Archive for ‘Video News’

March 8, 2014

Thailand: จับอารมณ์แบ่งแยกดินแดน แรงผลักของความอยุติธรรมที่ต่อเนื่อง

Prachatai

สัมภาษณ์จอน อึ๊งภากรณ์: จับอารมณ์แบ่งแยกดินแดน แรงผลักของความอยุติธรรมที่ต่อเนื่อง

Click on the link to get more news and video from original source: http://prachatai.com/journal/2014/03/52153

Fri, 2014-03-07 00:32

สัมภาษณ์-เรียบเรียง: พิณผกา งามสม

วีดีโอ: บัณฑิต เอื้อวัฒนานุกูล

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่าที่ของกองทัพอันแสนจะดุดัน เป็นปฏิกิริยาต่อป้าย สปป. ล้านนาที่นำเสนอโดยสื่อฉบับหนึ่ง ดูท่าจะเพิ่มเชื้อฟืนให้กับความขัดแย้งทางการเมืองระลอกนี้หนักยิ่งขึ้น โดยมิพักต้องดูข้อเท็จจริงกันว่า สปป. นั้นย่อมาจาก สมัชชาปกป้องประชาธิปไตย แต่ยังพยายามเดินหน้าดำเนินการตามกฎหมาย หยิบยกจากคลิปคำปราศรัยและข้อความที่สื่อสารกันต่างกรรมต่างวาระมากล่าวหาคน คิดต่างทางการเมืองซึ่งเรียกร้องประชาธิปไตยต่อไป ก็ดูมีทีท่าว่า ข่าวขำๆ เงิบๆ เรื่อง สปป. ล้านนา อาจจะกลายมาเรื่องการแบ่งแยกดินแดนที่อาจจะมีคนได้รับผลกระทบไปเสียจริงๆ ได้ในเร็ววันนี้

ในอีกด้านหนึ่ง ช่วงเวลาเกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมา หากใครติดตามเฟซบุ๊กของ จอน อึ๊งภากรณ์ อดีต ส.ว. เลือกตั้ง และนักกิจกรรมทางสังคมที่คร่ำหวอดอยู่กับประเด็นสิทธิมนุษยชนมายาวนาน จะพบว่า เขาพยายามพูดเรื่องผลเสียหายจากภาวะสงครามกลางเมืองและการแบ่งแยกดินแดน มีนัยยะเหมือนจะส่งสาสน์ในถึงอารมณ์ความขัดแย้งที่คุกรุ่นอยู่ในหมู่ผู้ เรียกร้องประชาธิปไตยรุ่นหลังๆ อยู่ในที ว่าการพูดถึงการแบ่งแยกประเทศกันด้วยอารมณ์อันคุกรุ่น และบางที่ดูเหมือนมีความหวังในเชิงบวกว่าอะไรๆ อาจจะดีขึ้นก็ได้นั้น อาจจะต้องแลกมาด้วยการสูญเสียขนานใหญ่ในความเป็นจริง

ประชาไทสัมภาษณ์ จอน อึ๊งภากรณ์ ด้วยเหตุผลของความประจวบเหมาะในการหยิบยกประเด็นการแบ่งแยกดินแดนขึ้นมา กล่าวถึง แต่ด้วยท่าทีที่ต่างกัน จากฐานคิดที่ต่างกันกับกองทัพ จอนกล่าวในตอนหนึ่งว่า การหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมา เพราะไม่อยากให้มองการบางแนกดินแดนเป็นเรื่องโรแมนติกและบทเรียนจากประเทศ ต่างๆ บอกกับเราว่ามันไม่เคยเป็นเรื่องง่าย และไม่อาจจะเกิดขึ้นได้โดยปราศจากการสูญเสียขนาดใหญ่ แต่เขาไม่ได้เห็นเหมือนกองทัพว่าขณะนี้กำลังมีขบวนการแบ่งแยกดินแดนใดๆ อันเกิดจากความขัดแย้งทางการเมือง แต่มันคือการสะท้อนภาวะอารมณ์ของคนที่ถูกกดขี่ด้วยความอยุติธรรมอันยาวนาน

สำหรับท่าทีของกองทัพต่อประเด็นนี้เขาเห็นว่า กองทัพควรจะหยุดแสดงบทบาทเช่นนี้เสียที และหากเข้าใจความหมายของความมั่นคงจริงๆ แล้ว ก็ควรจะเข้าใจด้วยว่า สิ่งที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติขณะนี้คือการเคลื่อนไหวนอกระบอบรัฐ ธรรมนูญของ กปปส.

ประมาณหนึ่งเดือนที่ผ่านมา คนที่ติดตามเฟซบุ๊กของอาจารย์ก็จะเห็นว่าอาจารย์พูดเรื่องการแบ่งแยกดิน แดนอย่างต่อเนื่อง โดยพยายามชี้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ ทำไมอาจารย์ถึงเริ่มพูดประเด็นนี้

สิ่งที่ผมเป็นห่วง ความรู้สึกของผมในระยะหลังคือฝ่ายประชาธิปไตยกำลังหมดหวังกับทางออกที่ยัง สามารถที่จะรักษาประชาธิปไตยได้ท่ามกลางวิกฤตทางการเมืองปัจจุบันเพราะว่า มองว่าสถาบันสำคัญๆ ในสังคมนี้เอียงไปทางด้านสนับสนุนข้อเสนอ กปปส. เป็นหลัก แม้แต่ระบบศาล ระบบยุติธรรม ทหาร และก็ทำให้รู้สึกว่าในที่สุดอาจจะแพ้ อาจจะต้องมีรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งมาปกครองประเทศ อาจจะมีการปฏิรูปที่เป็นวาระของฝ่ายคุณสุเทพ แต่ไม่ได้เป็นวาระของประชาชนทั้งประเทศเกิดขึ้น อาจจะมีมาตรการที่พยายามบังคับไม่ให้พรรคเพื่อไทยหรือพรรคที่เกี่ยวข้องกับ คุณทักษิณได้มีโอกาสมาลงเลือกตั้งอีก เพราะฉะนั้นทั้งส่วนที่เป็นประชาธิปไตย คนที่ต้องการระบอบประชาธิปไตยกับคนที่สนับสนุนคุณทักษิณก็จะรู้สึกว่า เอ้อ ถ้าเป็นอย่างนี้แบ่งแยกประเทศดีกว่า

ทีนี้เราจะไม่พูดถึงในแง่กฎหมายหรือรัฐธรรมนูญนะ อันนั้นมันผิดกฎหมายอยู่แล้ว ผิดรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว แต่ว่าผมรู้สึกว่ามันค่อนช้างเป็นความคิดแบบโรแมนติก มันเป็นความคิดแบโรแมนติกที่ไม่มองความเป็นจริง คือลองดูประวัติการแบ่งแยกในประเทศอื่น โดยเฉพาะ ยกตัวอย่างอินเดีย ปากีสถาน เขาตกลงกันที่จะแบ่งแยกแต่พอแย่งแยกจริงๆ ฆ่ากันตายเยอะมากเลย ฆ่ากันตายอย่างดหดร้ายทารุณ น่าจะตายเป็นแสน สู้กันระหว่างชุมชนด้วยซ้ำไป ไม่ใช่การสู้กันระหว่างกองทัพ เป็นการฆ่ากันตายในชุมชน เพระว่าอะไร เพราะว่าชุมชนมุสลิมในอินเดียก็มี ชุมชนที่ไม่ใช่มุสลิมในปากีสถานก็มี มันก็เกิดลักษณะฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กัน

ลองดูประเทศไทยจะแบ่งยังไง จะแบ่งเป็นเหลืองกับแดงเหรอ ท่ามกลางจังหวัดที่บอกว่าเป็นแดง ก็จะมีชุมชนของคนที่มีความคิดเห็นไปทางเหลือง ท่ามกลางจังหวัดที่ว่าเหลือง จังหวัดในภาคใต้ก็มีชุมชนของคนเสื้อแดง แบ่งประเทศอย่างนั้นมันไม่เกิดการละเมิดสิทธิอย่างรุนแรง การฆ่ากันเหรอ ผมว่ามันไม่มีทาง และก็การแบ่งแยกประเทศก็คือเท่ากับเป็นการประกาศสงครามกลางเมือง มันแยกกันไม่ออก เพราะว่ามันไม่ใช่การแบ่งแยกประเทศที่เป็นที่ตกลงกันของทุกฝ่ายไม่ได้มาจาก การเจรจาตกลงกันว่าทุกฝ่ายทุกส่วนเห็นสมควรที่จะแยกประเทศ อันนั้นเป็นอีกกรณีหนึ่ง อันนี้เป็นการบางแยกที่ไม่ได้มาจากความเห็นชอบของทุกฝ่ายมันก็คือสงครามกลาง เมืองนั่นแหละ และสงครามกลางเมืองเป็นเรื่องโหดร้าย เป็นเรื่องที่ไม่คุ้มค่า เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าเราต้องต่อสู้กันทั้งประเทศ คือผมเป็นคนเชื่อในระบอบประชาธิปไตย คนที่เชื่อในระบอบประชาธิปไตยต้องต่อสู้เพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตยทั้ง ประเทศ แล้วถ้าแพ้ ผมก็เชื่อว่าแค่แพ้ชั่วคราว ไม่มีทางที่จะกดระบอบประชาธิปไตยลงไปได้นาน ยิ่งในบรรยากาศโลกปัจจุบันนี้ สิทธิเสรีภาพเป็นเรื่องสากล ระบอบประชาธิปไตยเป็นเรื่องสากล คนไทยมีความตื่นตัวทางการเมืองทั้งประเทศ มันไม่สามารถที่จะกดระบอบประชาธิปไตยได้นาน เพราะฉะนั้นเราคงต้องอดทนถ้าหากว่าเกิดฝ่าย กปปส. ชนะ แล้วเกิดรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เกิดการพยายามแก้ไขกติกาต่างๆ ซึ่งไม่ได้เป็นตามความต้องการของคนทั้งประเทศ เราก็ต้องต่อต้าน ต่อสู้ แต่ผมเชื่อในการต่อสู้โดยสันติวิธี ต่อสู้แบบต่อต้าน ไม่ร่วมมือด้วย ใช้สื่อทุกประเภท เพราะว่าเดี๋ยวนี้ประชาชนทุกคนก็สามารถมีสื่อของตัวเองได้ สามารถใช้อินเตอร์เน็ตได้ ผมเชื่อว่าเขาไม่สามารถปิดอินเตอร์เน็ตได้ ก็ต้องต่อสู้กับระบอบเผด็จการจนได้ชัยชนะ

นั่นคือทางที่ทำได้โดยสันติวิธี อาจจะมีการเสียชีวิตบ้าง อาจจะมีการถูกจับ อาจจะถูกขังอยู่บ้าง แต่ไม่โหดร้ายเหมือนการทำสงครามกลางเมืองและสิ่งที่เราต้องการคือ ประชาธิปไตยทั้งประเทศ ไม่ใช่ประชาธิปไตยเฉพาะในส่วนใดส่วนหนึ่งของประเทศ

ที่อาจารย์พูดมาคือการจับอารมณ์ของคนในฝั่งที่เรียกร้องประชาธิปไตย

ใช่ ผมอ่านเฟซบุ๊กมันเห็นชัดอยู่แล้ว ผมคิดว่าจุดเปลี่ยนคือ การตัดสินของศาลแพ่ง อันนั้นเป็นจุดที่เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจน คนเริ่มบอกว่าเนี่ยมันไม่มีที่พึ่งแล้ว ศาลก็พึ่งไม้ได้ คนก็รู้สึกว่าพึ่งศาลไม่ได้มาก่อนแล้ว แต่การตัดสินของศาลแพ่งมันดูชัดเจนเหลือเกินว่าศาลนี่มีธงทางการเมืองแล้ว ทำให้ศาลสามารถที่จะมองเห็นการชุมนุมของ กปปส. เป็นการชุมนุมทางการเมืองโดยสันติได้อย่างไร คนเลยคิดว่าผิดหวังแล้ว รัฐบาลนี้คงไปไม่รอด  รัฐบาลรักษาการไปไม่รอด การเลือกตั้งไปไม่รอด คงไม่มีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งต่อไป ถ้าอย่างนั้นพวกเราที่คิดเหมือนกัน พวกเราที่คิดเหมือนกันเราไปอยู่กันในพื้นที่ที่มีพวกมากหน่อยไม่ดีหรือ อะไรแบบนี้ ความคิดคล้ายๆ อย่างนั้น

แต่ถ้าอาจารย์พูดอย่างนี้ มันเป็นการไปคอนเฟิร์มสิ่งที่ ผบ. ทบ หรือแม่ทัพภาคสาม เขากำลังทำอยู่ คือการเชื่ออย่างปักใจเลยว่ามีขบวนการแบ่งแยกดินแดนเกิดขึ้น อย่ากรณีของ สปป. ล้านนา

อ๋อ ผมไม่ได้คิดว่ามันเป็นขบวนการแบ่งแยกดินแดน ผมคิดว่ามันเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้น มันไม่ได้เป็นขบวนการในความหมายของขบวนการทางการเมือง แต่มนเริ่มมีคนพูดถึงกัน ซึ่งต้องบอกว่าอันนี้เป็นปฎิกริยาจากความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นในสังคม มันเป็นเรื่อธรรมชาติของความอยุติธรรม เมื่อเกิดความอยุติธรรมอย่างต่อเนื่องคนก็เริ่มคิดจะหนี คือผมได้ยินสองกระแส กระแสหนึ่งบอกว่าไปอยู่ประเทศอื่นดีกว่า ไม่อยู่แล้วประเทศไทย ผมคิดว่ามันเป็นความรู้สึกหมดหวังมากกว่า มันไม่ได้จริงจังในความหมายนั้น แต่ผมก็กลัวว่าเยาวชนบางคน บางคนที่ไม่รู้ประวัติศาสตร์หรืออะไรอาจจะเริ่มคิดจริงจังกับมัน

ผมคิดว่า ผบ. ทบ. หรือใครก็ตาม ต้องมองที่ต้นเหตุคือ กปปส. มากกว่า คือขบวนการกปปส. นี่จริงๆ เริ่มต้นจากความชอบธรรม คือเริ่มต้นด้วยการคัดค้านกฎหมายนิรโทษกรรม แต่หลังจากนั้นก็ออกไปนอกเส้นทางประชาธิปไตย มาเรียกร้องระบอบเผด็จการแบบหนึ่ง อันนี้ทำให้คนที่รักประชาธิปไตย หรือคนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยเกิดความผิดหวังอย่างแรง

จริงๆ ต้องแบ่งสังคมออกเป็นสามส่วนในความเห็นผมนะ คือมีคนที่สนับสนุน กปปส. ส่วนหนึ่ง มีคนที่สนับสนุนพรรคเพ่อไทยส่วนหนึ่ง แล้วก็มีคนอีกส่วนหนึ่งทีเป็นคนที่ต้องการระบอบประชาธิปไตย ไม่ได้สนับสนุนใครโดยเฉพาะ แต่ต้องการระบอบประชาธิปไตย ขณะนี้คนที่ผิดหวังก็จะมีสองส่วน คือส่วนคนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย กับส่วนคนที่ต้องการระบอบประชาธิปไตย ซึ่งสองอันนี้ก็ซ้อนกันอยู่เหมือนกัน แต่ผมเชื่อว่าเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศด้วยซ้ำไป

แต่เวลาที่เรากำลังพูด ดูเหมือนว่าเราสามารถเรียกร้อง หรือมีข้อเสนอแนะต่อคนในฝั่งที่เรียกร้องประชาธิปไตย หรือคนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย แต่ในอีกด้านหนึ่ง อารมณ์อันนี้ทำให้คนกลุ่มนี้รู้สึกว่าแยกตัวไปดีกว่า ในด้านหนึ่งถ้าดูมวลชน กปปส. ก็มีลักษณะที่ขับไล่คนอื่นออกนอกประเทศ

ก็ใช่ คืออันนี้คือบรรยากาศของความเกลียดชังที่เกิดขึ้น สิ่งที่ผมอยากบอกคือยิ่งแยกประเทศหรือพูดถึงมากขึ้น หรือถ้าเกิดสงครามกลางเมือง ความเกลียดชังจะถึงจุดที่ไม่สามารถกลับมาดีกันได้อีก คือขณะนี้ผมยังเชื่อว่าความเกลียดชังที่เกิดขึ้นยังอยู่ในจุดที่กลับมาคืนดี กันได้ แล้วผมคิดว่ามันเป็นเรื่องน่าเสียดายมากเพราะผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่สนับสนุน กปปส. กับหลายๆ คนที่เป็นคนเสื้อแดง จริงๆ ถ้ามานั่งคุยกัน ถ้ามาเจอกันจริงๆ มาอยู่ในวงเดียวกัน คุยกัน แลกเปลี่ยนกัน ก็จะพบว่ามีอะไรเหมือนกันเยอะ ไม่ได้แตกต่างกันมาก ตอนนี้มันต่างกันที่ความเชื่อทางการเมือง ซึ่งความเชื่อทางการเมืองนั้น ถ้าคุยกัน แลกเปลี่ยนกัน มันสามารถปรับเปลี่ยนได้ หรือสามารถหาจุดร่วมกันได้ เช่น ผมเชื่อว่าคนทั้งประเทศว่าเหลืองแดงหรือขาว ต้องการการปฏิรูปสังคม ต้องการการแก้ปัญหาต่างๆ ปัญหาคอร์รัปชั่น ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม สิ่งเหล่านี้มันเป็นจุดร่วม ผมอยากเห็นการหาจุดร่วมมมากกว่าการเน้นจุดต่าง ผมอยากเห็นการแก้ปัญหาในทางที่เน้นสิทธิมนุษยชน การเคารพสิทธิมากกว่าการเน้นว่าจะต้องแบ่งแยกกันหรือทำสงครามกัน อันนั้นถ้าไปแล้วมันกลับมาไม่ได้ ประวัติศาสตร์ก็สอนอย่างนั้น คือรุ่นเราอาจจะอยู่ในภาวะสงครามยาวนานก็ได้ ถ้าเราจะไปเส้นนั้น ซึ่งผมคิดว่า ผู้ใหญ่โดยทั่วไปจะเข้าใจจุดนี้ แต่ความรู้สึกท้อแท้นั้นผมเข้าใจได้ ผมก็อยากบอกว่ามันไม่มีเหตุที่จะต้องท้อแท้จริงๆ ยังไงประชาธิปไตยต้องชนะ ต้องชนะ เพียงแต่ว่าอาจจะต้องผ่าน ตอนนี้เหมือนกับถ้าเราอยู่บนเครื่องบิน เรากำลังผ่านพายุ ช่วงนี้เราผ่านพายุอยู่ แต่ว่าผ่านไปแล้วในที่สุดก็จะกลับมาสู่สภาพที่ดีกว่านี้

อาจารย์ยังเชื่อว่าเราจะผ่านการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองได้โดยที่ไม่เกิดความรุนแรงหรือ
ความ ขัดแย้งที่รุนแรงมีอยู่แล้ว แต่ถ้าถามว่าโดยไม่ตายกันเยอะ ผมคิดว่าได้ ผมคิดว่ามันมีการปรับอยู่ขณะนี้ แม้แต่ฝ่ายคุณสุเทพที่เปลี่ยนจุดชุมนุมอะไรแบบนี้ มันเป็นการส่งสัญลักษณ์เหมือนกันว่าไม่ต้องการให้มันรุนแรงเกินไป เพราะว่ามันเริ่มมีเด็กเสียชีวิต มีอะไรที่ทุกฝ่ายยอมรับไม่ได้ ผมคิดว่า คือการต่อสู้สำหรับคนที่รักประชาธิปไตย การต่อสู้ถ้าสู้โดยสันติวิธีแล้วมีเสียหายอยู่เหมือนกัน บางคนอาจจะถูกสังหาร บางคนอาจจะถูกจำคุก แต่ไม่ตายกันเยอะ แล้วในที่สุดคนที่สู้โดยวิธีแบบนี้จะชนะ

ปฏิกิริยาจากกองทัพตอนนี้ที่ไปกด ทับความรู้สึกคนที่อาจจะน้อยเนื้อต่ำใจ รู้สึกพ่ายแพ้ รู้สึกสิ้นหวัง แล้วก็มาเจอข้อกล่าวหาเรื่องการแบ่งแยกดินแดนอีก

คือกองทัพควรจะเลิกเล่นบทบาทพวกนี้เสียที มันไม่ใช่หน้าที่กองทัพที่จะทำเรื่องนี้ ถ้ากองทัพเข้าใจเรื่องความมั่นคงจริง คนที่ทำลายความมั่นคงของประเทศคือ กปปส. เพราะว่าดึงประเทศออกนอกทาง ดึงประเทศออกนอกรัฐธรรมนูญ แต่กองทัพกลับตาบอดต่อเรื่องนี้ กลับไปเพ่งเล็งต่อฝ่ายประชาธิปไตยทีเป็นฝ่ายถูกกระทำอยู่ทุกวันนี้ซึ่งบางคน สิ้นหวังก็เริ่มจะพูดเรื่องนี้ แต่ผมคิดว่ามันไม่ได้เป็นอะไรที่จริงจังขณะนี้ นี่เป็นเรื่องที่ควรเข้าใจ ผมคิดว่ากองทัพไม่ควรที่จะเล่นบทบาทเหล่านี้ การแก้ปัญหาต่างๆ ขณะนี้ต้องแก้ไขโดยทางการเมือง ไม่ใช่โดยการมาขู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างไม่เป็นเรื่อง

การเปลี่ยนผ่านที่จะทำให้เกิดความสูญเสียน้อยที่สุด อาจารย์มีข้อเสนอให้กับแต่ละฝ่ายอย่างไรบ้าง

คือ สิ่งที่เสนอคือ หนึ่งต้องเจรจา และต้องรักษารัฐธรรมนูญปัจจุบันไว้ คือควรจะตกลงแก้ปัญหาบนพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญที่มีอยู่ อันนี้จะไม่เกิดความขัดแย้งที่รุนแรงกว่านี้ จะแก้ปัญหาได้ ซึ่งถ้าหากว่ามันเกิดลักษณะการไม่ไว้วางใจกัน ผมก็เคยเสนอแล้วว่าหลังการเลือกตั้งก็อาจจะมีการตั้งรัฐบาลร่วมกันได้ ซึ่งอันนี้ทำได้ตามรัฐธรรมนูญ เช่น เชิญบางคนในพรรคประชาธิปัตย์มาร่วมรัฐบาลก็เป็นสิ่งที่ทำได้ มันคงมีหลายอย่างที่ทำได้ในเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ แต่ตอนนี้เราคงต้องคำนึงถึงประชาธิปไตยคงต้องคำนึงถึงทั้งเสียงส่วนใหญ่และ เสียงส่วนน้อยด้วย อันนี้ก็เป็นหลักประชาธิปไตยอยู่เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเสียงส่วนใหญ่ไม่ต้องสนใจเสียงส่วนน้อย ยิ่งในความขัดแย้งที่รุนแรงแบบนี้ต้องคำนึงถึงความต้องการของทุกฝ่าย แต่ต้องยังยึดอยู่กะหลักประชาธิปไตยเหมือนเดิม รัฐธรรมนูญนี้อาจจะแก้ไขได้ แต่ไม่ใช่ฉีกทิ้ง ไม่ใช่แก้โดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง การจะแก้รับธรรมนูญปัจจุบันให้ดีขึ้นก็ต้องมาจากมติของประชาชนทั้งประเทศ

February 28, 2014

I’m Little…But I’m a Great Winner

Save Our Beautiful Nature

(Laos is our beautiful Mother land)

Music composed by Ennio Morricone
Song by Celtic Women
For 2 years in Quebec, the population of this magnificent butterfly whom is the Monarch decreased in 80 %, because of the global warming
Thank you so much for your action for save our planet…Please share this video
If you like our Earth
Delphine(MS)

I’m Little…But I’m a Great Winner

National Geographic does some incredible work, I should say their camera man does the incredible work.

Save our Mother Earth

A wonderful video you made ..Mother Earth is Beautiful …thank you for sharing
January 12, 2014

In A Past-Plagued Laos, A Youth Chases A Future

art & life

Click on the link to get more news and video from original source:  http://www.npr.org/2014/01/09/260777208/in-a-past-plagued-laos-a-youth-chases-a-future

by MARK JENKINS

January 09, 2014 5:00 PM

Kia (Loungnam Kaosainam) and Ahlo (Sitthiphon Disamoe) bond when they encounter each other in a Laotian refugee village in The Rocket.   Tom Greenwood/Kino Lorber

The Rocket

  • Director: Kim Mordaunt
  • Genre: Drama
  • Running Time: 92 minutes

Not rated; violence, partial nudity, ribald humor, animal sacrifice

With:  Sitthiphon DisamoeLoungnam KaosainamSuthep Po-ngam

In Lao with subtitles

To help his struggling family and escape his own status as an outcast, a plucky young boy enters a competition. Yes, The Rocket is a sports movie, with an outcome that’s easily foreseen. The cultural specifics of this Laos-set tale, however, are far less predictable.

Australian writer-director Kim Mordaunt came to his debut fiction feature via a documentary, Bomb Harvest, about Laotian children who collect scrap metal from American bombs. The Rocket’s 10-year-old protagonist isn’t one of them, but he does encounter some unexploded bombs and rockets — “sleeping tigers,” in the local lingo. These become of particular interest to Ahlo (Sitthiphon Disamoe) when he learns about a singular contest.

The story begins, though, with Ahlo’s birth, which his superstitious grandmother (Bunsri Yindi) deems inauspicious: Although his sibling is stillborn, Ahlo is technically a twin, which according to local lore means he may be cursed. But his mother (Alice Keohavong) refuses to kill him, as the older woman advises.

Nothing comes of grandma’s premonition for a decade, until Laos’s communist government and an Australian corporation announce plans for a new dam that will inundate the village where Ahlo and his family live. (There’s only one Aussie in the film, and he doesn’t even have a speaking part, but he embodies Mordaunt’s regret about what his countrymen have done in Laos.)

On the way to their new home, catastrophe strikes the family, and grandma begins to chide that it’s all Ahlo’s fault. Things only get worse in the relocation camp, where the promised new houses haven’t been built yet.

There, Ahlo befriends 9-year-old Kia (Loungnam Kaosainam) and her only surviving relative, “Uncle Purple” (Thep Phongam). Kia is playful, but a little more sensible than her new pal; her violet-suited uncle is an amiable alcoholic and, a bit too whimsically, obsessed with James Brown.

They’re pariahs in the camp, so Ahlo’s father (Sumrit Warin) orders him to avoid them. Still, the boy has a genius for getting into trouble all by himself, and after his antics enrage the shantytown community, Ahlo’s family must join Kia and her uncle on the lam.

Making their way through a country still hobbled by a war that ended in the 1970s, the refugees encounter preparations for a “rocket festival” — the goal being to puncture the sky and release rains to end a troublesome drought. Thinking he can win enough money to buy his family a new home, Ahlo turns to Uncle Purple, a former child soldier, for tips on explosives.

Laos is reportedly the world’s most bombed country, per capita, and The Rocket conveys a strong sense of the devastation. It also shows a documentarian’s eye for the earthy rural culture, with its phallic talismans and animal sacrifices.

Like Beasts of the Southern Wild, the movie depicts a world where humans and other critters live closely together, and where animals are treasured yet routinely slaughtered. Ahlo himself is quite the killer, in fact, although Kia stops him from aiming his slingshot at one particular endangered species.

More poetically, Ahlo takes a swim that becomes metaphorical: Diving into a lake created by an existing dam, the boy floats past submerged statues that symbolize the country’s scuttled traditions. This interlude, like the movie’s conclusion, is both agreeable and a little glib.

As Ahlo, Sitthiphon Disamoe demonstrates the resourcefulness he learned during a period when he was a street seller and beggar. It’s his exuberant performance, as much as the pungently naturalistic setting, that lifts The Rocket’s scenario above the generic.

The Wall Street Journal - Life and Culture

Film Review

A Lovely ‘Rocket’ Arrives Under the Radar

Click on the link to get more news and video from original source:  http://online.wsj.com/news/articles/SB10001424052702303393804579310112308156786?mg=reno64-wsj&url=http%3A%2F%2Fonline.wsj.com%2Farticle%2FSB10001424052702303393804579310112308156786.html

Jan. 9, 2014 1:44 p.m. ET

A special pleasure of movie going is sitting down with low expectations and coming out with surprised delight. “The Rocket” will do that for you, even though your expectations will have risen somewhat if you’ve read this far.

From left, Loungnam Kaosainam, Bunsri Yindi, Sitthiphon Disamoe and Sumrit Warin Kino Lorber

It’s a small film, set in Laos, with a big theme—changing one’s destiny. The hero, 10-year-old Ahlo, carries a curse almost from birth. He’s supposed to be bad luck, and he does have a gift for creating chaos wherever he goes. But he has the great luck to be played by a former street kid, Sitthiphon “Ki” Disamoe, whose irrepressible verve confers plausibility on this feel-good fable. (So does Andrew Commis’s stylish cinematography.) Kim Mordaunt’s debut feature was shot with a mostly nonprofessional Laotian cast. You’d never know, though, that the amateurs hadn’t had extensive experience—Mr. Mordaunt, an Australian, is an actor himself, and he directs actors exceptionally well—or that the one seasoned pro wasn’t tossing off his distinctive performance with beginner’s luck.

Laos gives the action a haunting context—a nation, scarred by the Vietnam War, where unexploded American bombs, or “sleeping tigers,” still lurk in the fields. After Ahlo’s family experiences a string of disasters that include the loss of their home and land to a giant Australo-Laotian hydroelectric project, the kid goes forth with his father and grandmother in search of a place to live and a way to survive. Soon they meet an endearing orphan, Kia (Loungnam Kaosainam), and her boozy uncle, Purple (fine work by a veteran actor and comedian named Thep Phongam); the characters may be clichés, but the performances are utterly fresh. At that point the group’s journey becomes, by turns, a charming road movie—Purple is a mysterious eccentric with a military past and a James Brown fetish—and a peacetime variant of “Forbidden Games,” René Clément’s 1952 classic about a young orphan girl and a poor farmer’s son making their way through Occupied France during World War II.

Mr. Mordaunt is no stranger to that latter part of the plot, having made a documentary feature, “Bomb Harvest,” about an Australian bomb-disposal expert and Laotian children who collect bombs to sell as scrap metal. But his taste is eclectic, with talent to match, so “The Rocket” is ultimately a canny piece of entertainment in which Ahlo gets a chance to redeem himself, and save his family, at a local rocket festival. A rocket festival? Yes, such things do exist in Laos, according to the production notes. They’re county fairs of a sort, competitions that ring changes on the nation’s history by firing rockets back at the sky that once rained bombs, awarding prizes for the missile that flies highest. Far be it from me to reveal the outcome, but watching Ahlo mix his explosives is like watching a Cordon Bleu chef whipping up a stupendous soufflé.

June 17, 2010

“They come in buses. They look at the monks the same as a monkey, a buffalo. It is theater. Now the monks have no space to meditate, no space for quiet.”

June 17, 2010, 12:00 am

Too Many Lenses, Too Few Eyes

Cached: http://lens.blogs.nytimes.com/2010/06/17/essay-18/

By SETH MYDANS

For many travelers, the goal of tourism now seems as much to be recording the trip as living the experience.

This impulse is neatly captured in a photograph by Lydie France of the European Pressphoto Agency that shows a crowd of people around the Mona Lisa, several of them holding up small cameras for snapshots. Why? Who needs a snapshot of the Mona Lisa? Why not just look and appreciate? The camera seems to form a barrier between the viewer and the experience.

But perhaps the creative act of taking a picture, whatever its quality, can connect a person with a subject in a more personal, interactive way. Maybe it simply says, “Hey, I was there.” In any case, the spread of cameras has made tourism — from museums to mountains — a less passive pursuit than in the past, for travelers and subjects alike.

A new documentary, “Camera, Camera,” begins with a shot of the Laotian countryside as seen on the viewing screen of a small camera. As it proceeds, the film alternates between vistas of rural Laos in its natural beauty and the viewing-screen versions of those vistas. This duplicates the experience of many travelers today, who compose their experience through camera lenses as they go and then take the pixelated images home with them in place of memories.

["Camera, Camera" was directed by Malcolm Murray, written by Michael Meyer and produced by Josh Haner, who is a co-editor of the Lens blog and has photographed Laos for The Times.]

With cameras everywhere, one of the challenges photojournalists face is finding new ways to present familiar scenes. When my father, Carl Mydans, was shooting for Life magazine, pictures of combat, disasters and exotic locales were novel to most readers and carried their own power. Now, many such scenes have lost their freshness and impact.

Some news photography today comes close to being art, capturing a viewer’s eye — even challenging the viewer — with imaginative compositions. I’ve been surprised to see how far this can go in pictures where it takes a little work to make out the actual subject.

As photojournalists have greater license to be artists, reporters similarly have more latitude to be “writers” — not simply recorders of fact. Many subjects call out for new, imaginative presentation. I used to believe that the writer should not intrude between the reader and the subject, but should step aside and present the subject matter unadorned. (After all, I did start out at a wire service, The Associated Press.) It turns out, however, that it’s been a great pleasure to feel I’ve been liberated to try to bring more of myself into my writing.

It is the sadder side of these changes that “Camera, Camera” presents. As the world has become familiar to us, we have lost something valuable in human experience: adventure, discovery, exploration of the unknown. (The “adventure travelers” in the film rent inner tubes to float down the Mekong River and pay to swing above it on ropes.)

I was reminded of Khaosan Road in Bangkok, which I once described as “the black hole at the center of a shrinking world where the Age of Discovery has ended, all roads have been traveled and the words ‘remote’ and ‘exotic’ have all but lost their meaning.” (“Bangkok Journal; Bit of Trekkers’ Exotica, Looking More Like Home,” May 12, 2001.) The world of travel has been tamed.

Meanwhile, the world as a whole is being altered by the colonization of fragile cultures by camera-carrying travelers. (“Tourism Saves a Laotian City but Saps Its Buddhist Spirit,” April 15, 2008.)

“Camera, Camera” captures one of the most disturbing examples I know of the way tourists can overwhelm their subjects. It is the scene of what once was a heart-stopping moment in the ancient town of Luang Prabang: the early morning procession of hundreds of barefoot monks in their bright orange robes, carrying begging bowls. As the film shows, this sacred ritual is now swarmed by scores of bustling tourists, some of whom lean in with cameras and flashes for closeups as the monks pad silently past. “Now we see the safari,” a local artist, Nithakhong Somsanith, told me bitterly. “They come in buses. They look at the monks the same as a monkey, a buffalo. It is theater. Now the monks have no space to meditate, no space for quiet.”

Toward the end of the film, the voice of an unseen, unnamed Australian traveler sums up the state of affairs. “I’m looking forward to getting away from the beaten path,” he says, “but I find everywhere I go, every time I change my plan and think I’m heading somewhere that might not be full of Westerners, I’m so, so wrong. It seems like there’s not much left that’s undiscovered.”

A brief excerpt from “Camera, Camera,” shot in Luang Prabang, Laos.

Seth Mydans, who is based in Bangkok, covers Southeast Asia for The New York Times and The International Herald Tribune. His father was among the first photographers hired by Life magazine, in 1936.
May 11, 2010

Vietnam Military Power Today

Stealth & wealth in Moscow: MAKS 2011 up above the world

 

Vietnam Legacy Shapes Today’s Military Leaders

By Donna Miles
American Forces Press Service

WASHINGTON, April 29, 2011 – Tomorrow marks the 36th anniversary of the end of the Vietnam War –- a conflict that claimed the lives of more than 58,000 Americans and continues to affect the United States, including its military leaders and current wartime operations.

The fall of Saigon on April 30, 1975, marked the dramatic and painful culmination of the Vietnam War. The last of the dominos were laid when then-President Richard M. Nixon announced the end of offensive operations against North Vietnam after the signing of the Paris Peace Accords on Jan. 27, 1973. The accords called for a ceasefire in South Vietnam, but allowed North Vietnamese forces to retain the territory they had captured.

With nearly all U.S. forces gone, and Congress’ passage of the Foreign Assistance Act of 1974 that cut off military aid to South Vietnam, North Vietnam became emboldened. Its forces began a steady march southward toward Saigon, the South Vietnamese capital.

As the North Vietnamese closed in on Saigon, Operation Frequent Wind, the largest helicopter evacuation operation in history, commenced, moving tens of thousands of American military and civilian personnel from the city, along with thousands of South Vietnamese civilians.

On April 29, 1975, the North Vietnamese launched a heavy artillery bombardment that would become their final attack on Saigon. The city fell the following afternoon when a North Vietnamese tank crashed the gates of the presidential palace, accepting South Vietnam’s unconditional surrender.

Ho Chi Minh’s dream of a unified, communist Vietnam was fulfilled, and the city once known as Saigon today bears his name. Vietnam now celebrates April 30 as Reunification Day.

The Vietnam War cost millions of lives, including 58,267 Americans, with more than 300,000 U.S. servicemembers wounded in action and 1,711 missing in action.

The Vietnam War had a profound impact on today’s American military leaders, including Navy Adm. Mike Mullen, chairman of the Joint Chiefs of Staff, and Army Gen. David H. Petraeus, the top U.S. commander in Afghanistan. And in many ways, the lessons learned during the Vietnam conflict have shaped the way U.S. forces operate today, particularly in conducting counterinsurgency operations like those under way in Afghanistan.

Mullen, the highest-ranking U.S. military officer, is among the few people still on active duty who experienced Vietnam firsthand. Fresh from the U.S. Naval Academy in 1968, he reported aboard the destroyer USS Collett for duty as an anti-submarine officer and participated in combat operations off the Vietnam coast.

Mullen speaks frequently about how the Vietnam War affected the nation and shaped him both personally and professionally.

“The Vietnam conflict was a life-defining experience for every American who lived during that era, and it continues to impact us all: the pain, the conflict, the healing,” he said during last year’s Memorial Day observance at the Vietnam War Memorial in Washington. “The lessons we learned in Vietnam were bought at a very great price. Acting on them is the best tribute we can pay to honor those who died” — among them, some of Mullen’s own friends and Annapolis classmates.

While he was struck during that first assignment at the intensity of the conflict, Mullen said, he soon began to process just how divisive the war had become.

“What I take away from Vietnam is the detachment of the American people from the U.S. military — the disconnect and the unpopularity of the war,” he told U.S. News and World Report in April 2008.

Mullen frequently tells audiences he addresses that he had concerns during the early days of the war in Afghanistan that it would have the same polarizing effect. To his relief, he said at the Vietnam Memorial, Americans “are so incredibly supportive of our military men and women now.”

The chairman said he attributes the changed attitudes to the lessons learned from Vietnam about supporting troops unconditionally.

“During that time, as a country, we were unable to separate the politics from the people,” he said. “We must never allow America to become disconnected from her military. Never.”

Like most other current military leaders, Petraeus, commander of the International Security Assistance Force and U.S. Forces Afghanistan, entered a military still healing from the Vietnam experience. Petraeus graduated from the U.S. Military Academy in 1974, a year before the fall of Saigon.

But Petraeus has studied the Vietnam experience thoroughly, even writing his doctoral dissertation at Princeton University on “The American Military and the Lessons of Vietnam.”

That dissertation, published in 1987, recognized the lasting impact the Vietnam experience would have.

“The legacy of Vietnam is unlikely to soon recede as an important influence on America’s senior military,” Petraeus wrote. “The frustrations of Vietnam are too deeply etched in the minds of those who now lead the services and the combatant commanders.

“Vietnam cost the military dearly,” he continued. “It left America’s military leaders confounded, dismayed and discouraged. Even worse, it devastated the armed forces, robbing them of dignity, money and qualified people for a decade.”

This experience, Petraeus wrote, left many military leaders overly cautious. Specifically, he said, many felt “they should advise against involvement in counterinsurgencies unless specific, perhaps unlikely circumstances” ensure domestic public support, the promise of a quick campaign and the freedom to use whatever force is needed to achieve rapid victory.

Later in his career, as he oversaw the revision of the military’s counterinsurgency field manual, Petraeus applied some of the lessons learned through the Vietnam experience.

That manual has become the guide for counterinsurgency operations in Afghanistan and Iraq. It emphasizes that military power alone can’t succeed against an insurgency, and the importance of public diplomacy as part of a “comprehensive strategy employing all instruments of national power.”

Informed by the Vietnam experience, the strategy also recognizes that clearing and keeping the enemy from an area alone does not spell success. A critical third tenet, it notes, is the establishment of a legitimate government supported by the people and infrastructure development that empowers them.

After applying those principles — first while commanding U.S. and coalition forces in Iraq and now as the top commander in Afghanistan — Petraeus said he is seeing this strategy bear fruit.

Petraeus told the Senate Armed Services Committee last month the coalition in Afghanistan continues to face tough days against insurgents, but is making steady progress in improving security and helping the Afghan government improve governance, economic development and the provision of basic services.

“These are essential elements of the effort to shift delivery of basic services from provincial reconstruction teams and international organizations to Afghan government elements,” he told the panel.

As the transition approaches for Afghan forces to begin taking security responsibility for their country, Petraeus emphasized that actions being taken now in Afghanistan will have consequences for years to come –- just as those in Vietnam more than three decades ago.

“We’ll get one shot at transition, and we need to get it right,” he said.
Biographies:
Navy Adm. Mike Mullen
Army Gen. David H. Petraeus

Laos History from Vietnam:

Laotian Kingdoms In 1353, after Laos had first been ruled by Khmers from Angkor, then by Thais from Sukhothai, Prince Fa Ngoum founded the Kingdom of Laos or “Lane Xang”, as it was called at the time, as a sovereign state.

It extended over present-day Laos as well parts of what is now North Thailand. The first capital of Laos was Luang Prabang. King Fa Ngoum made Buddhism the national religion.
In the 15th century the Vietnamese temporarily occupied the Laotian Kingdom and Luang Prabang.
In the 16th century Vieng Chan (Vientiane) developed into a parallel capital of the Laotian Kingdom. Burma, the dominant power in Southeast Asia in the16th century, gaining strong influence over Vieng Chan. Nevertheless, in 1563 King Setthathirat made Vieng Chan the official capital of Laos.
In 1575, the Burmese occupied Vieng Chan and stayed for seven years.
After two parallel Laotian kingdoms had developed in Luang Prabang and Vieng Chan, they were reunited in 1591 under King Nokeo Koumane.
In 1700 Laos broke up into three kingdoms: Luang Prabang, Vieng Chan and Champassak to the South.
After the Siamese capital Ayutthaya had been conquered and sacked by Burmese armies, Laos, in 1767, again fell under full Burmese rule. But after only a few years the Siamese kingdom, with its new capital Bangkok, grew stronger and Laos again had to obey Siamese overlords.
In 1827 the Laotians under King Anou rebelled against the Siamese but were soon defeated. The Laotian state disintegrateed.

Colonial Times
In 1868, after having annexed South Vietnam as a colony and having turned Cambodia into a French protectorate, the French sent an initial expedition to Laos to investigate the Mekong trade route to China.
In 1886 France received permission from Siam largely ruling Laos to install a vice consulate in Luang Prabang. In 1887, Siam, anticipating French expansion, vacateds large parts of Laos.
In 1893 France declared the Mekong the official border between Laos and Siam. Might is right; Siam accepts the unilateral decision of big-gun France. Laos officially became a French protectorate.
However, France had only limited interest in her new possession. Paris sent Vietnamese officials to Laos to set up an administration but did little to develop the Laotian economy.
In September 1940, after France was invaded by Germany, Japanese troops occupied Indochina without meeting any resistance.
Officially the word was that the French colonial power left all military installation for the Japanese troops to use; in exchange the French colonial administration remained in office. Therefore the years of World War II brought less destruction to Laos than, for instance, to the fiercely contested Southeast Asian states of Burma and the Philippines.
In East Asia, World War II ended August 14, 1945, with the capitulation of Japan. Subsequently, France tried to re-establish herself as a colonial power in Cambodia, Vietnam and Laos.
On September 1, 1945, Laos declared its independence. France refused to accept this, and retaliated by sending troops into Laos. A guerilla war against the French colonial power started.

Independence
On July 19, 1949, France formally granted Laos independence. For almost three decades, from 1949 to 1975, the political situation in Laos was highly confusing. Three factions struggled for power:

1. Conservatives, commanding, among other forces, a 30,000-men army of the Hmong (Meo) hill tribe; 2. Neutralists, organized by Prince Souvanna Phouma; 3. Communists, lead by a feudal prince, Souphanouvang (a contradiction Marx had not anticipated).
The civil war among the three rival factions was, however, not fought as fiercely as the civil wars in Vietnam or Cambodia. Several times in three decades coalition governments were formed, including all three factions. The neutralists usually led the coalitions.
From 1964 to 1973 the US fought a secret war in Laos against Laotian communists as well as North Vietnamese troops channeling war material to the Vietcong in South Vietnam via the Ho Chi Min Trail through Laos.
After the US forces began their retreat from Indochina in 1973, the right-wing government in Vientiane was replaced by a coalition government of neutralists and the communist Pathet Lao.
In 1975, after communist troops conquered the capitals of Vietnam and Cambodia, the communist Pathet Lao gained sole power in Laos. While in Laos, too, parts of the population were detained in re-education camps, there wasn’t the kind of revenge as in Cambodia. Former neutralist Premier Minister Souvanna is not even arrested, just demoted in rank to government advisor.
In the following decades Laos cultivateed a close relationship with Vietnam. The most powerful man in communist Laos, General Secretary of the Revolutionary Party of the People, Kaysone Phomvihan, is half Laotian and half Vietnamese.
In March 1991, at the fifth congress of the Revolutionary People’s Party, far-reaching changes of the economic structure of the country were decided. As in China and Vietnam, private business, free-market competition and foreign investment are permitted in order to accelerate the economic development of the country. However, as in China and Vietnam, political leaders are not inclined to share power in a multi-party system.

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 579 other followers

%d bloggers like this: