — AFP Photo/NTPC/Vincent Gautier.

พิธีวางศิลาฤกษ์ก่อสร้างเขื่อนน้ำหลีกมีขึ้นในเดือน ธ.ค.2550 ปัจจุบันยังมีเขื่อนอีกนับ 10 แห่งอยู่ระหว่างก่อสร้าง มี 18 แห่งกำลังผลิตไฟฟ้าเข้าสู่ระบบ อีก 60 แห่งอยู่ระหว่างการสำรวจ หรือ ดำเนินการในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง ลาวกำลังจะเป็นหม้อแบตเตอรี่ที่ใหญ่โตในอนุภูมิภาค. — ภาพ: Poweringprogress.Org

 

July 24, 2014

China’s EximBank Suspends Loans For Roads, Bridges in Laos

China’s EximBank Suspends Loans For Roads, Bridges in Laos

2014-07-22

Click on the link to get more news and video from original source:  http://www.rfa.org/english/news/laos/investment-07222014194926.html

Chinese President Xi Jinping (R) greets Laotian Prime Minister Thongsing Thammavong before talks in Beijing, April 11, 2014.

Export-Import Bank of China (EximBank), the official export credit agency of the Chinese government, has suspended loans for infrastructure and construction projects in Laos, saying it would prefer to only finance mining and hydro-power ventures, according to Lao sources.

The move is seen by some as an indication of Beijing’s concern over its neighboring communist ally’s ability to repay loans for such projects as roads and bridges in the absence of immediate guarantees.

In the mining sector, for example, natural resources act as ready collateral.

EximBank, a top financier of projects that have been awarded to Chinese companies, conveyed the decision on the suspension of loans to the Lao government recently, the sources said.

Last month, the Laos-China Cooperation Commission, an agency under the Lao Ministry of Planning and Investment which manages bilateral relations, explained in a note to the Lao Ministry of Public Works and Transport the reasons behind EximBank’s decision.

The bank said it would only support projects in the mining and hydro-power sectors “that give maximum economic results,” according to the notice by the commission, one source told RFA’s Lao Service.

Nine projects shelved

The notice resulted in the Ministry of Public Works and Transport suspending nine road and bridge projects in the country that were linked to Chinese firms with potential financing from EximBank.

A commission official confirmed with RFA that the Chinese bank had suspended the loans but refused to provide details.

But Santisouk Simmalavong, the head of the Ministry of Public Works and Transport, sounded uncertain when asked to comment on the issue.

“It is not clear yet,” he said. “We have to wait and see. We do not know.”

He also said he was in the dark about the ministry’s order to halt the nine projects.

Lao news reports have said that the country has great potential for development of the hydro-power and mining sectors but faces a shortage of financial and engineering companies investing in such areas.

China is the top investor in Laos and most of its money has been pumped into the mining and hydro-power sectors. But it is not financing any of the two controversial dams in Laos— the Xayaburi and Don Sahong dams.

Rail project

It is not clear whether EximBank’s decision might also impact the planned U.S. $7.2-billion rail project linking the Lao capital Vientiane to southwestern China. Laos is banking on a Chinese loan for the ambitious project.

“If the bank is going to suspend loans to smaller projects such as road and bridge projects, the assumption is that it would also not finance the mammoth rail project,” one source said.

During Lao Prime Minister Thongsing Thammavong’s April visit to China, the two sides agreed that the railway project was crucial to boosting economic and trade cooperation and vowed to look for an “effective method of cooperation” on the project.

Reported by Ounkeo Souksavanh for RFA’s Lao Service. Translated by Ounkeo Souksavanh. Written in English by Parameswaran Ponnudurai.

July 24, 2014

Interview: Laos Prime Minister in Exile

Interview: Laos Prime Minister in Exile

July 17, 2014

HRH Princess Savivanh Savang (1933 – 4 January 2007) – I appeal to Lao women, all overseas Lao, to come together

“I appeal to Lao women, all overseas Lao, to come together and focus our efforts on improving the conditions of our fellow countrymen still in Laos. This is a plea to all Lao women to come together, to pay attention to the fate of the Lao people. Now Lao women can play a significant role in bringing all Lao together to find political means to bring back to our country freedom and democracy, which constitute the prerequisite condition for national development.”

Laos’s Princess Savivanh Savang Manivong said.

ภาพปริศนาหาดูได้ยาก สตรีสูงศักดิ์ผู้เลอโฉมเจ้าหญิงลาวพระองค์สุดท้าย

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ | 15 กรกฎาคม 2557 10:31 น.

Click on the link to get more news and video from original source:  http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9570000079583

ภาพปริศนาหาดูได้ยาก สตรีสูงศักดิ์ผู้เลอโฉมเจ้าหญิงลาวพระองค์สุดท้าย

นี่คือภาพที่ผู้รู้บอกกับโลกออนไลน์นครเวียงจันทน์ว่า เป็นพระฉายาลักษณ์เจ้าฟ้าหญิงฉวีวรรณสว่างมณีวงศ.

ASTVผู้จัดการออนไลน์ – มีผู้นำภาพเก่าๆ ภาพหนึ่งขึ้นเผยแพร่ในโลกโซเชียลมีเดีย นครเวียงจันทน์ และกลายเป็นที่ถกเถียงกันในสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อผู้รู้ท่านหนึ่งระบุว่า นี่คือพระฉายาลักษณ์เจ้าฟ้าหญิงสะหวีวันสว่าง (Princess Savivanh Savang Manivong) พระราชธิดาพระองค์แรกในสมเด็จเจ้ามหาชีวิตสะหว่างวัดทะนา กษัตริย์พระองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์ล้านช้างหลวงพระบาง ที่ทรงถูกบังคับให้สละราชสมบัติเมื่อฝ่ายคอมมิวนิสต์ปะเทดลาวเข้ายึดอำนาจ และเปลี่ยนพระราชอาณาจักรลาวเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 40 ปีที่แล้ว ก่อนเสด็จสวรรคตในค่ายกักกันเมืองซำเหนือ แขวงหัวพัน

นับเป็นภาพที่หาดูได้ยากยิ่งจากหน้าประวัติศาสตร์ที่ดำมืด ซึ่งเยาวชนคนรุ่นใหม่แทบจะไม่ได้เห็น และไม่รู้จัก เนื่องจากเนื้อหาเกี่ยวกับพระราชวงศ์ถูกตัดออกจากตำราไปทั้งหมด ในขณะที่พระบรมวงศานุวงศ์กว่า 100 พระองค์ ได้แตกกระสานซ่านเซ็นออกลี้ภัยในต่างแดน และเมื่อ 4 ทศวรรษผ่านไป ก็เหลือเพียงไม่กี่พระองค์ที่ยังทรงเคลื่อนไหวทวงคืนราชบัลลังก์แห่งหลวงพระ บางอย่างสิ้นหวัง

อย่างไรก็ตาม เจ้าฟ้าหญิงสะหวีวัน (ฉวีวรรณ) สิ้นพระชนม์ในเดือน ม.ค.2550 ที่เมืองนีซ ประเทศฝรั่งเศส รวมพระชนมายุ 74 พรรษา หลังจากที่ทรงประชวรเรื้อรัง และหลังจากพระเจ้าน้องเธอเจ้าฟ้าหญิงดาลาสว่าง (Thala Savangsa) “เจ้าหญิงเล็ก” ทรงจากไปราว 1 ปีก่อนหน้านั้น

ตามบันทึกอันกระท่อนกระแท่น เจ้าฟ้าหญิงทรงมีพระประสูติกาลในปี ค.ศ.1933 (พ.ศ.2476) ในพระที่นั่งฮอยลาด (รอยราช) พระบรมมหาราชวังหลวงพระบาง ในสมเด็จเจ้ามหาชีวิต (พระเจ้าอยู่หัว) ภัทรมหาศรีสว่างวัฒนา กับพระภัทรมหาราชินีคำผุย เป็นเจ้าหญิงพระองค์แรกแห่งรัชกาลและต่อมา ได้กลายเป็นเจ้าฟ้าหญิงองค์รัชทายาทสายตรงพระองค์สุดท้ายของลาว ก่อนจะสิ้นพระชนม์ในต่างแดน เช่นเดียวกับพระบรมวงศานุวงศ์ส่วนใหญ่

“เจ้าฟ้าหญิงใหญ่” ทรงมีพระเจ้าพี่ยาเธอพระองค์หนึ่ง คือ เจ้าฟ้าชายวงสะหว่างมหามกุฎราชกุมาร กับพระเจ้าน้องยาเธออีก 3 พระองค์ ที่ทรงเป็นพระบรมราชาวงศ์ซึ่งได้แก่เจ้าฟ้าชายสีสะหว่าง เจ้าฟ้าชายสุลิยะวงสะหว่าง กับเจ้าฟ้าชายเคือสะหว่าง มีเพียงพระองค์ที่สองที่ทรงว่ายน้ำข้ามโขงหลบหนีเข้าฝั่งไทยได้สำเร็จใน เดือน พ.ย.2518 อีก 3 พระองค์ทรงหายสาบสูญไปตั้งแต่ช่วงปีนั้น โดยเชื่อกันว่า ทุกพระองค์สิ้นพระชนม์ในค่ายกักกันแขวงหัวพัน เช่นเดียวกันกับสมเด็จเจ้ามหาชีวิตสะหว่างวัดทะนา

เจ้าฟ้าหญิงสะหวีวัน ทรงศึกษาในพระราชวังหลวงพระบาง ก่อนเสด็จไปศึกษาต่อทั้งในฝรั่งเศสและอังกฤษ และเสด็จกลับคืนพระราชอาณาจักรรับใช้เบื้องพระยุคลบาท ในเดือน พ.ย.2500 เจ้าหญิงทรงเข้าพระราชพิธีอภิเษกสมรสกับเจ้าชายสีมังคะลามะนี (สีสุมัง มะนีวง) นายพันเอกแห่งกองทัพพระราชอาณาจักร ซึ่งเป็นพระประยูรญาติสายหนึ่ง ทรงมีพระราชบุตร 7 พระองค์ พระราชธิดาอีก 3 พระองค์ และยังไม่เคยมีข่าวคราวเกี่ยวกับบรรดา “เจ้าฟ้าน้อย” เหล่านั้นอีก

เจ้าฟ้าหญิงทรงหลบหนีเข้าไทยได้สำเร็จในคืนหนึ่งของเดือน พ.ย.2518 ก่อนจะเสด็จต่อไปยังประเทศฝรั่งเศส และเข้าร่วมกระบวนการทางการเมืองกดดันระบอบใหม่ในเวียงจันทน์ จนกระทั่งวันสิ้นพระชนม์ชีพ

“ในขณะนี้พวกเราเหล่าสตรีลาวได้ตั้งถิ่นฐานอย่างมั่นคงปลอดภัยใน ประเทศที่สาม อย่างไรก็ตามข้าพเจ้ายังคงคิดถึงพวกเราอีกจำนวนมากที่อยู่ข้างหลังในดินแดน บ้านเกิดที่ยังดำรงชีพอยู่ยากลำบากอย่างแสนสาหัส จะต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเอง และครอบครัวอยู่ได้ นอกจากนั้น สตรีลาวก็ยังต้องเผชิญกับภัยข่มขู่คุกคามใหม่ๆ เช่นเอชไอวีเอดส์ และยาเสพติดที่แผ่ขยายอย่างกว้างขางในลาวปัจจุบัน”

เท่าที่มีการบันทึกเอาไว้ เชื่อว่าข้อความข้างบนนั้นเป็นพระราชสาสน์ชิ้นสุดท้ายของเจ้าฟ้าหญิงสะหวี วัน ที่รายงานจากเมืองนีซ โดยวิทยุเอเชียเสรีเมื่อปี พ.ศ.2546

—————

Princess Savivanh Savang

From Wikipedia, the free encyclopedia

Princess Savivanh Savang Manivong (1933 – 4 January 2007, Nice) was the daughter of King Savang Vatthana and Queen Khamphoui. She was educated in Luang Prabang, France and England, the princess served in the court of her father, the King of Laos, until the fall of the monarchy to communist forces in 1975. She went into exile in the city of Nice, France, where continued to politically pressure the communist government to provide human rights for women in Laos.[1]

Quotes

“Currently, we Lao women have securely settled down in third countries; however, I am thinking of those of us who are still left behind in our homeland and have to face daily struggles and difficulties in their lives. They have to do what it takes for them, and their families to survive. In addition, there are alarming new threats to Lao women such as AIDS, and drugs which are spreading widely in Laos.” [1]

External links

References

“Princess Calls For Focus on Plight of Lao Women”.

—————

Related:

1957-9: The wedding of Princess Savivanh, daughter of the last king of Laos. Photo courtesy Joel Martin Halpern, University of Wisconsin-Madison Libraries

Lao Royal Family – Wikipedia, the free encyclopedia

In 1980 HPrince Soulivong Savang, became Head of the Royal House of Laos as … Princess Savivanh Savang (1933-2007) and Prince Sisumang Manivong …

———–

Princess Calls For Focus on Plight of Lao Women

2006-04-07

Click on the link to get more news and video from original source:  http://www.rfa.org/english/women/witow_lao-20060407.html

Lao Princess Savivanh Savang Manivong currently lives in exile in the southern French city of Nice. Educated in Luang Prabang, France and England, the princess served in the court of her father, the king of Laos, until the fall of the monarchy to communist forces in 1975. The rest of the royal family was interned in communist camps and have ‘disappeared’.

What follows are excerpts from a 1999 speech and from an interview with RFA’s Lao service:

“In the olden days, Lao women have been compared to the ‘hind legs of the elephant,’ in charge of household chores, of raising children. Because of all these duties and many more, we were called ‘the mother of the household’…”

“Since then, Lao women have had the opportunity to attend school and obtain various degrees in different fields, and they are now professionally and intellectually equal to their male counterparts in all fields and careers. Regardless of their advancement in the workforce or the professions, Lao women still hold true to, and practice the traditional role and behavior of a gentlewoman. We are gracious and poised in every way possible, and most importantly, we are the main keepers of our cultural heritage and tradition. Moreover, Lao women also have an important role in instilling and following the religious rites and practices of Buddhism.”

I am always interested in hearing about Lao women, and I am very concerned about the current problems that they face, especially since these problems have never existed before in Laos.

“Tragically in 1975, an unexpected event occurred in Laos where many husbands and heads of households, were arrested and sent for re-education because of their political affiliation with the previous regime. So the wives, now the heads of the households, had to save the rest of their families by taking them away from their native land and seeking refuge in third countries. Even though Lao women were loyal followers of their husbands, in time of need, and for the sake of their children’s future and happiness, they easily and confidently took the lead role in rescuing their families, providing them with new homes in new lands.”

“I myself was no exception, for I, too, had to weather many storms, many struggles, and much hardship in my life. During my exile, my thoughts and love were with my father, mother, brothers, other relatives, and all those who were taken by the Communists and whose fates were never revealed to anyone. I have traveled to many places, many countries, where, regardless of where they are, Lao women still hold true their dual roles of being a mother and being a worker/professional in their fields.”

“Admirably, they continue to instill religious values, Lao geography, history, cultural heritage and tradition, arts and literature, and Lao, the native language of our country, to their children from generation to generation. Some of them even manage to obtain prestigious degrees and are currently executives in companies and organizations. I proudly applaud them for their outstanding accomplishments.”

“Currently, we Lao women have securely settled down in third countries; however, I am thinking of those of us who are still left behind in our homeland and have to face daily struggles and difficulties in their lives. They have to do what it takes for them, and their families to survive. In addition, there are alarming new threats to Lao women such as AIDS, and drugs which are spreading widely in Laos.”

“I appeal to Lao women, all overseas Lao, to come together and focus our efforts on improving the conditions of our fellow countrymen still in Laos. This is a plea to all Lao women to come together, to pay attention to the fate of the Lao people. Now Lao women can play a significant role in bringing all Lao together to find political means to bring back to our country freedom and democracy, which constitute the prerequisite condition for national development.”

“I am always interested in hearing about Lao women, and I am very concerned about the current problems that they face, especially since these problems have never existed before in Laos. Upon hearing these struggles that face them daily, I am saddened and disheartened about the lives of our Lao women who have to struggle daily with these problems. As far as organizing the prevention and the fight of AIDS is concerned, I have not contacted anyone yet. I think it’s important for these women, for us, to come together and work collectively…”

Original reporting by RFA’s Lao service. Edited for the Web in English by Sarah Jackson-Han and Luisetta Mudie. Please continue to send contributions to RFA’s Women in Their Own Words project to women@rfa.org .

July 16, 2014

โครงการเขื่อนกั้นลำน้ำโขงที่ “สีพันดอน” เมืองโขง แขวงจำปาสัก

ประเทศเพื่อนบ้าน

เขื่อน”ซีพี”

By on 9 กรกฎาคม, 2014

Click on the link to get more news and video from original source:  http://transbordernews.in.th/home/?p=4770

image

สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ทยอยดำเนินแผนงานก่อสร้างเขื่อนทั่วประเทศทั้งหมด 5 กลุ่ม จำนวนทั้งสิ้น 92 โครงการไปเรื่อยๆ ตามเป้าหมาย “แบตเตอรี่แห่งอุษาคเนย์”

ไม่สนใจว่า เขื่อนจะทำลายล้างวิถีชีวิตคน ชุมชน และแหล่งอาหารโลกอย่างไร

จนเมื่อผมมีโอกาสไปเก็บข้อมูลวิถีชีวิตชาวประมงที่ “สีพันดอน” เมืองโขง แขวงจำปาสักอีกครั้งสัปดาห์ก่อน ตามคำชวนของโครงการพัฒนาทักษะการสื่อสาร ประเด็นสร้างเสริมสุขภาวะในพื้นที่พรมแดน

ขากลับมีโอกาสแวะสังเกตการณ์พื้นที่ก่อสร้างหนึ่งใน 92 โครงการ ความน่าสนใจอย่างยิ่งไม่เพียงเพราะกั้นแม่น้ำโขงเท่านั้น แต่ความน่าสนใจยังอยู่ตรงชื่อเจ้าของโครงการคือ “บริษัท เจริญเอ็นเนอร์ยี แอนด์ วอเทอร์ เอเชีย จำกัด” หนึ่งในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี)

ถือเป็นครั้งแรกที่ซีพีหันมาเอาดีทางธุรกิจพลังงาน หลังจากเข้าไปทำธุรกิจและอุตสาหกรรมการเกษตรในลาวมานานเกิน 20 ปี

ไม่กี่สัปดาห์ก่อน เจ้าหน้าที่บริษัทยกทีมลงพื้นที่หมู่บ้าน 4 แห่งบริเวณหัวงานสร้างเขื่อน พูดแบบสุภาพคือเก็บข้อมูล แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านในข้อดี และประโยชน์โครงการ

พูดอย่างหยาบคายคือ เป็นหนึ่งในแผนเตรียมการอพยพ 4 หมู่บ้าน ราว 1,000 หลังคาเรือนออกไปอยู่พื้นที่อื่น

เขื่อนแห่งนี้ชื่อ “เขื่อนภูงอย” (Phou Ngoy) มีกำลังผลิตไฟฟ้า 651 เมกะวัตต์ สร้างกั้นลำน้ำโขงที่เมืองปากเซ แขวงจำปาสัก จัดอยู่ในกลุ่มลงนามสัญญาข้อตกลงเพื่อการพัฒนาโครงการ (Project Development Agreement) แล้วเมื่อปี 2553 ลาวให้เวลาศึกษาความเป็นไปได้ในทางเศรษฐกิจ วิชาการ สิ่งแวดล้อม และสังคมจนถึงปี 2561

ย้อนกลับไปปี 2551 ชัชวาล เจียรวนนท์ ประธานบริษัท เจริญเอ็นเนอร์ยีฯ กับทองมี พมวิไซ รมช.กระทรวงแผนการและการลงทุนของลาว ร่วมเซ็นบันทึกช่วยความจำเพื่อความเข้าใจโครงการเขื่อนแห่งหนึ่งที่นคร เวียงจันทน์

ในบันทึกดังกล่าว รัฐบาลลาวอนุญาตให้เครือซีพีสำรวจและศึกษาโครงการเขื่อนกั้นลำน้ำโขงที่จุด บ้านลาดเสือ เมืองซะนะสมบูน แขวงจำปาสัก ภายในเวลา 30 เดือน หากคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ผู้ลงทุนจากไทยจะได้รับอนุญาตให้ก่อสร้าง มีอายุสัมปทาน 30 ปี

แต่ด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบ เขื่อนลาดเสือแปรเปลี่ยนมาเป็นเขื่อนภูงอย และย้ายจากเมืองซะนะสมบูนมาอยู่ปากเซ

ผมเดินขึ้นวัดภูงอย ความสูงระดับ 400 ขั้น ไปถ่ายภาพมุมสูง ดูจุดที่จะสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงบริเวณดอนเลา โดยดอนเลาจะเป็นเหมือนแกนกลางเขื่อนพอดี

พูดคุยกับชาวบ้านจึงทราบว่า ทางเจ้าหน้าที่บริษัท และเจ้าหน้าที่รัฐยืนยันว่า น้ำจะไม่ท่วมบริเวณนี้แน่ แม้ส่วนใหญ่จะรับฟังด้วยดี แต่ชาวบ้านก็ไม่เชื่อ ต่างยืนยันว่าจะไม่ยอมย้ายหนีไปไหน

“แกนนำชาวบ้านบางคนถึงกับท้าว่า มีเขื่อนวันไหน จะยืนรออยู่ตีนภูงอย ถ้าน้ำไม่ท่วมตีนภู ให้เอาปืนมายิงหัวตรงนั้นเลย”

ไม่รู้ซิครับ ขายไก่ซีพี ปลาซีพี ข้าวแกงซีพีแล้ว นี่ยังจะขาย “ไฟฟ้าซีพี” อีกเหรอ

ผลิตโภคภัณฑ์ขายจนรวยเละ ภาพลักษณ์เฟี้ยวฟ้าวแล้ว อยู่ดีไม่ว่าดี จะข้ามพรมแดนไปรบกวนชาวลาวให้เสียรังวัดทำไม

ข้อยบ่เข้าไจ๊เจ้าจิงๆ
——————-
อนึ่ง ภายหลังจากงานเขียนชิ้นนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ทางทีมประชาสัมพันธ์ของซีพีได้โทรศัพท์แจ้งมายังผู้เขียนว่า โครงการนี้ไม่อยู่ในเครือซีพี โดยนายชัชวาลเป็นหลาน มิได้เกี่ยวข้องกับกิจการซีพี

คอลัมน์ โลกนี้มีรากหญ้า มติชน 8 กค.

—————-
ประเทศเพื่อนบ้าน

ข้อเท็จจริงจากสีพันดอน-ดอนสะโฮง บนทางเลือก เขื่อน vs วิถีดั้งเดิม

By on 5 กรกฎาคม, 2014

Click on the link to get more news and video from original source:  http://transbordernews.in.th/home/?p=4744
image
ความแรงของน้ำทำให้ได้ยินเสียงดังมาแต่ไกล เมื่อเดินไปถึงริมตลิ่งเห็นไอน้ำฝอยฟุ้งตามโตรกหินต่างๆ ขณะที่เรือน้อยลำหนึ่งยังสามารถแล่นฝ่าสายน้ำเชี่ยวกรากได้อย่างน่าอัศจรรย์ ใจ แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ ทั้งที่เป็นเจ้าของหลี่และทีมงาน รวมทั้งพ่อค้าที่มารับซื้อปลา กำลังนั่งคุยฆ่าเวลาเพื่อเตรียมตัวลงหลี่ในช่วงบ่ายแก่ๆ
หลี่เป็นเครื่องมือจับปลาขนาดใหญ่ที่นิยมใช้กันในเมืองโขง แขวงจำปาสัก ทางตอนใต้สุดของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว)
ทีมงานโครงการพัฒนาทักษะการสื่อสารทำข่าวสืบสวนฯ พร้อมด้วยนักข่าว 4-5 คนยืนอยู่ที่บริเวณตาดโพ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของฮู (รู)สะโฮง แขนงของแม่น้ำโขงที่แตกกระจายเป็นช่องน้ำต่างๆมากมายเมื่อ “น้ำโขง”หรือ “น้ำของ”ไหลมาถึงสีพันดอน หรือ 4,000 ดอนปลายเดือนมิถุนายน 2557 พวกเราเดินทางเข้าไปสู่เมืองโขง ภายหลังจากชาวบ้านส่งข่าวมาแจ้งว่าฤดูกาลจับปลากำลังเริ่มต้นขึ้น และกองทัพปลากำลังเคลื่อนตัวจากทางใต้สู่สีพันดอน เราจึงเร่งสำรวจฮูสะโฮงในช่วงฝนนี้ เพราะหวั่นใจว่าอีกไม่นานสภาพความอุดมสมบูรณ์ที่เห็นอยู่ในเบื้องหน้าจะกลาย เป็นเพียงอดีต เพราะรัฐบาลลาวได้ให้สัมปทานแก่นักลงทุนสัญชาติมาเลย์ในการสร้างเขื่อนปิดฮู สะโฮง ในวันที่พวกเรากำลังลงพื้นที่อยู่นั้น อีกด้านหนึ่งคณะมนตรีแม่น้ำโขงก็ได้จัดประชุม MRC Council Meeting ขึ้นที่กรุงเทพฯการประชุม 4 ประเทศสมาชิก คือลาว ไทย กัมพูชา เวียดนาม ได้มีวาระหารือสำคัญ คือกรณีเขื่อนดอนสะโฮง ซึ่งตั้งแต่ปลายปีที่แล้วสปป.ลาว ได้ยื่น “แจ้งล่วงหน้า” หรือ Prior Notification ตามข้อตกลงแม่น้ำโขง พ.ศ.2538 โดยถือว่าการสร้างเขื่อนครั้งนี้เป็นอธิปไตยของตน ในขณะที่เวียดนาม กัมพูชา รวมทั้งไทย ได้แสดงความไม่พอใจและต้องการให้ลาวเข้ากระบวนการ “ปรึกษาหารือล่วงหน้า” หรือ Prior Consultation เนื่องจากเห็นว่าเขื่อนแห่งนี้อาจมีผลกระทบข้ามพรมแดนไปถึงประเทศอื่นๆ และเรียกร้องให้ชะลอโครงการไป 10 ปีเพื่อศึกษาผลกระทบให้รอบคอบimage

ท่าทีจาก 3 ประเทศตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาทำให้ในครั้งนี้ทางการลาวยอมถอย 1 ก้าว อย่าไรก็ตามนายวีระพง วีระวง ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานและเหมืองแร่ของลาวยังยืนยันชัดเจนว่า “ด้วยความร่วมมือ รัฐบาลลาวจะเดินหน้าพัฒนาโครงการ (เขื่อนดอนสะโฮง) อย่างรับผิดชอบและยั่งยืน”

กระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า มีขั้นตอนคือลาวส่งเอกสารโครงการให้แก่ MRC และประเทศสมาชิก จากนั้นแต่ละประเทศจัดเวทีหารือ ตามแต่ที่กำหนดไว้ในกฎหมายของประเทศตน (กรณีเขื่อนไซยะบุรี ไทยจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน 3 ครั้ง แต่ชาวบ้านเห็นว่าไม่เพียงพอจนนำมาซึ่งการฟ้องศาลปกครอง ซึ่งศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งรับฟ้องคดีสัญญารับซื้อไฟฟ้าเมื่อปลายเดือน มิย. )

กระบวนการนี้มีกรอบเวลา 6 เดือน เท่ากับว่าการก่อสร้างยังไม่ควรเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีนี้ แต่นายฮันส์ กุตส์แมน ผู้บริหาร MRC ก็ได้ออกตัวว่าไม่มีกระบวนการให้ประเทศสมาชิก “โหวต” ไม่ให้ก่อสร้างเขื่อนน้ำโขง แม้จะเกิดประเด็นข้ามพรมแดนก็ตาม

ความคลุมเครือจากที่ประชุมMRC เป็นเช่นนี้มาโดยตลอด ขณะที่ชาวบ้านที่หากินอยู่กับปลา อยู่กับหลี่ แทบไม่เคยรับรู้ข่าวสารใดๆ และได้แต่ก้มหน้าเผชิญชะตากรรมเมื่อทางการลาวสั่งเตรียมตัวห้ามหาปลาโดยใช้ หลี่
“เขาบอกว่าปีนี้ให้ทำหลี่ได้เพราะเรายังไม่มีอาชีพอื่น แต่ผมก็ไม่รู้ว่าเขาจะห้ามเด็ดขาดเมื่อไหร่ เพราะฮูอื่นๆทั้งที่ฮูช้างเผือก ฮูสะดำ เขาห้ามทำหลี่แล้ว ผมคิดว่าพอเขาสร้างสะพานเสร็จก็คงห้ามเรา” พ่อตัน (นามสมมุติ) คนหาปลาบอกถึงความกังวลใจ แกมีหลี่อยู่ 3 หลัง แต่ปีนี้น้ำท่วมไปแล้ว 2 หลังซึ่งก็ได้ปลาไปแล้วมากพอสมควร เหลืออีก 1 หลังซึ่งยังได้ปลาอยู่วันละนับร้อยกิโลกรัม
ตาดโพเป็นระบบนิเวศที่สำคัญของฮูสะโฮง และชาวบ้านใช้เป็นพื้นที่สร้างหลี่และลวง หากเมื่อใดสร้างเขื่อนปิดท้ายฮูสะโฮงสำเร็จ บริเวณนี้จะกลายเป็นอ่างเก็บน้ำที่ไม่เหลือร่องรอยของตาดโพและหลี่อีกต่อไป

เฉพาะที่ตาดโพมีหลี่อยู่ 20 กว่าหลัง และลวง 7 หลัง ทั้งหลี่และลวงเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของคนสีพันดอนอันน่าทึ่ง โดยหลี่อาศัยความเชี่ยวกราดของกระแสน้ำให้เป็นประโยชน์ ซึ่งโดยธรรมชาติของปลาจะว่ายทวนน้ำขึ้นไปหากินและวางไข่โดยเฉพาะในฤดูน้ำ หลาก หลักการของหลี่คือปลาตัวใดที่ไม่สามารถต้านความแรงของน้ำได้ก็จะไหลตาม น้ำตกลงไปในหลี่ที่วางอยู่ตามฮูน้ำต่างๆ แต่ไม่ใช่ว่าทุกฮูจะสร้างหลี่ได้ ตรงนี้เป็นภูมิปัญญามาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ เพราะต้องรู้ว่าฮูใดมีปลาว่ายและหากหมดแรง ปลาจะตกมาในทิศทางใด

ส่วนลวงนั้น หลักการก็เหมือนลอบดักปลาในบ้านเรา เพียงแต่สร้างเป็นกรงใหญ่สี่เหลี่ยมโดยหล่อเสาหลักให้แน่น เพื่อให้ต้านทานความแรงของสายน้ำ และขังปลาขนาดใหญ่ไว้ได้

“หลี่ของพ่อเป็นมรดกมาจากบรรพบุรุษ ไม่รู้ว่ากี่รุ่นต่อกี่รุ่น ตั้งแต่จำความได้ก็ตามปู่ ตามพ่อ ไปหลี่แล้ว รวมๆแล้วหลี่นี่น่าจะอายุเป็นร้อยๆปี สมัยก่อนปลามากมายกว่านี้ บางปีหนักถึงขนาดหลี่แตก เพราะเราเข้าไปเก็บปลาไม่ทัน ขนาดจ้างคนช่วยกันขน ก็ยังไม่ทัน พอปลามันอัดกันมากๆแล้วโดนกระแสน้ำแรงๆ หลี่ก็แตก เราเจอเหตุการณ์แบบนี้มาหลายครั้งแล้ว บางทีต้องรีบตักปลาทิ้งอย่างไม่เสียดาย” พ่อตันเล่าถึงบรรยากาศในวันที่กองทัพปลามาถึงเมื่อครั้นอดีต
ผู้เฒ่าบอกว่าที่ผ่านมาทางการลาวได้ปิดประกาศห้ามหาปลาโดยใช้หลี่ โดยแจ้งว่าจะหาอาชีพใหม่มาทดแทน แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่มีอะไรชัดเจน ที่สำคัญคือยังไม่มีใครพูดถึงเรื่องค่าชดเชยใดๆ “ต่อให้ใครมาซื้อสัก 200 ล้านกีบ พ่อก็ไม่ขาย เพราะหลี่หากิน หาอยู่ได้ทุกปี แค่ปีที่แล้วเพียงปีเดียว เราได้เงินจากการขายปลาคนละ 20 ล้านกีบ จากจำนวนคนทั้งหมด 7 คน พ่ออยากเก็บหลี่ไว้ให้ลูกให้หลานได้มีอยู่มีกิน เหมือนที่ปู่และพ่อยกสมบัติชิ้นนี้ให้เรา”
แต่ดูเหมือนความต้องการของพ่อตันกับความเป็นจริงจะสวนทางกัน เพราะขณะนี้บริษัทที่ได้รับสัมปทานสร้างเขื่อนกั้นฮูสะโฮงได้เริ่มสร้าง สะพานจากแผ่นดินใหญ่บริเวณเวินคามมาสู่ดอนสะดำซึ่งอยู่ติดกับฮูสะโฮง เพื่อขนเครื่องมือและอุปกรณ์หนักเข้ามาใช้สำหรับสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ แต่เขื่อนดอนสะโฮง มีกำลังผลิตติดตั้งเพียง 260 เมกกะวัตต์ เทียบได้เป็น 2 เท่าของเขื่อนปากมูลเท่านั้น

“หากเขามาสร้างเขื่อนจริงๆ เราจะไปทำอะไรได้ รัฐบาลว่าอย่างไร เราก็ต้องทำตามนั้น” น้ำเสียงของพ่อเฒ่าดูเหมือนปลงตกและยอมจำนนต่อโชคชะตา เช่นเดียวกับคนเล็กคนน้อยทั่วไปในลาว สุดท้ายเมื่อทางการอ้างถึง“ประโยชน์ส่วนรวม” ก็ยากที่จะตั้งคำถามอื่นใด

เย็นย่ำแล้ว ชาวบ้านบางส่วนกำลังช่วยกันต้อนปลาอยู่ในลวงพร้อมกับมีเสียเฮเล็กๆทุกครั้ง เมื่อได้ปลาเพี้ยขนาด 2-3 กิโลกรัม ขณะที่อีกหลายคนช่วยกันหอบหิ้วปลาขนาดใหญ่ที่ได้จากหลี่ขึ้นมาขายพ่อค้าคน กลาง ส่วนปลาเล็กแบ่งกันเป็นกองๆ เพื่อเอากลับไปทำกินที่บ้าน

แม้ปีนี้จะได้ปลาไม่เยอะเหมือนปีก่อน แต่พวกเขายังหวังว่าในปีต่อๆไปจะยังมีโอกาสหาปลาที่ตาดโพเช่นเดิม เหมือนกับวิถีที่เคยเป็นมานับร้อยๆปี

เรื่อง และภาพโดย โลมาอิรวดี

————-

ประเทศเพื่อนบ้าน

ข้อเท็จจริงจากสีพันดอน-ดอนสะโฮง บนทางเลือก เขื่อน VS วิถีดั้งเดิม (จบ)

By on 11 กรกฎาคม, 2014

Click on the link to get more news and video from original source:  http://transbordernews.in.th/home/?p=4785

image

เรือน้อย 4 ลำวิ่งลัดเลาะยอดลำแซงที่โผล่พ้นน้ำมาแค่ยอดไม้ ซึ่งเมื่อไม่กี่วันก่อนบริเวณนี้ยังคงเป็นป่าดอนริมน้ำโขง แต่พอกลางเดือนมิถุนายน น้ำได้สูงเอ่อขึ้นจนท่วมท้น ซึ่งเป็นวัฎจักรประจำปีของระบบนิเวศในสีพันดอน ดินแดนทางตอนใต้ของประเทศลาว

เมื่อน้ำใหญ่มาถึง หรือเข้าสู่ฤดูน้ำหลาก นั่นหมายถึงเทศกาลจับปลาครั้งใหญ่มาถึงแล้วเช่นกัน ทั่วทั้งเมืองโขง แขวงจำปาสัก จึงคึกคักเป็นอย่างมาก ไม่น่าเชื่อว่าสัตว์น้ำประเภทเดียวที่ชื่อ “ปลา”จะทำให้ระบบเศรษฐกิจทั้งเมืองหมุนเวียนเติบโตอย่างมีชีวิตชีวา

ช่วงปลายเดือนมิถุนายนจนถึงต้นเดือนกรกฎาคม 2557 สื่อมวลชนกลุ่มเล็กๆโดยการสนับสนุนของทีมงานโครงการพัฒนาทักษะการสื่อสารทำ ข่าวสืบสวนฯ ได้ชักชวนกันมาสำรวจความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำโขงในฤดูที่กองทัพปลากำลังมา เยือนสีพันดอน

นอกจากได้เห็นปลามากมายที่กองอยู่ในตลาดนากะสังซึ่งเป็นสถานที่รับซื้อ ปลาใหญ่ที่สุดในเมืองโขงแล้ว พวกเรายังได้ตระเวนดูการจับปลาด้วยวิธีต่างๆโดยเฉพาะ “หลี่” ซึ่งได้ปลาคราวละมากๆ

image

พวกเราเดินทางไปยังดอนคอนเกาะ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองโขงและติดกับชายแดนลาว-กัมพูชา โดยต้องนั่งเรือลำเล็กเพราะต้องลัดเลาะเกาะแก่งต่างๆ และน้ำอันเชี่ยวกรากในหลายช่วงซึ่งเรือใหญ่ไม่สามารถไปได้ ที่สำคัญคือคนขับเรือต้องมีความรู้ความชำนาญพื้นที่พอสมควร

เมื่อใกล้ถึงดอนคอนเกาะ เห็นกำแพงน้ำมาแต่ไกล โดยบริเวณดังกล่าวในหน้าแล้งจะเห็นเป็นน้ำตกจากหน้าผาใน 3 จุดที่ชาวบ้านเรียกว่าคอนฝั่ง คอนขามและคอนหลง แต่พอถึงหน้าน้ำ เมื่อแม่น้ำโขงยกระดับขึ้น ทั้ง 3 คอนได้เชื่อมต่อกันกลายเป็นกำแพงน้ำขนาดใหญ่ยาวนับกิโลเมตร

“ปีนี้เราได้ปลากันไม่เยอะ เพราะน้ำมาเร็วและเป็นน้ำที่ใส ไม่เหมือนปีก่อนๆที่พอฝนตกแล้วน้ำค่อยๆมาและเป็นน้ำขุ่น ทำให้ปลามาไม่ทัน กว่าปลาจะมาถึงน้ำก็ท่วมหลี่ไปเยอะแล้ว” พ่อเฒ่ารายหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าของหลี่บนดอนคอนเกาะ เล่าถึงสถานการณ์การหาปลาในปีนี้ ซึ่งตรงกับคำบอกเล่าของคนหาปลาในหลายแห่ง

image

“ปีนี้เพิ่งได้ปลาไปไม่กี่ร้อยโล” คำพูดของแกดูเหมือนพูดเล่น ทำเอาคนนอกตาโต แต่ในความเป็นจริง คนที่นี่เขานับปลากันเป็นตัน เพราะแต่ละปีมีปลาลงหลี่มากมาย บางหลี่ปีเดียวได้ปลานับสิบตัน

นอกจากในช่วงต้นฝนเดือน 6-7 ที่ได้ปลากันมากๆแล้ว ช่วงเดือน 9 ปลาจะลงหลี่มากอีกครั้ง โดยเฉพาะในย่านตอนคอนเกาะ

สีพันดอนในซีกตะวันตกนี้ มีคอนและเกาะแก่งมากมาย ซ่อนเร้นความอุดมสมบูรณ์และความงามของน้ำตกไว้ให้ชวนอัศจรรย์ใจ

แต่ที่น่ากังวลคือขณะนี้มีโครงการสร้างเขื่อนอย่างน้อย 2 แห่งกำลังล้อมกรอบสีพันดอน โดยโครงการแรกคือเขื่อนดอนสะโฮง ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ แม้ล่าสุดในการประชุมคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (เอ็มอาร์ซี) ที่จัดขึ้นในกรุงเทพฯ ทางการลาวจะมีท่าทีรับฟังเสียงท้วงติงของเวียดนาม กัมพูชา และไทย มากขึ้น และยอมให้โครงการเขื่อนดนสะโฮงเข้าสู่กระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า ตามข้อตกลงแม่น้ำโขง พศ. 2538 แต่ยังประกาศเดินหน้าพัฒนาเขื่อนดังกล่าวต่อไป

ขณะที่ด้านเหนือขึ้นมาจากสีพันดอน บริเวณดอนเลา ใกล้วัดภูงอย ห่างจากเมืองปากเซ เมืองเอกของแขวงจำปาสักเพียง 14 กิโลเมตร และห่างจากอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานีราว 50 กิโลเมตร บริษัทสัญชาติไทยในนามบริษัทเจริญวอเตอร์แอนด์เอนเนอร์ยี เอเชีย ในเครือซีพี กำลังสำรวจข้อมูลในชุมชน เพื่อพัฒนา “โครงการเขื่อนภูงอย” หรือ “ลาดเสือ 2 “

image

“คณะสำรวจได้แจ้งชาวบ้านเบื้องต้นว่าหากสร้างเขื่อนแห่งนี้ต้องอพยพ ประชาชนออกจากพื้นที่ จำนวน 4 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านผักแพว บ้านนาขอนแก่น บ้านดอนปาข่อ และบ้านมอพุ รวมราว 1,000 หลังคาเรือน“ ชาวบ้านในพื้นที่รายหนึ่ง ยืนยันการเดินหน้าของโครงการสร้างเขื่อนภูงอย

เขื่อนภูงอยจะกั้นแม่น้ำโขงในลาวเป็นแห่งที่ 2 นอกจากเขื่อนไซยะบุรีที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งเมื่อปลายเดือนมิถุนายน ศาลปกครองสูงสุดก็ได้มีคำสั่งรับฟ้อง กรณีที่ชาวบ้านไทย 37 คน ในเครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง ได้ฟ้องการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และอีก 4 หน่วยงานรัฐ ซึ่งลงนามสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนไซยะบุรีโดยไม่ปฏิบัติตามกฎหมายของ ประเทศไทย

คะเนจากจุดสร้างเขื่อนภูงอยซึ่งเป็นบริเวณที่แม่น้ำโขงแผ่ออกกว้างเกือบ กิโลเมตร เดาได้ว่าเขื่อนภูงอยจะมีกำลังผลิตติดตั้งไม่ต่ำกว่า 1,000 เมกกะวัตต์ แต่จนถึงวันนี้ข้อมูลเขื่อนยักษ์แห่งนี้กลับมีการเปิดเผยสู่สังคมน้อยมาก

“เราไม่เคยได้ยินว่าจะมีการสร้างเขื่อนข้างบนเลย เคยได้ยินแต่ที่ดอนสะโฮง” ชาวบ้านรายหนึ่งที่กำลังหิ้วปลาพวงใหญ่กลับจากหลี่แสดงอาการกังวลอย่างเห็น ได้ชัดเมื่อได้ยินข้อมูลเกี่ยวกับสร้างเขื่อนแห่งใหม่บนแม่น้ำโขง

“ปีนี้เราได้ปลาน้อย ผมว่ามันก็น่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งมาจากเขื่อนในจีน เพราะน้ำเหนือที่ไหลมาน่าจะเป็นน้ำจากเขื่อน ไม่ใช่น้ำธรรมชาติ เพราะมันใส” เขาคาดเดาปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น ณ สีพันดอน ในปีนี้

“ด้านล่าง เขาก็ระเบิดหินในฮูสะดำและฮูช้างเผือกไปเมื่อปีก่อนแล้ว ทำให้ปีนี้ปลาไม่ค่อยมาที่นี่”

ฮูสะดำและฮูช้างเผือกที่เขาพูดถึงคือช่องน้ำ 2 ด้านที่ขนานกับฮูสะโฮง ซึ่งบริษัทสัมปทานสร้างเขื่อนได้ระเบิดหินในลำน้ำเพื่อให้ปลาว่ายทวนกระแส น้ำขึ้นมายังด้านบน และห้ามชาวบ้านใช้หลี่ในบริเวณดังกล่าว ทำให้ความเดือดร้อนส่งผลกระทบกันเป็นลูกโซ่

สองโครงการเขื่อนที่จะปิดหัวปิดท้ายมหานทีสีพันดอน ทำให้วังเวงใจว่าหากกลไกในภูมิภาคที่มีอยู่สำหรับ 4 ประเทศลุ่มน้ำโขงนั้นไม่สามารถทัดทานโครงการใหญ่ที่สร้างผลกระทบร้ายแรงต่อ ประชาชนนับล้านๆ คนได้

สีพันดอนแหล่งประมงน้ำจืดใหญ่แห่งลุ่มน้ำโขง เคยสะสมความมั่นคั่งด้วยกองทัพปลา จนสามารถสร้างอาณาจักรโบราณอันยิ่งใหญ่ก่อนนครวัด-นครธม วันนี้กำลังสายน้ำกำลังถูกสร้างกำแพงยักษ์กั้น และกองทัพปลากำลังถูกปิดกั้น

หรือวิถีวัฒนธรรมอันยาวนานของคนและปลากำลังในสีพันดอนกำลังกลายเป็นตำนาน

เรื่องและภาพโดย โลมาอิรวดี

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 558 other followers

%d bloggers like this: