Archive for ‘Uncategorized’

October 30, 2014

“เสียดินแดน” เป็นประวัติศาสตร์หลอกไพร่ไปตายแทน (เพราะ “ไทย” ไม่เคยเสียดินแดน )

“เสียดินแดน” เป็นประวัติศาสตร์หลอกไพร่ไปตายแทน (เพราะ “ไทย” ไม่เคยเสียดินแดน )

โดย ธงชัย วินิจจะกูล

วันที่ 08 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เวลา 14:46:14 น.
Click on the link to get more news and video from original source: http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1297151137

-

ความรู้ประวัติศาสตร์เรื่อง “การเสียดินแดน” วางอยู่บนความเข้าใจประวัติศาสตร์อย่างผิดๆ 4 ประการ

1. เข้าใจผิดว่า รัฐสมัยเก่า (ก่อนศตวรรษที่ 20) ถือการครอบครองดินแดนเป็นเรื่องใหญ่
 
ความจริง – รัฐสมัยเก่าไม่ถือการครอบครองดินแดนเป็นเรื่องสำคัญ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสมัยเก่าเป็นเรื่องของเจ้าที่มีอำนาจมากถืออำนาจบาตรใหญ่เหนือเจ้าที่มีอำนาจน้อยกว่า ลดหลั่นเป็นลำดับชั้นกันลงไป คือ เป็นความสัมพันธ์แบบเจ้าพ่อนั่นเอง เจ้าพ่อรายใหญ่ย่อมเรียก “ค่าคุ้มครอง” จากเจ้าพ่อรายเล็กกว่าในรูปของส่วยสาอากรผลประโยชน์ต่างๆและไพร่พล จากนั้นเจ้าพ่อทั้งรายใหญ่รายเล็กก็ไปขูดรีดเอากับไพร่ฟ้าข้าไทในเขตอิทธิพลของตนอีกทอดหนึ่ง

อำนาจของเจ้าพ่อรายเล็กจึงอยู่ที่อำนาจเหนือไพร่ฟ้าข้าไทในเขตอิทธิพลของตน อำนาจของเจ้าพ่อรายใหญ่จึงอยู่ที่อำนาจเหนือเจ้าพ่อรายเล็กและไพร่ฟ้าข้าไทในเขตอิทธิพลของตน อธิปไตยเหนือดินแดนแบบสมัยนี้ยังไม่มี อำนาจขององค์อธิปัตย์หมายถึงอำนาจเหนือคน คือ เหนือเจ้าพ่อรายเล็กและไพร่ฟ้าข้าไท ไม่จำเป็นต้องมีขอบเขตชัดเจน บางทีก็มีบางทีก็ไม่มี ไพร่ฟ้าจะเดินทางไกลไปไหนต่อไหนก็ยังถือว่ายังอยู่ใต้อำนาจของเจ้าองค์เดิม หรือที่เรียกว่า “ใต่ร่มพระบรมโพธิสมภาร” ของเจ้าองค์เดิม

“ดินแดน” ที่รัฐสมัยเก่าหวงแหนสุดขีดคือเมืองและวัง เพราะหมายถึงอำนาจของเจ้าพ่อ รัฐสมัยเก่าไม่หวงแหนชายแดน ยกให้เป็นของขวัญแก่ฝรั่งอังกฤษมาแล้วก็มี

2. เข้าใจผิดว่า เมืองขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของอธิปไตยของรัฐเจ้าพ่อใหญ่

ความจริง – เจ้าพ่อรายเล็กที่ยอมเป็นเมืองขึ้นหรือประเทศราชของรัฐเจ้าพ่อใหญ่ยังคงมีอำนาจเหนือเมือง วัง ไพร่ฟ้าข้าไทและเขตอิทธิพลของตน เพียงแต่ไม่ถือว่าเป็น “อิสระ” (คำว่า “อิสระ” แต่เดิมหมายถึงเป็นใหญ่สูงสุด ความหมายเพิ่งเปลี่ยนเป็น independence พร้อมๆกับรัฐสมัยใหม่ในศตวรรษที่ 20 นี่เอง) จะถือว่าเป็น “อิสระ” ได้ยังไงในเมื่อยอมสวามิภักดิ์ต่อรัฐเจ้าพ่อใหญ่ แต่การสวามิภักดิ์มิได้หมายถึงตกเป็นสมบัติของรัฐเจ้าพ่อใหญ่แต่อย่างใด เพียงหมายถึงยอมอยู่ใต้อำนาจบาตรใหญ่ “ความคุ้มครอง” ของเจ้าพ่อรายใหญ่กว่าและยอมจ่าย “ค่าคุ้มครอง” ตามที่เจ้าพ่อรายใหญ่เรียกมาเท่านั้นเอง

“เขตอิทธิพล” หรือดินแดนที่ไม่มีขอบเขตชัดเจนของเมืองขึ้นหรือประเทศราชจึงไม่ใช่สมบัติของเจ้าพ่อรายใหญ่ แต่แน่นอนว่าเจ้าพ่อใหญ่อย่างเจ้ากรุงเทพฯย่อมถือว่าประเทศราชเป็นสมบัติของตน

ทัศนะที่ถือว่าประเทศราชและดินแดนชายขอบอำนาจเป็นของประเทศไทยมาแต่โบราณ เช่น สุโขทัยเป็นเจ้าของทั้งแหลมมลายู จึงเป็นทัศนะประวัติศาสตร์แบบเจ้าพ่อใหญ่ เช่น เจ้ากรุงเทพฯ เจ้าอังวะ หงสา ฯลฯ แต่ทว่าไทย/สยามที่เป็นรัฐแบบชาติสมัยใหม่กลับรักษาทัศนะประวัติศาสตร์ของเจ้ากรุงเทพฯและยกให้เป็นประวัติศาสตร์แห่งชาติอีกด้วย ประวัติศาสตร์ไทยจึงเป็น “ราชาชาตินิยม” คือไม่ใช่แค่ชาตินิยมอย่างประเทศอื่น แต่เป็นชาตินิยมที่คิดแบบเจ้ากรุงเทพฯ เช่น ถือว่าประเทศราชและดินแดนชายขอบอำนาจเป็นของประเทศไทยมาแต่โบราณ

3. เข้าใจผิดว่า เมืองขึ้นหรือประเทศราชหนึ่งย่อมขึ้นต่อเจ้าพ่อรายใหญ่เพียงรายเดียว เมืองขึ้นของสยามย่อมขึ้นต่อสยามเท่านั้น ดังนั้นดินแดนประเทศราชย่อมเป็นของประเทศสยามแต่ผู้เดียว
 
ความจริง – ประเทศราชของอยุธยาและกรุงเทพฯแทบทั้งหมดในประวัติศาสตร์เป็นเมืองขึ้นของเจ้าพ่อใหญ่รายอื่นด้วยในเวลาเดียวกัน เช่น พม่า (อังวะ หงสาวดี) และเวียดนาม (เว้ ตังเกี๋ย) เพราะในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสมัยเก่าแบบเจ้าพ่อนั้น รัฐเล็กๆถือว่ายอมอ่อนน้อมต่อเจ้าพ่อใหญ่ดีกว่าโดนเจ้าพ่อลงโทษ ครั้นเจ้าพ่อใหญ่หลายรายมาเรียก “ค่าคุ้มครอง” ก็ยอมซะเท่าที่ยังพอทนไหว (หากทนไม่ไหวค่อยฟ้องเจ้าพ่อ ก. ให้มาจัดการกับเจ้าพ่อ ข.) ประเทศราชของอยุธยาและกรุงเทพฯเป็นประเทศราชของ 2-3 เจ้าพ่อใหญ่ในเวลาเดียวกัน เจ้ากรุงเทพฯมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 รู้ข้อนี้ดีว่าประเทศราชไม่เคยขึ้นต่อสยามแต่ผู้เดียว

ดังนั้น ขอบข่ายอำนาจของเจ้าพ่อใหญ่อย่าง สยาม พม่า เวียดนามจึงซ้อนทับกันเป็นแถบเบ้อเริ่ม เพราะต่างมี่ประเทศราชร่วมกัน อำนาจซ้อนทับแบบนี้ไม่เป็นปัญหาต้องแบ่งปันกันหรือรบราฆ่ากันเพราะทุกรัฐ สมัยเก่าขอแค่ประเทศราชยอมสวามิภักดิ์และจ่ายค่าคุ้มครองสม่ำเสมอเป็นใช้ได้

แต่ครั้นทุกรัฐรับธรรมเนียมสมัยใหม่จากฝรั่งในปลายศตวรรษที่ 19 ที่ไม่ยอมรับอำนาจเหนือดินแดนแบบซ้อนทับอีกต่อไป และถือการครอบครองดินแดนเป็นเรื่องใหญ่ จึงต้องแย่งชิงกันว่าดินแดนของประเทศราชเป็นของใครกันแน่แต่ผู้เดียว ความขัดแย้งระหว่างสยามกับอังกฤษ ฝรั่งเศสสมัยรัชกาลที่ 5 คือ การพยายามแข่งขันกันช่วงชิงดินแดนประเทศราชมาเป็นของตนแต่ผู้เดียว กรณี “เสียดินแดน” คือผลของการแย่งชิงกันแล้วสยามแพ้ สยาม“ไม่ได้ดินแดนมาเป็นของสยามแต่ผู้เดียว” ฝรั่งชนะจึงได้ไป

ประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยมของรัฐไทยสมัยใหม่จึงแย่ยิ่งกว่าเจ้ากรุงเทพฯแบบก่อนศตวรรษที่ 20 เสียอีก คือ หลงคิดว่าประเทศราชเป็นของตนแต่ผู้เดียวมาแต่โบราณ ครั้นแย่งดินแดนประเทศราชกันแล้วแพ้เขา จึงเรียกว่า “ไทยเสียดินแดน”

4. เข้าใจผิดว่า ดินแดนของรัฐสมัยเก่ากำหนดชัดเจนแน่นอนว่าตรงไหนของใคร จึงสามารถพูดได้ว่า ไทยเสียดินแดนไปกี่ครั้งกี่ตารางกิโลเมตร
 
ความจริง – จากที่อธิบายมาข้างต้นคงเห็นแล้วว่า อำนาจดินแดนของรัฐสมัยเก่ามีทั้งซ้อนทับกันและโดยมากไม่กำหนดขอบเขตดินแดนชัดเจน ดินแดนของรัฐสยามสมัยใหม่ที่ชัดเจนมีเส้นเขตแบ่งปันเพิ่งเกิดขึ้นมาก็ต่อเมื่อแย่งชิงกันจบด้วยกำลังทหาร (ซึ่งสยามสู้ฝรั่งไม่ไหว) สยามจึงไม่เคยเสียดินแดนที่ไม่เคยเป็นของตน


ในเมื่อไม่เคยเป็นเจ้าของดินแดนประเทศราช ไม่เคยเป็นเจ้าพ่อใหญ่แต่ผู้เดียวด้วยซ้ำไป แถมอำนาจเหนือดินแดนไม่มีขอบเขตชัดเจน การ “เสียดินแดน” แท้ที่จริงแล้วจึงเป็นการเสียอำนาจแบบเจ้าพ่อแบบโบราณ คือ ไม่สามารถอวดอ้างความเป็นอธิราชได้อีกต่อไป เรียกให้เขาอ่อนน้อมไม่ได้แล้ว เรียกเก็บผลประโยชน์ก็ไม่ได้เช่นกัน ในจารีตแบบรัฐราชาธิราชหรือรัฐเจ้าพ่อแบบสมัยเก่านั้น นี่เป็นการเสียพระเกียรติยศของพระเจ้าแผ่นดินอย่างที่สุดประเภทหนึ่ง ความเจ็บปวดของเจ้ากรุงเทพฯจึงเป็นเรื่องของการที่พระองค์เสียพระเกียรติยศอย่างสาหัส ไม่ใช่การ “เสียดินแดน” ในแบบที่เราวัดกันออกมาได้เป็นตารางกิโลเมตร

กล่าวโดยสรุป ประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมเรื่องการ “เสียดินแดน” มีองค์ประกอบทางปัญญาสำคัญ 2 ประการ คือ

1.ต้องอ้างว่าเป็นเจ้าของดินแดนประเทศราชมาแต่โบราณซึ่งเป็นทัศนะประวัติศาสตร์ของเจ้ากรุงเทพฯ และต้อง ถือเอาความเจ็บปวดของเจ้ากรุงเทพฯมาเป็นของตนด้วย

2.ต้องอ้างว่าเป็นเจ้าของแต่ผู้เดียวแบบชาตินิยมของรัฐชาติสมัยใหม่

องค์ประกอบทั้งสองประการเริ่มประมวลเข้าด้วยกันวาทการวาทกรรมการ “เสียดินแดน” โดยฝีมือของนักชาตินิยมอย่างหลวงวิจิตรวาทการและอีกหลายคนร่วมสมัยกับเขา โดยเริมผลิตมาตั้งแต่ประมาณต้นทศวรรษ 2470 (ก่อนการเปลี่ยนแปลง 2475 เล็กน้อย) และกลายเป็นส่วนสำคัญของลัทธิชาตินิยมของรัฐไทยช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง อันนำไปสู่การ “เรียกร้องดินแดนคืน” ในปี 2483และกรณีดังกล่าวมีผลให้วาทกรรมและความเข้าใจประวัติศาสตร์ (ผิดๆ) เรื่องการ “เสียดินแดน” ฝังแน่นในสังคมไทย

วาทกรรมและประวัติศาสตร์การ “เสียดินแดน” เป็นประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมตัวพ่อ คือ ทั้งทรงพลัง เป็นฐานอย่างหนึ่งที่มีส่วนก่อรูปก่อร่างความคิดชาตินิยมของไทยตั้งแต่เริ่มและยังคงเป็นฐานรากค้ำจุนชาตินิยมของไทยมาจนทุกวันนี้ แถมยังเป็นฐานภูมิปัญญาไทยอย่างหนึ่งที่ให้กำเนิดอุดมการณ์ ความเชื่อ วาทกรรมชาตินิยมอีกมากมาย

ไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีเอกสาร power point ชุดหนึ่งแพร่หลายอย่างกว้างขวาง เสนอว่า “ไทยเสียดินแดน” มาทั้งหมด 14 ครั้ง นี่เป็นตัวอย่างผลผลิตของประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมตัวพ่อที่สามารถผลิตโฆษณาชวนเชื่อเหลวไหลได้อย่างไม่มีขีดจำกัด อ้างไปได้เรื่อยว่าปีนัง ทวาย มะริด ตะนาวศรี ฯลฯ เป็นของไทยแต่เสียไปตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 แม้แต่นักชาตินิยมรุ่นหลวงวิจิตรวาทการยังไม่เคยเพ้อเจ้อไปไกลขนาดนั้น คือในระยะแรกที่วาทกรรมการ “เสียดินแดน” เริ่มปรากฏตัวนั้น อย่างมากก็เสนอว่าเสีย 3-5 ครั้งและทั้งหมดเกี่ยวข้องกับการแย่งชิงกับฝรั่งเศสในสมัยรัชกาลที่ 5 

แต่ยิ่งนานวัน จำนวนครั้งและดินแดนที่อ้างว่าเสียไปกลับมากขึ้นทุกที เพราะตัวเลขเหล่านี้ไม่มีหลักฐานหลักเกณฑ์ใดๆทั้งสิ้น เป็นเพียงการมอมเมาให้ไพร่ราษฎรหลงผิดงมงายกับประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยม เอาความแค้นของเจ้ากรุงเทพฯและความคลั่งชาติมาเป็นความคิดของตน ยอมไปตายแทนเพื่อผลประโยชน์ของชนชั้นปกครองไทย

คนที่ยังหลงงมงายกับประวัติศาสตร์การ “เสียดินแดน” ก็เท่ากับยังหลงเชื่อประวัติศาสตร์แบบที่เจ้ากรุงเทพฯและพวกอำมาตย์ชาตินิยมต้องการ มีแต่คนที่รับใช้เจ้าจนตัวตายรับใช้เจ้านายห้วปักหัวปำเท่านั้นแหละที่เที่ยวป่าวร้องอยู่ในกรุงเทพฯให้ไพร่ราบทหารเกณฑ์ไปตายแทน


 ชาตินิยมที่กำลังบ้าคลั่งอยู่ในขณะนี้ก็เป็นผลผลิตของประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมเรื่อง “เสียดินแดน” ปัญหาเขตแดนระหว่างประเทศเป็นมรดกตกทอดจากยุคอาณานิคมอย่างไม่ต้องสงสัย แถมยังมีอีกหลายแห่งรอบชายแดนประเทศไทย ไม่ใช่แค่ชายแดนกัมพูชา ที่ไม่มีทางแก้ตกง่ายๆ หรืออาจคาราคาซังแก้ไม่มีทางหมดสิ้นก็เป็นได้ เพราะรากเหง้าของปัญหามาจากระบบความสัมพันธ์ของรัฐแบบสมัยก่อนไม่ถือดินแดนที่ชัดเจนตายตัว กับความสัมพันธ์แบบรัฐชาติสมัยใหม่ที่ถืออธิปไตยเหนือดินแดนที่ชัดเจนตายตัวเป็นเรื่องใหญ่ เข้ากันไม่ได้

การวางตัวเป็นเจ้าพ่อใหญ่อย่างที่ทำมาค่อนศตวรรษและกำลังทำอยู่ในขณะนี้ อย่างเก่งก็ชนะได้ชั่วคราว แล้วก็ต้องรบอีกครั้งแล้วครั้งเล่าโดยไม่ได้ช่วยให้ปัญหาคลี่คลายลงเลยสักนิด และหากจะใช้วิธีนี้คงต้องรบกับเพื่อนบ้านทุกด้ายตลอดแนวชายแดน เพราะมีปัญหาทั้งนั้น

 การป่าวร้องว่าเขตแดนเป็นมรดกตกทอดจากยุคอาณานิคม เราจึงต้องไม่ยอมรับแผนที่ฝรั่ง ศาลฝรั่ง เขตแดนแบบฝรั่ง และจึงชอบธรรมที่จะไปเอาดินแดนคืนมา นี่เป็นเหตุผลแบบราชาชาตินิยมวิปลาศแบบสุดๆ คือ ถือว่าไทยยังเป็นเจ้าพ่อที่อ้างความเป็นใหญ่และเป็นเจ้าของดินแดนที่ไม่เคยเป็นของตน นี่ก็เป็นผลผลิตของประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมตัวพ่อ

 คนที่กล่าวหาว่าคนอื่น “โง่” 3-4 ชั้นหลงตามฝรั่งในเรื่องเส้นเขตแดนจนเสียดินแดนให้เขมร คือพวกเกลียดตัวกินไข่ เพราะ ชาติ ชาตินิยม อธิปไตยเหนือดินแดนแบบที่พวกเขาโฆษณาชวนเชื่ออยู่ ล้วนเป็นของที่ไทยรับเอามาจากฝรั่งทั้งนั้น ในเมื่อเราหลีกไม่พ้นที่จะต้องอยู่กับมาตรฐานความสัมพันธ์กันแบบรัฐชาติสมัยใหม่ที่เริ่มมาจากฝรั่ง เราก็ควรรู้เท่าทัน รู้จักปรับตัว ไม่งมงายไปกับชาตินิยมหรือประวัติศาสตร์อันตรายอย่างการ “เสียดินแดน”

คนพวกนี้เที่ยวกล่าวหาคนอื่นว่าหลงฝรั่ง แต่กลับเสพติดงมงายกับสิ่งอันตรายที่ฝรั่งยุคอาณานิคมและยุคฟาสซิสต์ทิ้งไว้ให้สังคมไทย หยุดหลอกลวงประชาราษฎรไปตายแทนลัทธิราชาชาตินิยมเสียที หาทางออกที่มีอารยธรรมกว่าสงครามไม่ดีกว่าหรือ หรือว่าราชาชาตินิยมหมดท่าแล้ว จึงต้องใช้วิถีทางอนารยะบ้าคลั่งอย่างที่พยายามทำกันอยู่

(ที่มา เว็บไซต์ประชาไท) 

October 24, 2014

Viraphonh Viravong’s letter to “The Nation” (Thai News): Laos is acting responsibly on Mekong dam project

Laos is acting responsibly on Mekong dam project

Environmental activists are once again lashing out at the Lao government and the intergovernmental Mekong River Commission (MRC) in the hope that hydropower projects on the Mekong will be delayed or cancelled.

In a September 10 letter to the leaders of Laos, Thailand, Cambodia and Vietnam, activists complained that Laos was acting irresponsibly and that the MRC’s procedures for assessing potential impacts of hydropower development on the Mekong were inadequate.

Earlier this year, many of the same activists lambasted the Laos government for submitting a proposal for the 260-megawatt Don Sahong Hydropower Project to MRC members under the Notification process rather than Prior Consultation procedures under the 1995 Mekong Agreement. Then, in July, in response to member-country concerns, the Laos government agreed to open the Don Sahong project to the more formal Prior Consultation process.

Now, the activists are attacking the MRC and the Prior Consultation process itself. They say the procedures aren’t good enough and the time allotted isn’t long enough. They are demanding more studies and empowerment of carefully chosen “local communities” where anti-dam voices express fear of development.

We wholeheartedly believe that consultation with member countries and development partners can identify further options to improve the design of the Don Sahong dam. This was the case with the first project Laos submitted under the Notifcation, Prior Consultation and Agreement (PNPCA) process – the Xayaburi Hydropower Dam in northern Laos.

Activists blithely dismiss the prior consultation process for Xayaburi as a failure, in part because the MRC’s technical review found that the run-of-river scheme would not have any significant impact on the Mekong’s flow and water quality.

We see the Xayaburi PC as an unqualified success. The process prompted a more careful assessment of possible impacts, a review of measures to avoid, mitigate and minimise these impacts, and ultimately the redesign of the project. In the end, changes to the initial project design addressed potential impacts on the sediment flux, fisheries potential, fish migration and passage and navigation.

It seems that what the activists really want is for the MRC to prevent Laos from building dams on the Mekong. Unfortunately this is not something the MRC can do. The Procedures for Notification Prior Consultation and Agreement set forth in the 1995 Agreement are not a mechanism for approving or rejecting any particular project. The MRC is not a building permits office.

Laos and the developer of the Don Sahong project have had the ecology of the Khone Falls area under study by experts for the past eight years. A dozen technical and engineering studies, environmental and social impact studies and fisheries studies are posted on the Don Sahong website http://www.dshpp.com. These studies suggest there will be no significant impacts to the Mekong’s water flow or quality.

The developers have already begun to address the single-most important environmental issue: dry-season fish migration. With local residents and authorities, they are improving the braids of the Mekong that surround the project site. They have begun to educate local communities about fisheries conservation and new economic opportunities in fish farming. There is every reason to believe there will be more fish in the region in the future, not less.

Laos remains strongly committed to its obligations under the Mekong Agreement during the stipulated six-month PC process. However, during this period, work on roads and a bridge leading to the Don Sahong dam site will continue, as preparatory infrastructure is not a use of Mekong water and not under the purview of the 1995 Agreement.

And while NGOs clamour for a transboundary assessment, the Lao government has already asked the MRC secretariat to set up a joint monitoring team to assess the progress of the Don Sahong project. This goes beyond the scope of prior consultation to ensure continued cross-border cooperation.

Environmental activists are grousing about the MRC consultation process because they are not interested in furthering technical exchange that could identify, minimise and mitigate potential environmental impacts. They are simply out to stop development of hydropower on the Mekong.

By now, they should realise that the Lao government will not be deterred from its commitment to develop clean, renewable hydropower, a source of national pride for the Lao people and a sustainable, reliable source of electricity for the region.

Viraphonh Viravong is Laos’ Vice Minister of Energy and Mines.

 

October 18, 2014

US Government Sanitizes Vietnam War History

US Government Sanitizes Vietnam War History

The Blog Posts

Marjorie Cohn | Become a fan

Professor. Thomas Jefferson School of Law

Posted: 10/17/2014 12:11 pm EDT Updated: 10/17/2014 12:59 pm EDT
Click on the link to get more news and video from original source:   http://www.huffingtonpost.com/marjorie-cohn/us-government-sanitizes-v_b_6003704.html

For many years after the Vietnam War, we enjoyed the “Vietnam syndrome,” in which US presidents hesitated to launch substantial military attacks on other countries. They feared intense opposition akin to the powerful movement that helped bring an end to the war in Vietnam. But in 1991, at the end of the Gulf War, George H.W. Bush declared, “By God, we’ve kicked the Vietnam syndrome once and for all!”

With George W. Bush’s wars on Iraq and Afghanistan, and Barack Obama’s drone wars in seven Muslim-majority countries and his escalating wars in Iraq and Syria, we have apparently moved beyond the Vietnam syndrome. By planting disinformation in the public realm, the government has built support for its recent wars, as it did with Vietnam.

Now the Pentagon is planning to commemorate the 50th anniversary of the Vietnam War by launching a $30 million program to rewrite and sanitize its history. Replete with a fancy interactive website, the effort is aimed at teaching schoolchildren a revisionist history of the war. The program is focused on honoring our service members who fought in Vietnam. But conspicuously absent from the website is a description of the antiwar movement, at the heart of which was the GI movement.

Thousands of GIs participated in the antiwar movement. Many felt betrayed by their government. They established coffee houses and underground newspapers where they shared information about resistance. During the course of the war, more than 500,000 soldiers deserted. The strength of the rebellion of ground troops caused the military to shift to an air war. Ultimately, the war claimed the lives of 58,000 Americans. Untold numbers were wounded and returned with post-traumatic stress disorder. In an astounding statistic, more Vietnam veterans have committed suicide than were killed in the war.

Millions of Americans, many of us students on college campuses, marched, demonstrated, spoke out, sang and protested against the war. Thousands were arrested and some, at Kent State and Jackson State, were killed. The military draft and images of dead Vietnamese galvanized the movement. On November 15, 1969, in what was the largest protest demonstration in Washington, DC, at that time, 250,000 people marched on the nation’s capital, demanding an end to the war. Yet the Pentagon’s website merely refers to it as a “massive protest.”

But Americans weren’t the only ones dying. Between 2 and 3 million Indochinese – in Vietnam, Laos and Cambodia – were killed. War crimes – such as the My Lai massacre – were common. In 1968, US soldiers slaughtered 500 unarmed old men, women and children in the Vietnamese village of My Lai. Yet the Pentagon website refers only to the “My Lai Incident,” despite the fact that it is customarily referred to as a massacre.

One of the most shameful legacies of the Vietnam War is the US military’s use of the deadly defoliant Agent Orange, dioxin. The military sprayed it unsparingly over much of Vietnam’s land. An estimated 3 million Vietnamese still suffer the effects of those deadly chemical defoliants. Tens of thousands of US soldiers were also affected. It has caused birth defects in hundreds of thousands of children, both in Vietnam and the United States. It is currently affecting the second and third generations of people directly exposed to Agent Orange decades ago. Certain cancers, diabetes, and spina bifida and other serious birth defects can be traced to Agent Orange exposure. In addition, the chemicals destroyed much of the natural environment of Vietnam; the soil in many “hot spots” near former US army bases remains contaminated.

In the Paris Peace Accords signed in 1973, the Nixon administration pledged to contribute $3 billion toward healing the wounds of war and the post-war reconstruction of Vietnam. That promise remains unfulfilled.

Despite the continuing damage and injury wrought by Agent Orange, the Pentagon website makes scant mention of “Operation Ranch Hand.” It says that from 1961 to 1971, the US sprayed 18 million gallons of chemicals over 20 percent of South Vietnam’s jungles and 36 percent of its mangrove forests. But the website does not cite the devastating effects of that spraying.

The incomplete history contained on the Pentagon website stirred more than 500 veterans of the US peace movement during the Vietnam era to sign a petition to Lt. Gen. Claude M. “Mick” Kicklighter. It asks that the official program “include viewpoints, speakers and educational materials that represent a full and fair reflection of the issues which divided our country during the war in Vietnam, Laos and Cambodia.” The petition cites the “many thousands of veterans” who opposed the war, the “draft refusals of many thousands of young Americans,” the “millions who exercised their rights as American citizens by marching, praying, organizing moratoriums, writing letters to Congress,” and “those who were tried by our government for civil disobedience or who died in protests.” And, the petition says, “very importantly, we cannot forget the millions of victims of the war, both military and civilian, who died in Vietnam, Laos and Cambodia, nor those who perished or were hurt in its aftermath by land mines, unexploded ordnance, Agent Orange and refugee flight.”

Antiwar activists who signed the petition include Tom Hayden and Pentagon Papers whistleblower Daniel Ellsberg. “All of us remember that the Pentagon got us into this war in Vietnam with its version of the truth,” Hayden said in an interview with The New York Times. “If you conduct a war, you shouldn’t be in charge of narrating it,” he added.

Veterans for Peace (VFP) is organizing an alternative commemoration of the Vietnam War. “One of the biggest concerns for us,” VFP executive director Michael McPhearson told the Times, “is that if a full narrative is not remembered, the government will use the narrative it creates to continue to conduct wars around the world – as a propaganda tool.”

Indeed, just as Lyndon B. Johnson used the manufactured Tonkin Gulf incident as a pretext to escalate the Vietnam War, George W. Bush relied on mythical weapons of mass destruction to justify his war on Iraq, and the “war on terror” to justify his invasion of Afghanistan. And Obama justifies his drone wars by citing national security considerations, even though he creates more enemies of the United States as he kills thousands of civilians. ISIS and Khorasan (which no one in Syria heard of until about three weeks ago) are the new enemies Obama is using to justify his wars in Iraq and Syria, although he admits they pose no imminent threat to the United States. The Vietnam syndrome has been replaced by the “Permanent War.”

It is no cliché that those who ignore history are bound to repeat it. Unless we are provided an honest accounting of the disgraceful history of the US war on Vietnam, we will be ill equipped to protest the current and future wars conducted in our name.

Marjorie Cohn is a professor at Thomas Jefferson School of Law and former president of the National Lawyers Guild. A veteran of the Stanford anti-Vietnam War movement, she is co-author (with Kathleen Gilberd) of Rules of Disengagement: The Politics and Honor of Military Dissent. Her latest book, Drones and Targeted Killing: Legal, Moral and Geopolitical Issues, will be published in October. She is also co-coordinator of the Vietnam Agent Orange Relief & Responsibility Campaign.

 

October 4, 2014

Counselor Thomas A. Shannon Travel to Australia, Vietnam, and Laos October 6-15

October 4, 2014

Laos extends yield curve to the Thai bond market for a third time

IFRAsia

Laos extends yield curve

Click on the link to get more news and video from original source:  http://www.ifrasia.com/laos-extends-yield-curve/21167139.article

-

Laos extends yield curveThe Lao People’s Democratic Republic is to return to the Thai bond market for a third time, extending its sovereign yield curve and setting the pace for more South-East Asian issuers to raise funds in baht.

Laos will open on Monday a three-day subscription to a Bt6bn (US$185m) three-tranche issue, its largest on record. It also includes a seven-year tranche, the sovereign’s longest-dated paper to build out its benchmark yield curve.

The offering comes just as the Thai regulatory agencies are finalising plans to encourage more issuance in Thailand from sovereigns and corporations in frontier markets of Cambodia, Laos, Myanmar and Vietnam.

The Thai Public Debt Management Office is believed to be encouraging foreign issuers from to seek local Thai ratings, and is looking at various options to help credits to gain investment-grade ratings of at least BBB– from local ratings agencies Tris and Fitch.

The Asian Development Bank’s Credit Guarantee and Investment Facility could be one of these sources. Singapore-based Noble Group used a CGIF guarantee to obtain a local AAA rating from Fitch for its Bt2.85bn three-year bond in April last year, a move that other corporate issuers could emulate as ADB and South-East Asian countries work towards an integrated ASEAN economc community.

Ratings will help expand the Thai institutional investor base as some investor houses are unable to buy unrated bonds. The Ministry of Finance of the Lao PDR obtained a waiver on the rating requirement from the Thai Government, but the lack of a rating narrowed the investor base for the country’s baht bonds to mainly high-net worth investors.

Economic ties

There is growing interest in the neighbouring countries as Thailand switches from a low-cost manufacturing base to a high-tech one and companies move low-cost labour-intensive activities into Laos and Cambodia, creating an economic synergy among the countries.

Thai companies are also keen to move into the growing economies of Myanmar and Vietnam. That generates a natural need for baht-denominated funds. The Thai baht is also used as legal tender in Laos.

The latest bond from Laos will pry open the door to corporate issuers from Laos, in particular hydropower producers, which sell electricity to state-owned Egat and are exploring the possibilities of raising funds in Thailand to refinance project bank loans.

“The baht bond market has a role to play in meeting the funding needs of borrowers in the CMLV region,” said Adisorn V Singhsacha, founding partner and managing director of Twin Pine Consulting, referring to Cambodia, Myanmar, Laos and Vietnam. Twin Pine advised the Laos Government on all three of its bond issues in Thailand.

Sovereign bonds from Laos have only been issued in the Thai bond market. The previous two issues, a Bt1.5bn 4.5% three-year bond in May last year and a Bt3bn dual-tranche bond last November, found healthy appetite among Thai high-net worth investors.

However, there is negligible loose paper available in the secondary markets as the high-net worth investors typically buy and hold.

There is still good demand for the Laos paper, prompting the sovereign to emerge again. It priced a three-year bond to yield 4.76%, a five-year to yield 5.2% and a seven-year to yield 5.5%.

To ensure the larger size is achieved, issuer Ministry of Finance of the Lao PDR mandated six joint lead managers, namely sole bookrunner Bank of Ayudhya, Bangkok Bank, Kasikornbank, Krung Thai Bank, Standard Chartered and Thanachart Bank.

Proceeds from the bonds, which will settle on October 10, will be used for the government’s financial budget and for projects that will have positive economic returns. Laos is likely to swap the proceeds into US dollars for its hard currency obligations, as it did for the previous two deals.

 

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 579 other followers

%d bloggers like this: