Archive for ‘Uncategorized’

October 2, 2014

สร้างแน่ๆ เขื่อน 1,400 MW กั้นน้ำโขงที่หลวงพระบาง ใหญ่กว่าเขื่อนไซยะบูลี

สร้างแน่ๆ เขื่อน 1,400 MW กั้นน้ำโขงที่หลวงพระบาง ใหญ่กว่าเขื่อนไซยะบูลี

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์  |  3 ตุลาคม 2557 04:19 น.

Click on the link to get more news and video from original source:  http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9570000113682

สร้างแน่ๆ เขื่อน 1,400 MW กั้่นน้ำโขงที่หลวงพระบาง ใหญ่กว่าเขื่อนไซยะบูลีอีก

แผนที่ทำขึ้นจากแผนที่ของ องค์การ TERRA แสดงที่ตั้งเขื่อนหลวงพระบาง ซึ่งเป็นหนึ่งใน 7 โครงการเขื่อนผลิตไฟฟ้า ที่จะสร้างกั้นลำน้ำโขงทั้งสาย ตั้งแต่เขื่อนปากแบง ที่อยู่เหนือสุดในแขวงอุดมไซ ลงไปจนถึงเขื่อนบ้านลาดเสือ ในแขวงจำปาสักทางใต้สุด ทั้งนี้ไม่นับรวมกับเขื่่อนดอนสะโฮง ที่สร้างกั้น “ฮูสะโฮง” ทางน้ำไหลขนาดใหญ่ในระบบแม่น้ำโขงทางตอนใต้สุดของลาว โครงการเขื่อนหลวงพระบางเงียบหายไป 7 ปี กลับมาโผล่เป็นข่าวอีกครั้งหนึ่งในสัปดาห์นี้.

ASTVผู้จัดการออนไลน์ — รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับเศรษฐกิจและการลงทุนของเวียดนาม ได้บอกกับฝ่ายลาวว่า ผู้ลงทุนจากเวียดนาม จะดำเนินการก่อสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงขนาดใหญ่ที่สุดอีกแห่งหนึ่งในแขวง หลวงพระบางอย่างแน่นอน ถ้าหากคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง เห็นว่าไม่ส่งประทบต่อสภาพแวดล้อมมากมาย และได้ขอให้ลาวช่วยอำนวยความสะดวกในเรื่องนี้ เช่นเดียวกันกับโครงการลงทุนอื่นๆ ของนักลงทุนจากประเทศเพื่อนบ้านแห่งนี้อีกด้วย

นายหวูวันนีง (VU Van Ninh) รองนายกรัฐมนตรี ผู้เป็นอดีตรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งรัฐเวียดนาม กล่าวถึงเรื่องนี้ระหว่างพบหารือกับนายสมสะหวาด เล่งสะหวัด รองนายกรัฐมนตรี ผู้กำกับและชี้นำด้านเศรษฐกิจและการลงทุนของลาวที่ไปเยือน สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สื่อของทางการรายงาน ซึ่งนับเป็นข่าวคราวชิ้นแรกเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างเขื่อนใหญ่ หลังจากเงียบหายไปนานถึง 7 ปี นับตั้งแต่มีการเซ็นบันทึกช่วยจำเพื่อสำรวจศึกษาโครงการ

นายวันนีงบอกกับรองนายกฯ ลาวว่า รัฐบาลเวียดนามได้ชี้นำให้ กลุ่มปิโตรเวียเดนาม รัฐวิสาหกิจน้ำมันและก๊าซแห่งชาติ ให้เข้าลงทุ่นในโครงการนี้ เช่นเดียวกันการลงทุนก่อสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่อีกหลายแห่งในภาคใต้ ของลาว หนังสือพิมพ์ลาวพัดทะนา ของสมาคมนักข่าวแห่งขาติรายงาน

“ท่านได้เน้นหนักว่า รัฐบาลเวียดนามได้ชี้นำกลุ่มบริษัทดังกล่าว ให้สืบต่อลงทุนโครงการนี้ ดังที่ได้ให้คำมั่นสัญญากับรัฐบาลลาว ถ้าหากว่าผลการศึกษา ตีราคา ขององค์การแม่น้ำโขงเห็นว่า โครงการนี้มีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและแหล่งน้ำของแม่น้ำโขงไม่มาก..” สื่อของทางการรายงานในเว็บไซต์

บริษัทพลังงานปิโตรเวียดนาม (PetroVietnam Power Corporation) ได้เซ็นบันทึกช่วยความจำเพื่อความเข้าใจกับรัฐบาลลาวอย่างเงียบๆ ในวันที่ 14 ต.ค.2550 หรือ เมื่อประมาณ 7 ปีก่อน เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการเขื่อน ที่ออกแบบให้มีกำลังผลิตไฟฟ้า 1,410 เมกะวัตต์ โดยจะใช้เวลาสำรวจศึกษาภายในเวลา 30 เดือน ไปจนถึงเดือน มี.ค.2553 สื่อของทางการเวียดนามเปิดเผยเรื่องนี้สู่โลกภายนอกในเดือน ธ.ค.ปีเดียวกัน โดยระบุว่ากลุ่มปิโตรเวียดนาม อาจจะต้องใช้เงินลงทุนถึง 2,000 ล้านดอลลาร์ นั่นคือมูลค่าเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ในขณะที่รัฐวิสาหกิจน้ำมันแห่งชาติ กำลังระดมทุนไปใช้ในการก่อสร้างโรงกลั่นแห่งแรกของประเทศ

ถึงแม้ระยะเวลาที่ระบุไว้ในเอ็มโอยูระหว่างสองฝายจะพ้นไปแล้วก็ตาม แต่ไม่เคยปรากฏข่าวคราวเกี่ยวกับโครงการเขื่อนหลวงพระบางผ่านสื่อของทั้งสอง ฝ่ายอีกเลย ซึ่งทำให้หลายคนเชื่อว่า ฝ่ายเวียดนามอาจจะถูกเลิกล้มไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เวียดนามได้ออกประสานเสียงกับกัมพูชา คัดค้านโครงการเขื่อนไซยะบูลีขนาด 1,285 เมกะวัตต์ มูลค่า 3,000 ล้านดอลลาร์ ที่กำลังก่อสร้าง ห่างลงไปทางใต้เกือบ 200 กม.ในแขวงไซยะบูลีขณะนี้ รวมทั้งคัดค้านเขื่อนดอนสะโฮง ที่สร้างกั้นทางน้ำไหลขนาดใหญ่ ในระบบแม่น้ำโขง ทางตอนใต้สุดของลาว เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม ต่อสองประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ใต้ลงไป

เขื่อนหลวงพระบาง จะสร้างขึ้นทางตอนเหนือของเมืองมรดกโลกหลวงพระบาง คาดว่าจะทำให้เกิดพื้นที่น้ำท่วมตามแนวยาวของแม่น้ำ รวมประมาณ 110 ตารางกิโลเมตร นับเป็นเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงแห่งที่ 2 ในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง ถัดจากเขื่อนปากแบง ขนาด 921 เมกะวัตต์ ของกลุ่มนักลงทุนจากจีน ที่อยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันตกราว 100 กม. ในแขวงอุดมไซ สื่อของทางการไม่ได้ให้รายละเอียดใดๆ อีก เกี่ยวกับผลการสำรวจศึกษาความเป็นไปได้ ของโครงการเขื่อนกั้นลำน้ำโขงขนาดใหญ่ทั้งสองแห่ง สถานะของโครางการในปัจจุบัน ตลอดจนเงื่อนเวลาที่เกี่ยวข้องต่างๆ

หลายปีมานี้ นักลงทุนจากเวียดนามได้ ยังเข้าลงทุนก่อสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าอีก 5 โครงการในภาคใต้ของลาว ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นรัฐวิสาหกิจ เพื่อผลิตไฟฟ้าส่งไปจำหน่ายในเวียดนาม กับอีกส่วนหนึ่ง ขายให้ไทยและกัมพูชา ซึ่งตามรายงานล่าสุด รองนายกรัฐมนสตรีของลาวและเวียดนาม ได้แสดงความยินดี ต่อความตกลที่สองฝ่ายจะสร้างข่ายสายส่งไฟฟ้าเชื่อมระหว่างสองประเทศด้วย.

สร้างแน่ๆ เขื่อน 1,400 MW กั้่นน้ำโขงที่หลวงพระบาง ใหญ่กว่าเขื่อนไซยะบูลีอีก

องค์การ TERRA ไปถ่ายเอาไว้เมื่อหลายปีก่อน ระบุว่าเป็นจุดบนล้ำน้ำโขงทางตอนเหนือของเมืองหลวงพระบาง ที่บริษัทลูกของปิโตรเวียดนาม (PetroVietnam) จะสร้างเขื่อน 1,410 เมกะวัตต์ หลังจากเซ็น MoU สำรวจศึกษาตั้งแต่เดือน ต.ค.2550 ก่อนจะเงียบหายไปนาน ถึงแม้เวลาที่ระบุในบันทึกช่วยจำ จะผ่านไปตั้งแต่ต้นปี 2553 ก็ตาม.

 

October 1, 2014

Why Is Hong Kong Protesting Against China?

October 1, 2014

Hong Kong Is Ready for Democracy, but China Isn’t Ready for a Free Hong Kong

Time - Logo

Hong Kong Is Ready for Democracy, but China Isn’t Ready for a Free Hong Kong

October 1, 2014

Laos Joins Southeast Asian Neighbors in Imposing Stricter Internet Controls

Advocacy Global Voices

Laos Joins Southeast Asian Neighbors in Imposing Stricter Internet Controls

Click on the link to get more news and video from original source:  http://advocacy.globalvoicesonline.org/2014/09/28/laos-joins-southeast-asian-neighbors-in-imposing-stricter-internet-controls/

Laos Prime Minister Thongsing Thammavong has signed a new decree imposing stricter Internet control in the country. Signed last September 16, 2014, the new regulation promotes responsible and “constructive” use of the Internet among Lao netizens.

A few months ago, Lao officials announced that they were studying the experience of other Southeast Asian nations as a guide in drafting an Internet law which they plan to implement this year. They chose the restrictive cyber laws of Myanmar and Vietnam as models in formulating the framework of Laos’ Internet law. Laos officials also reportedly looked at the approach used by China in regulating the Web.

As expected, the result is a law that claims to support the growth of the Internet but actually contains numerous contradictory provisions that undermine free speech and other citizen rights.

Provisions that recognize the privacy rights of Internet users, the protection of intellectual property, and prohibitions on pornography may be less controversial for Laotians. But the law also prohibits sharing photos that “contradict Lao traditions and culture.” The question is this, who will decide whether an obscene image insults Laotian heritage?

The same decree also identified several so-called “cybercrimes” whose definitions are unclear and very broad. They include:

- Disseminating false information against the Lao People’s Revolutionary Party;
– Circulating information that encourages citizens to be involved in terrorism, murder, and social disorder;
– Supporting online campaigns that seek to divide solidarity among ethnic groups and between countries;
– Spreading information that distorts truth or tarnishes the dignity and rights of individuals, sectors, institutions and organizations;
– Sharing of comments whose contents are in line with the abovementioned prohibitions.

Internet service providers are ordered not to provide service to individuals, legal entities or organizations whose movement seeks to undermine the Party and government policies.

View image on Twitter

From this week’s top stories: government issues decree to control internet activity http://wp.me/p45NBN-Ur 

Based on these guidelines, it seems that legitimate criticism of government programs and policies can be interpreted as a criminal act if it creates division, confusion, or “disorder” among the public. It is easy to see how authorities could use the law to prosecute journalists, activists, and other critics of the government.

The law also prohibits the creation of anonymous or pseudonymous accounts online, purportedly in an effort “to ease the efforts of authorities in regulating the Internet.” This is a big blow to citizens who seek to expose wrongdoings in the government through the Internet.

The government believes that this kind of Internet regulation is necessary to prevent abuse and misuse of the Internet as a space for communication and connection. While acknowledging the positive contributions of the Internet to the local economy, Lao officials also warned that it can be used to cause panic in society. They cited the spread of inaccurate information about the Lao Airlines crash and a recently online rumor of human organ trafficking in Attapeu province. In both cases, the Laos government was forced to make official statements to clarify the wrong information.

Despite these excesses, however, the Laos government previously vowed not to block the Internet, believing that it is essential to the “modernization and industrialization” of the country. But the new Internet law will undermine the commitment of Laos officials to keep the Internet open and free. It will discourage netizens from maximizing online spaces to engage public officials and challenge public policies.

The law could also impede the growth of the IT sector. In 2011 there were only 60,000 Facebook users in Laos. Today, more than half a million Lao citizens use the popular social networking site. According to news reports, there are now five telecommunications companies, seven Internet service providers and about 900 computer shops in the country. At this time, what Laos needs is a law that will boost this industry and not something that will unfairly penalize critics, activists, and even ordinary Internet users.

It is unfortunate that Laos has aligned itself with its neighbors in the region that are implementing repressive Internet laws to stifle dissent, intimidate the opposition, and even punish critical citizens. Laos should strive to distinguish itself in the region by adopting a human rights-based framework in regulating the Internet.

October 1, 2014

Adverse conditions stop poorer countries reaching development goals, Laos tells UN

Adverse conditions stop poorer countries reaching development goals, Laos tells UN

Click on the link to get more news and video from original source:  http://www.un.org/apps/news/story.asp?NewsID=48938#.VCyMrRa_6PQ

Deputy Prime Minister Thongloun Sisovlith of Laos addresses the General Assembly. UN Photo/Cia Pak

29 September 2014 – Armed conflicts, political unrests, pandemics, and environmental degradation have impeded efforts by the world’s least developed countries (LDCs) to reach the anti-poverty Millennium Development Goals (MDGs), Laotian Deputy Prime Minister Thongloun Sisovlith told the United Nations General Assembly today.

“As a landlocked and least developed country, the Lao [People’s Democratic Republic] remains vulnerable and still faces numerous challenges, especially in achieving some MDG targets, including reducing child malnutrition, ensuring gender equality in education, reducing child and maternal mortality, and minimizing the impacts of unexploded ordnances dropped during the (Vietnam) war, he told the Assembly’s 69th annual high-level meeting.

He also called for the UN to strengthen itself through the reform of its various organs to “fulfil its obligations in a more effective manner.”

Taking to the podium this afternoon, Cambodia’s Deputy Prime Minister, Hor Namhong, said that climate change is having devastating effects on developing countries as they mostly rely on agriculture and also suffer from typhoons, floods and draughts.

Deputy Prime Minister Hor Namhong of Cambodia addresses the General Assembly. UN Photo/Kim Haughton

For instance, in 2013, heavy monsoon rains caused extensive flooding across Cambodia, claiming 168 lives, causing one billion dollars of damage and affecting 1.8 million people. He underscored the need to further implement the UN principle of “Common but Differentiated Responsibilities”, because industrialized counties emit the largest amount of greenhouse gas, while developing countries become the main victims of climate change.

With the deadline for achievement of the Millennium Development Goals (MDGs) fast approaching, many developing countries had not attained the Goals primarily due to unfulfilled commitments, lack of resources, and food insecurity. Cambodia has made progress by reducing poverty to 19 per cent and reducing HIV prevalence to 0.6 per cent in 2013. He added that the post-2015 development agenda must be realistic and built upon the lessons learned from the difficulties in the realization of the MDGs.

Also speaking today, Kasiviswanathan Shanmugam, Minister of Foreign Affairs of Singapore, said “corruption is a drag on development,” and an intrinsic source of social instability and fighting it required political will and unceasing vigilance.

Foreign Minister K. Shanmugam of Singapore addresses the General Assembly. UN Photo/Kim Haughton

Honest and competent Government is integral to development. Governments need sound and effective institutions. And social capital- the trust that people have in each other, their leaders, and the system- is as necessary to sustainable development as financial capital. Furthermore, he highlighted the importance of sustainable urbanisation.

“To us, a sustainable city means having a competitive economy, environmental sustainability, and a high quality of life for all inhabitants, rich and poor alike,” said Mr. Shanmugam. When pursuing a post-2015 agenda, each society must draw on its own lessons from its own experiences and find solutions according to its national circumstances.

News Tracker: past stories on this issue

Opening General Assembly debate, Ban urges leadership to move from ‘turbulence’ to peace

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 579 other followers

%d bloggers like this: