Posts tagged ‘พื้นเวียง’

June 5, 2013

King Anouvong’s descendant is living face of history and case study from Isan side??? **ประวัติศาสตร์อันขมขื่น** Update_04

The historians have been actively gathering information about the former monarch’s past before a new statue is unveiled at Chao Anouvong Park later this year. The event will be part of activities to mark the 450th anniversary of Vientiane as capital of Laos.

Chao Anouvong was the last king of the Vientiane monarchy, reigning in the Lao capital from 1805 to 1828.

The committee responsible for creating the statue wants to make it as close to lifelike as possible, according to the Lao historians who have pored over reams of historic documents to ensure its accuracy.

The historians and officials from the Ministry of Information and Culture have recently discovered important evidence including a stamp which was used to authorise documents in Chao Anouvong’s reign.

They have also found many of the king’s personal possessions which have been used to shed further light on his past.

Recently, the team went to Savannakhet province to visit a family which claims Chao Anouvong as an illustrious ancestor.

Mr Norkham claims to be a sixth generation descendant of the 19th century ruler.

To verify the claim, the team dug deeper by talking to his elderly family members, in search of clues that could link them to the king.

One relative told historians the story of Chao Anouvong’s sixth wife.

Modern-day Xepon district was formerly known as Vang Ang Kham and was ruled by the younger brother of King Kamsomphou. When he passed away, Vang Ang Kham was left without a ruler and the people decided to ask Chao Anouvong in Vientiane to give them a leader.

The king responded to the request by appointing his sixth wife, Nanglao, who was about six months pregnant, to rule Vang Ang Kham.

Before she left Vientiane, the king told his queen to send her baby back to Vientiane if it was female; if it was male, the child would be allowed to rule Vang Ang Kham.

The baby was a boy and, in successive years, Vang Ang Kham was ruled by Chao Anouvong’s descendants, with Mr Norkham believed to be the son of Chao Teng, who once ruled the district.

The 77-year-old bears a strong physical appearance to portraits of Chao Anouvong. He also has two elderly relatives who are believed to be daughters-in-law of Chao Anouvong’s successors – Aunt Kaly, who is 99, and Aunt Mang, who is thought to be an incredible 120 years old.

Mr Norkham has sons and a daughter.

Because of his physical similarity to Chao Anouvong, Mr Norkham has been chosen as the model for the king’s statue. A team of 15 Lao craftsmen is currently working on the bronze figure.

“Since Chao Anouvong is remembered for reuniting the country, his statue will depict the strength of his leadership, and should be as close to lifelike as possible,” said the Head of the Ministry of Information and Culture’s Fine Arts Department, Dr Bounthieng Siripaphanh.

With a wealth of existing history related to Chao Anouvong, the committee responsible for organising the anniversary celebrations is confident it will not be difficult for craftsmen to create a statue which bears a lifelike resemblance to the king. The committee is raising funds to supplement the budget allocated by the government for the project.

The statue, which is costing about 5 billion kip to make, will stand about 8 metres high and 3 metres wide. The king will be represented holding a sword in his left hand while gesturing with his right.

According to Lao history, the eighteenth century brought the decline of the Lane Xang monarchy. The Kingdom split into three hostile dynasties and was invaded and controlled by Siamese feudalism. However, the Lao people maintained their unity, frequently rebelling against Siamese dominance. The most outstanding movement was the nation-wide campaign led by national hero King Anouvong in 1827-1828. Though the uprising was quelled, the movement was a significant page in Lao history in the cause of national defence and has ever since been remembered as such.

Between 1828 and 1829 Siam forced more than 100,000 Lao people, including king family members to resettle as prisoners of war in Bangkok. The Siamese ransacked and burned all houses in the capital, stealing valuables from all temples in Vientiane (except Sisaketh Temple). They also took the most sacred Buddha images – the Phra Bang and the Emerald Buddha – from the Lao capital.

Source: Vientiane Times
June 26, 2010.

————-

===============

Case Study from Thai side:

**ประวัติศาสตร์อันขมขื่น**

The real history of Chao Anouvong, he want to get rit of Khorat’s governor who oppress Lao people

หลวงยกบัตรเมืองโคราช ขออนุญาตมายังราชสำนักสยามเพื่อขอปราบพวกข่าที่ดอนโขง บ้านด่าน เมื่อได้พระบรมราชานุญาต หลวงยกบัตรก็ดำเนินแผนร้ายของตนเองทันที โดยทำตัวเป็นผู้ยิ่งใหญ่ขูดรีดชาวพื้นเมือง เมืองใดไม่ยอมก็ยกทัพเข้าตี ผู้คนล้มตายไปเป็นจำนวนมากมีพระยาไกรเจ้าเมืองภูขันไม่ยอมอ่อนต่อเมืองโคราช ได้ฟ้องร้องไปยังราชสำนักสยามๆ ได้ส่งคุณมหาอมาตย์ขึ้นไปไต่สอนความ เมื่อพบกับหลวงยกบัตรเมืองโคราช ก็ได้รับสินบนและได้ฟังแต่ข้อความดีๆ จากปากของหลวงยกบัตรคุณมหาอมาตย์เดินทางกลับเพื่อไปรายงานต่อราชสำนักสยาม พระยาไกรได้ฟ้องร้องไปอีก คุณมหาอมาตย์ก็เดินทางไปอีกเช่นเคย คราวนี้ได้นำหลวงยกบัตรมากรุงเทพฯ ด้วย หลวงยกบัตรจัดเครื่องบรรณาการ มี เงิน ทอง เครื่องครามของป่า ข้าทาสลงมาถวายต่อราชสำนักด้วยและในที่สุดหลวงยกบัตรก็ได้รับแต่งตั้งเป็น พระยาพรหมภักดี เป็นการตอบแทน พร้อมทั้งให้สัญญาว่าเมื่อใดที่เจ้าเมืองโคราชถึงแก่อสัญญากรรมแล้ว ทางกรุงเทพฯ จะแต่งตั้งพระยาพรหมภักดีขึ้นครองเมืองแทน

เมื่อพระ พรหมภักดีเป็นที่โปรดปรานของราชสำนักสยามก็ได้ตั้งหน้าตั้งตารีดนาทาเร้นชาว พื้นเมืองหนักข้อยิ่งขึ้นทุกวัน ชาวพื้นเมืองที่ถูกกดขี่นั้น มีพวกข่ารวมอยู่ด้วยพวกข่าได้รวมตัวกันต่อสู้และท้ายที่สุดก็ได้ภิกษุสา หรือเจ้าหัวสาเป็นผู้นำในการต่อสู้ พวกข่าได้ไปขอขึ้นเป็นไพร่มากมาย และได้ตั้งตัวเป็นอยู่ที่เขาเก็ดโง้ง บ้านหนองบัว แขวงจำปาศักดิ์

เมื่อ มีพวกข่ามาขึ้นมากมาย แทนที่พระยาพรหมภักดีจะเข้าไปต่อสู้ กลับวางแผนยั่วยุให้เจ้าหัวสา เผาเมืองบาศักดิ์และให้ตั้งตนเป็นใหญ่ครองเมืองบาศักดิ์ โดยตนเองจะสนับสนุน เจ้าหัวสา มีความักใหญ่ใฝ่สูงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ไม่รู้แผนของพระยาพรหมภักดี ก็เลยยกทัพไปตีเมืองบาศักดิ์ โดยมีทหารของพระยาพรหมภักดีช่วยเหลือด้วย และสามารถยึดเมืองได้และเผาเมืองทิ้งเสีย ผู้คนในเมืองต่างแดนแตกตื่นและหนีไปยังเมืองต่างๆ รวมทั้งเมืองจำปาศักดิ์หนีไปหาพระยาพรหม
การกระทำของเจ้าหัวสา ทำความเดือดร้อนให้แก่ขาวบ้านเป็นอย่างมาก ทำให้พระอนุรุธราช เจ้าเมืองเวียงจันทน์ออกปราบปราม และจับเจ้าหัวสาได้ เมื่อได้ทำการสอบสวนเจ้าหัวสา ก็สารภาพว่า พระยาพรหมภักดีเป็นผู้ยุแหย่ พระองค์พิโรธมาก จึงให้ทหารไปตามตัวพระยาพรหมมาสอบสวน พระยาพรหมปฏิเสธและจากสาเหตุดังกล่าวทำให้ทั้งสองขัดแย้งกันมากขึ้น ในที่สุด ทั้งพระอนุรุธราช พระยาพรหม ลงมากรุงเทพฯ พร้อมทั้งเจ้าหัวสา และพรรคพวกซึ่งถูกข้อหาขบถ

จากการสอบสวนพระยาพรหมภักดี แม้จะมีความผิดแต่ก็ทรงเห็นว่ามีคุณต่อแผ่นดินก็ยกโทษให้ พระอนุรุธราชทูลขอให้ราชบุตรของพระองค์ครองเมืองจำปาศักดิ์ ก็ทรงอนุญาต พระยาพรหมภักดีเห็นว่า พระอนุรุธราชมีอำนาจมากขึ้นทุกวัน จึงทูลว่าเมื่อเจ้าเมืองเวียงจันทน์มีอำนาจมาก พวกลาวก็จะกลับไปยังเมืองเวียงจันทน์หมด มีทางแก้ก็อยู่ต้องจดเลกพวกลาวเสียก่อน ทางราชสำนักสยามเห็นชอบด้วย จึงโปรดกล้าฯ ให้หมื่นภักดี หมื่นพิทักษ์ ไปเป็นแม่กองสักเลกที่เมืองกาฬสินธุ์ ละคร เหมราษฐ์ บังมุกอุบล ตามลำดับ พอดีกับเจ้าเมืองโคราชถึงแก่อสัญญกรรมพระยาพรหมภักดีก็ได้โปรดเกล้าฯ ให้ครองเมืองแทน

การสักเลกจึงทวีความรุนแรงขึ้น ชาวบ้านชาวเมืองเดือดร้อนมากขึ้นทุกวัน ผู้คนถูกกวาดต้อนย้ายถิ่นฐานพลัดนาคาที่อยู่และต่างหนีไปพึ่งเมือง เวียงจันทน์ ความขัดแย้งทวีอย่างรุนแรงขึ้นทุกวัน ระหว่างเจ้าเมืองเวียงจันทน์กับพระยาพรหมภักดี และถึงจุดระเบิดเมื่อพระยาพรหมภักดีแจ้งไปยังเมืองบาศักดิ์ให้นำทหารไปตีพวก ข่า เจ้าบาศักดิ์ไม่พอใจจึงไปทูลเจ้าเมืองเวียงจันทน์ เจ้าเวียงจันทน์ทรงกริ้วพระยาพรหมภักดีมาก เพราะทำความเดือดร้อนให้แก่ชาวลาวและข่ามากขึ้นทุกวัน จึงจัดทัพจาเวียงจันทน์ออกกวาดล้างกองสักเลก และหมายล้มอำนาจของพระยาพรหมภักดีด้วย เพราะเห็นความชั่วร้ายของพวกเหล่านี้มากมายเพราะนอกจากจะทารุณประชาชนแล้ว แม้แต่ข้าทาสที่อยู่รักษาพระธาตุพนมก็ถูกพวกพระยาพรหมภักดีกวาดต้อนไปเสีย สิ้น อันเป็นการลบหลู่ดุหมิ่นต่อพระศาสนาอย่างมาก

ทัพของพระอนุรุธราช เจ้าเมืองเวียงจันทน์ ได้จับนายกองสักเลก และเจ้าเมืองที่ข่มเหงราษฎร์ฆ่าเสียสิ้น ทุกคนกลัวพระบารมี ในที่สุดเวียงจันทน์ก็เดินทัพเข้าสู่โคราช กรรมการเมืองยอมอ่อนน้อม ขณะนั้นพระพรหมภักดีหายไปไม่ปรากฏตัว ทัพเวียงจันทน์รวบรวมทรัพย์สมบัติและกวาดต้อนผู้คนไปกักกันไว้ที่ค่ายมูล เค็ง (ทุ่งสัมริด) อีกส่วนหนึ่งก็ออกล่าตัวพระยาพรหมภักดี โดยมีพระยาไกรเป็นหัวหน้า

ดูเหมือนจะเป็นแผนการของพระยาพรหมภักดี ซึ่งคอยหลบซ่อนอยู่ที่เมืองขุขัน พอทราบข่าวว่าพรรคพวกถูกกวาดต้อนไปกักกันที่ค่ายมูลเค็ง พระยาพรหมภักดีก็ปลอมตัวเป็นไพร่แล้วลอบเข้ามาอยู่ในค่ายมูลเค็ง วางแผนกับลูกน้องในการที่จะหยุดยั้งการกวาดต้อนไปเวียงจันทน์ให้ช้าลง เช่น ขอหยุดเพื่อรวบรวมครอบครัวที่กระจัดกระจายให้ครบถ้วนเสียก่อน ขอซ่อมพาหนะในการขนเสบียงเป็นต้น เจ้าเมืองเวียงจันทน์ทรงอนุญาต และพระองค์เสด็จไปรวบรวมไพร่พลในเมืองอื่นๆ ต่อไป ได้แก่ กาฬสินธุ์ ละคร แปะ (บุรีรัมย์) ปัก (ปักธงชัย) ร้อยเอ็ด ในขณะนั้นทางค่ายมูลเค็งก่อความไม่สงบ ได้ฆ่าพวกทหารเวียงจันทน์ตายเกือบหมด และพ่ายแพ้หนีไป เจ้าเมืองเวียงจันทน์ทราบข่าวก็พิโรธมาก จึงจัดให้ถอยทัพก่อน และให้รีบรวบรวมไพร่พลอพยพกลับเวียงจันทน์

ความ ทราบมาถึงราชสำนักสยามจากเมืองโคราช ซึ่งทางกรุงเทพฯ ทราบเพียงว่า เจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์เป็นขบถ จึงโปรดให้พระยามุนินทรเจ้าลือเดช (เจ้าพระยาบดินทร์เดชาสิงห์ สิงหเสนีย์) เมื่อทัพทางกรุงเทพฯ ขึ้นไป ทัพลาวแตกพ่ายไปยับเยิน เจ้าเมืองเวียงจันทน์เห็นลางพ่ายของตนเอง จึงหมายที่จะไปพึ่งแกว (ญวน) แต่ในที่สุดพระองค์ถูกทัพหลวงของไทยจับตัวได้ และถูกส่งตัวไปยังกรุงเทพฯ ในที่สุดถึงแก่ทิวงคต ไปสู่สวรรค์ชั้นไตรตรึงษ์

หลังจากสวรรค์ของเจ้าอนุวงศ์ เนื้อหาได้กล่าวถึงสงครามระหว่างไทยกับเวียดนาม.

Cached:  http://bbznet.pukpik.com/scripts2/view.php?user=g7_ptk&board=2&id=32&c=1&order=lastpost

Case Study from IsanFreedom side:

——–

พื้นเวียง …บางส่วนของประวัติศาสตร์ลาว-สยา

พื้นเวียง


**ประวัติศาสตร์อันขมขื่น**

( ความจริงโดยตัวของมันเองไม่เคยเปลี่ยนสิ่งที่เปลี่ยนมีแต่ความคิดของคนเท่านั้น )

เรียนทุกท่าน

ต้นฉบับเรื่อง ‘พื้นเวียง’ ตอนท้าย ส่วนของคำประพันธ์ร้อยกรองที่ขาดหายไป ได้คัดลอกเตรียมเอาไว้นานมาแล้ว โดยความตั้งใจที่จะนำขึ้นบนเว็บไซต์ เพื่อให้เนื้อหามีความสมบูรณ์ครบถ้วน แต่ก็ไม่มีโอกาสได้ตรวจทานพิสูจน์อักษรเสียที.  กระทั่งเวลาผ่านไปหลายปี ปรากฏว่าไม่สามารถค้นหา หนังสือต้นฉบับดังกล่าวได้ จึงไม่อาจเทียบเคียง ตรวจสอบตามที่ตั้งใจไว้

แต่ครั้นจะเก็บเอาไว้เฉย ๆ หรือทิ้งไปเสียก็น่าเสียดาย เพราะอย่างน้อยอาจจะเป็นประโยชน์อยู่บ้าง สำหรับผู้จะสนใจใฝ่ศึกษาให้กว้างขวางต่อไป หากจะมีที่ขาดตกบกพร่องประการใด ต้องน้อมขออภัยและรับผิด ในข้อผิดพลาดอันสุดวิสัยนั้น

ผู้สนใจสามารถ DOWLOADเอกสารได้ที่นี่

********************************************************************************************************

คำชี้แจง

ข้อมูลนี้มาจากหนังสือซึ่งตีพิมพ์ในปี พ.ศ. ๒๕๒๕, ๒ ทศวรรษผ่านไปนับจากการตีพิมพ์ และเกือบ ๒ ศตวรรษผ่านไปนับจากเรื่องราวที่ได้เกิดขึ้น.  สภาพการณ์ต่าง ๆทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง รวมทั้ง ทัศนคติมุมมอง กระแสความคิด ต่างก็เปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของยุคสมัย.  ผู้ศึกษาพึงพิจารณาด้วยความเป็นธรรมมากกว่าการยึดถือตามอคติแล ความรู้สึกส่วนตัว

http://geocities.com/all4dreamz/more/wiang.gif

คำนำของผู้จัดพิมพ์

“พื้นเวียง”เป็นวรรณกรรมท้องถิ่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเนื้อหาที่น่าสนใจมาก เพราะเป็นวรรณกรรมที่สะท้อนให้เห็นถึง การกดขี่ของผู้ปกครองที่มีต่อผู้อยู่ใต้ปกครอง ซึ่งแทบจะไม่ปรากฏในวรรณกรรมไทยเลย วรรณกรรมเรื่องนี้นอกจากจะให้รสทางวรรณกรรมแล้ว ก็ยังให้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นทัศนะที่ต่างจากที่เคยรับทราบกันมา โดยเฉพาะในกรณีขบถเจ้าอนุวงศ์และสงครามที่ทุ่งสัมริด.


เป็นการยากที่จะนำวรรณกรรมเรื่องนี้มาศึกษา เพราะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ซึ่งผู้วิเคราะห์ก็ได้พยายามนำมาศึกษาตามแนว Historical Approach โดยการนำเอกสารหลายฝ่ายมาศึกษา ประเมินค่าและวิเคราะห์ตามหลักวิชาการ แต่ก็มิได้ถือว่า บทวิเคราะห์ดังกล่าวนี้เป็นข้อถูกต้องที่สุด ที่นำมาจัดพิมพ์ก็เพื่อจุดประสงค์ที่จะเปิดประเด็นการศึกษา เพื่อประโยชน์ในทางวิชาการ…..

สำนักพิมพ์อดีต

LINKS พื้นเวียง :

กาญจนาภิเษก-อุบลราชธานี

เรื่องย่อหนังสือใบลาน

ภาษาพื้นเมืองอีสาน

————

คำนำ : ผู้เขียน

วรรณกรรม พื้นบ้านอีสานเรื่อง “พื้นเวียง” เป็นที่แพร่หลายและรู้จักกันโดยทั่วไปในหมู่ชาวลาวและชาวอีสานเหนือ เพราะได้ร้องขับขานกันในหมู่ผู้คน จนกลายเป็นเรื่องปกติสามัญ ซึ่งออกเป็นที่น่าประหลาดใจที่วรรณกรรมพื้นบ้านเรื่องนี้ในอดีตมิได้รับการ เอาใจใส่ หรือนำมาศึกษาจากนักประวัติศาสตร์ และนักวรรณกรรมของท้องถิ่นหรือจากกรุงเทพฯเท่าที่ควรเลย

แต่ดูออกจะ ค่อนข้างผิดพลาดไปบ้าง ถ้าจะกล่าวว่า “เอกสารพื้นเวียง” ไม่ได้รับความสนใจจากนักวิชาการ เพราะต้นฉบับใบลานพื้นเวียงนั้น ได้ถูกนำจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มาไว้ที่หอสมุดแห่งชาติ ตั้งแต่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพยังดำรงตำแหน่งเป็นเสนาบดีกระทรวง มหาดไทย และคงจะได้รับการแปลเป็นภาษาไทยกลางตั้งแต่ครั้งนั้นเสียด้วยซ้ำ แต่เพราะว่าเนื้อหาในพื้นเวียงเป็นเรื่องที่ทางกรุงเทพฯรับไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องที่ตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิงกับพระราชพงศาวดารกรุงรัตน โกสินทร์ โดยเฉพาะเรื่องการกบฏของเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์ เป็นที่รู้กันในหมู่คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทยชุดปัจจุบันว่า “เอกสารพื้นเวียง” ได้เคยนำมาเข้าในที่ประชุมไม่น้อยกว่าหนึ่งครั้งแล้ว แต่ก็มิได้นำมาเปิดเผยต่อสาธารณชน เพราะมีเนื้อหาที่ขัดแย้งกับเอกสารในกรุงเทพฯ อย่างชนิดที่ว่ารับไม่ได้เอาเลยทีเดียว เอกสารหรือวรรณกรรมชิ้นนี้จึงถูกบรรจุไว้อย่างระมัดระวังในสุสานหนังสือของ หอสมุดแห่งชาติ และกลายเป็นเอกสารต้องห้ามไปโดยปริยาย

เมื่อเดือน ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๑ นิตยสาร”สยามนิกร” ได้ตีพิมพ์บทความชิ้นหนึ่งเรื่อง “เอกสารพื้นเวียง: ข้อขัดแย้งใหม่ในประวัติศาสตร์” นับเป็นการเปิดประเด็นการศึกษา “เอกสารพื้นเวียง” อย่างจริงจังออกสู่สาธารณชน และบทความชิ้นนี้นำไปสู่กรสัมนาประวัติศาสตร์อีสานที่จัดขึ้นในจังหวัด มหาสารคาม เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๒๑ อาจารย์ธวัช บุญโณทก จากวิทยาลัยครูนครราชสีมา ได้นำ “เอกสารพื้นเวียง” มาศึกษาและเสนอบทความดังกล่าวในที่ประชุม ปรากฏว่าได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง แต่ก็ไม่สามารถที่จะเข้าถึง “เอกสาร”ดังกล่าวได้อย่างสะดวกนัก เพราะผู้เข้าร่วมสัมมนามัวแต่ไปพะวงแต่เรื่อง “ปัญหาความมั่นคงของชาติ”มากเกินไป ได้มีนักวิชาการหลายคนได้พยายามชี้แจงให้เห็นว่า “พื้นเวียง”มีเนื้อหาใส่ไคล้ส่วนกลางโดยตลอด เพราะผู้เขียนเป็นคนต่างด้าว เขาพากันกล่าวอย่างหน้าตาเฉยโดยมิได้อ่านต้นฉบับเสียด้วยซ้ำ เพราะก็เป็นการยากที่จะอ่านเอกสารชิ้นดังกล่าว เพราะถูกเขียนด้วยตัวหนังสือท้องถิ่นอีสาน

ในระหว่างช่วงเวลาแห่ง การถกเถียงนี้เอง “พื้นเวียง”ก็ได้รับการถ่ายทอดออกเป็นภาษาไทยกลางอย่างเงียบ ๆ เป็นเอกสารโรเนียวและแพร่หลายในแวดวงนักวิชาการแคบ ๆไม่ระบุคนปริวรรต แต่อ้างว่าลอกมาจากต้นฉบับที่มีอยู่ในหอสมุดแห่งชาติ ซึ่งถือกันว่าเป็นต้นฉบับที่สมบูรณ์ที่สุดเล่มหนึ่งเท่าที่ปรากฏ

ข้าพเจ้า ได้มีโอกาสสอบสวนเอกสารชิ้นนี้จาก อาจารย์ จารุบุตร เรืองสุวรรณ ผู้เชี่ยวชาญวรรณกรรมอีสาน ได้รับการยืนยีนว่าเป็นฉบับหอสมุดแห่งชาติ และได้มีโอกาสสอบถาม รองศาสตราจารย์ธวัช บุญโณทก ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มการค้นคว้า ก็ไม่ได้รับการยืนยันหรือปฏิเสธ ด้วยความสนใจจึงไปสอบสวนจากต้นฉบับใบลานจากหอสมุดแห่งชาติ ปรากฏว่าเป็นต้นฉบับเดียวกัน มีเนื้อหาเหมือนกันโดยตลอด และเข้าใจว่าผู้ปริวรรตจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ภาษาอีสาน(โบราณ)เป็นอย่าง ดี ซึ่งน่าจะเป็นฉบับปริวรรตที่ทำขึ้นโดยเจ้าหน้าที่หอสมุดแห่งชาติ ซึ่งต้นฉบับดังกล่าวได้นำมาตีพิมพ์ลงในภาคผนวกของหนังสือเล่มนี้ “พื้นเวียง”เป็นชื่อที่จ่าหน้าไว้ในใบลาน แต่ฉบับหอสมุดแห่งชาติ เจ้าหน้าที่กรมศิลปากรเขียนไว้ว่า “พงศาวดารเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์” เขียนขึ้นเป็นร้อยกรองอย่างไพเราะ วิธีการเขียนเป็นลักษณะการบันทึกจากความทรงจำ มีเนื้อหาสะท้อนให้เห็นภาพการถูกกดขี่ของชาวพื้นเมือง จนถึงขั้นจับอาวุธขึ้นต่อสู้ และในที่สุดก็ถูกปราบปรามจากผู้ปกครองอย่างราบคาบ ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่าความทะเยอทะยานของคน ๆหนึ่ง กับการสักเลกประชาชนที่ค่อนข้างจะโหดร้ายนั้นนำไปสู่สงครามที่โหดร้ายและ ทารุณที่สุดในยุคหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทย
เนื้อหา “พื้นเวียง” ดำเนินเรื่องตามเหตุการณ์ที่ตนพบเห็นมากกว่าที่จะรับรู้มาโดยการบอกเล่า เมื่อได้ตรวจสอบขั้นพื้นฐานแล้วจะเห็นว่า “เอกสาร”เล่มนี้มีเนื้อหาสอดคล้องกับเอกสารชั้นหนึ่ง(primary source) ของฝ่ายไทยเองและลาว

แต่ที่แตกต่างกับเอกสารฝ่ายไทยนั้นเป็นเป็น เอกสารที่นักพงศาวดารไทยเขียนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ เสียส่วนใหญ่ ห่างจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นธรรมดาอยู่เองที่เนื้อหาค่อนข้างบิดเบี้ยวไปมาก และเอกสารที่เขียนขึ้นในช่วงหลังนี้เอง ที่กลายเป็นเอกสารอ้างอิงสำหรับนักประวัติศาสตร์ไทยและต่างประเทศ แม้แต่ในงานเขียนของ Walter F.Valla, Siam under Rama III ซึ่งได้รับการยกย่องในหมู่นักวิชาการไทยว่า เป็นหนังสือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับรัชสมัยรัชกาลที่ ๓ ดีที่สุดเล่มหนึ่ง แต่ในบทที่ว่าด้วยลาวนั้น Valla ใช้เอกสารฝ่ายไทยแทบทั้งสิ้น และเป็นเอกสารที่เขียนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ นี้เอง เนื้อหาจึงมิได้ต่างไปจากตำราในประวัติศาสตร์ไทยเลย

การนำ “พื้นเวียง”มาศึกษา มิใช่ต้องการที่จะสร้างความแตกแยกหรือทำให้เกิดความร้าวฉานในหมู่ชาวไทย และก่อนการศึกษาขอให้เข้าใจว่า การเมืองในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ผิดแผกต่างจากการเมืองในสมัยเกิดรัฐประชาชาติซึ่งแรกมีในสมัยรัชกาลที่ ๕ ที่เน้นความเป็น “ประเทศ” ชาติ” และ “เชื้อชาติ” อย่างค่อนข้างชัดแจ้ง ทำให้นักพงศาวดารในสมัยรัชกาลที่ ๕ มีเป้าหมายในการเขียนประวัติศาสตร์ไทยโบราณ เน้นความมั่นคงของรัฐประชาชาติมากเกินไป ความคิดของนักพงศาวดารได้ก้าวก่ายไปในงานบันทึกเรื่องราวในอดีต ในยุคสมัยที่ยังมิได้เกิดรัฐประชาชาติ ความสำนึกทางการเมืองของคนสมัยอยุธยา หรือแม้แต่สมัยรัชกาลที่ ๕ โดยเฉพาะในช่วงที่ถูกคุกคามจากจักรวรรดินิยมตะวันตก สาเหตุอันหนึ่งนี้ ทำให้นักพงศาวดารได้มองกรณีขบถเข้าอนุวงศ์ด้วยแว่นสายตาของการเกิดรัฐประชา ชาติแล้วผู้ช่วยศาสตราจารย์

ประทีป ชุมพล
ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี
มหาวิทยาลัยศิลปากร

———-

พื้นฐานประวัติศาสตร์

ตำนาน เกี่ยวกับที่มาของชนชาติลาว ได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับที่มาของประวัติศาสตร์ตระกูลของตนเองว่า มีกลุ่มชนอยู่สองกลุ่มที่อยู่ในบริเวณลุ่มแม่น้ำโขงตอนกลาง (บริเวณลาวปัจจุบัน) ชนกลุ่มแรกตำนานกล่าวว่า ได้อพยพลงมาพร้อมกับชนกลุ่มที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณลุ่มแม่น้ำกก การอพยพถ้าวิเคราะห์จากตำนาน ก็พอจะกล่าวได้ว่า เป็นการอพยพของกลุ่มชนที่ยังเร่ร่อนยังชีพด้วยการล่าสัตว์ และยังไม่มีการตั้งถิ่นฐานแน่นอน พวกนี้อาจจัดอยู่ในมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ยุคล่าสัตว์ การอพยพครั้งนั้นเกิดขึ้นเพราะการล่าสัตว์ไม่พอกิน เกิดการแย่งอาหารกัน จึงพากันอพยพลงมาตามแม่น้ำโขง ส่วนใหญ่กระจายอยู่ตามแม่น้ำกก อีกส่วนหนึ่งอพยพต่อไป กระจายลงไปตามแม่น้ำโขงตอนล่างลงไป

ส่วน อีกกลุ่มหนึ่งก็คือตำนานของตนเอง คือกลุ่มพงศาวดารล้านช้าง กล่าวว่าตนเองเป็นกลุ่มชนอยู่ที่นั่นมาแต่เดิม มิได้อพยพมาจากไหน แต่ในกลุ่มนี้ก็ยังมีแบ่งออกเป็น ๒ พวก พวกที่เจริญกว่าพวกหนึ่งคือพวกลาว กับพวกข่าซึ่งมีความเจริญด้อยกว่า ตำนานของชนทั้งสองกลุ่ม คือพวกที่อพยพเข้ามากับพวกที่ตั้งถิ่นฐานมาแต่เดิมนั้น ดูค่อนข้างจะกลมกลืนกันมาก ในด้านการผสมกันทางวัฒนธรรม เพราะไม่สามารถแยกแยะออกมาได้ถึงความแตกต่างกัน (ยกเว้นพวกข่า)

แต่ การอพยพของพวกที่ลงมาจากลุ่มแม่น้ำโขงตอนบนนั้น คงมีอย่างปกติ แม้ในชั้นหลังทำให้ชนกลุ่มล้านนา กับชนกลุ่มล้านช้างชีวันตรายธรรมร่วมกัน ซึ่งทางอยุธยาหรือกรุงเทพฯ ก็เรียกชนสองกลุ่มนี้ว่า ลาว และ John F. Cady กล่าวไว้ในหนังสือ Its Historical Development ว่า คนลาวนั้นเป็นพวกเดียวกันกับพวกเชียงใหม่ ความคิดเห็นของนักประวัติศาสตร์ตะวันตกก็สอดคล้องกับเนื้อหาในตำนานและ ประวัติศาสตร์ไทยและลาว

ประวัติศาสตร์ของลาวเริ่มปรากฏชัดขึ้นใน ช่วงที่สุโขทัยอ่อนกำลังลงเพราะถูกอยุธยารุกราน และเหนือขึ้นไปคือเวียดนามก็กำลังถูกจีนในราชวงศ์เหม็งทำลาย จากเหตุการณ์รอบข้างทำให้ลาวปลอดภัยในการตั้งอาณาจักร ซึ่งมีผู้นำคือ เจ้าฟ้างุ้ม และรุ่งโรจน์เพียงช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เช่นในช่วงสมัยพระเจ้าสามแสนไทย (พ.ศ. ๑๙๑๖ -๑๙๕๙) ต่อจากนั้นก็ถูกบดบังด้วยไทยและเวียนนาม ในสมัยอยุธยา ราชสำนักอยุธยามิได้ให้ความสนใจต่อดินแดนที่เรียกว่าศรีสัตนาคนหุต(ล้าน ช้าง)มากนัก ดินแดนดังกล่าวมาสำคัญต่อไทยในช่วงสมัยรัตนโกสินทร์ ในด้านการตั้งชุมชนใหม่ การเกณฑ์แรงงาน และการสร้างเป็นดินแดนกันชนระหว่างไทยกับเวียดนาม จะเห็นได้ว่าทั้งไทยและเวียดนามพยายามที่จะเข้าไปแทรกแซงลาวเสมอทำให้ทั้ง สองชาติเริ่มมมีความขัดแย้งกัน การขัดแย้งทำให้เกิดสงคราม และสงครามที่เกิดขึ้นก็ต่างยกทัพเข้าไปห้ำหั่นกันในดินแดนลาว เมื่อสงครามยุติลง ทั้งไทยและเวียดนามมักจะใช้ลาวเป็นเครื่องแบ่งผลประโยชน์ เพื่อทดแทนผลเสียหายของตนในการทำสงคราม

“พื้นเวียง” เป็นวรรณกรรมที่สะท้อนให้เห็นถึงความขมขื่นของคนพื้นเมืองที่อยู่บนสองฝั่ง แม่น้ำโขง ในบริเวณที่เรียกว่าลาวและไทยอีสาน ที่เริ่มต้นการเกณฑ์แรงงาน การสักเลก และไปสู่การต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม และสิ่งดังกล่าวนำไปสู่การปราบปรามจากอำนาจส่วนกลางทำให้มองเห็นเลือดท่วม นองสองฝั่งแม่น้ำโขง และเปลวไฟอันลุกฉานเมื่อนครเวียงจันทน์อันรุ่งโรจน์ถูกทำลาย ในท้ายที่สุดก็เป็นการเปิดเกมสงครามระหว่างไทยกับเวียดนาม เพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่ในดินแดนลาว
จากอดีตจนถึงปัจจุบัน เสียงขับขานลำนำพื้นเวียงยังดังก้องไปทั่วสองฝั่งโขง และเสียงปืนก็ยังแผดคำรามอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

————

ความโดยย่อ :
กล่าว ถึงนครเวียงจันทน์ มีกษัตริย์ชื่อพระอนุรุธราชเจ้ามีมเหษีฝ่ายขวาชื่อ คำปอง ฝ่ายซ้ายชื่อ คำจันทร์ มีพระธาตุพนมเป็นศูนย์กลางของโลก (ชาวลาว)
ความ สุขที่เคยมีมาในอดีต ได้กลับเปลี่ยนแปลงเป็นความเดือดร้อน เกิดพายุแผ่นดินแยกและเกิดฟ้าผ่าพระธาตุพนมอันเป็นที่สักการะบูชาพังพินาศ และลางร้ายของบ้านเมืองก็มาถึง

กล่าวถึง หลวงยกบัตรเมืองโคราช ขออนุญาตมายังราชสำนักสยามเพื่อขอปราบพวกข่าที่ดอนโขง บ้านด่าน เมื่อได้พระบรมราชานุญาต หลวงยกบัตรก็ดำเนินแผนร้ายของตนเองทันที โดยทำตัวเป็นผู้ยิ่งใหญ่ขูดรีดชาวพื้นเมือง เมืองใดไม่ยอมก็ยกทัพเข้าตี ผู้คนล้มตายไปเป็นจำนวนมากมีพระยาไกรเจ้าเมืองภูขันไม่ยอมอ่อนต่อเมืองโคราช ได้ฟ้องร้องไปยังราชสำนักสยามๆ ได้ส่งคุณมหาอมาตย์ขึ้นไปไต่สอนความ เมื่อพบกับหลวงยกบัตรเมืองโคราช ก็ได้รับสินบนและได้ฟังแต่ข้อความดีๆ จากปากของหลวงยกบัตรคุณมหาอมาตย์เดินทางกลับเพื่อไปรายงานต่อราชสำนักสยาม พระยาไกรได้ฟ้องร้องไปอีก คุณมหาอมาตย์ก็เดินทางไปอีกเช่นเคย คราวนี้ได้นำหลวงยกบัตรมากรุงเทพฯ ด้วย หลวงยกบัตรจัดเครื่องบรรณาการ มี เงิน ทอง เครื่องครามของป่า ข้าทาสลงมาถวายต่อราชสำนักด้วยและในที่สุดหลวงยกบัตรก็ได้รับแต่งตั้งเป็น พระยาพรหมภักดี เป็นการตอบแทน พร้อมทั้งให้สัญญาว่าเมื่อใดที่เจ้าเมืองโคราชถึงแก่อสัญญากรรมแล้ว ทางกรุงเทพฯ จะแต่งตั้งพระยาพรหมภักดีขึ้นครองเมืองแทน

เมื่อพระ พรหมภักดีเป็นที่โปรดปรานของราชสำนักสยามก็ได้ตั้งหน้าตั้งตารีดนาทาเร้นชาว พื้นเมืองหนักข้อยิ่งขึ้นทุกวัน ชาวพื้นเมืองที่ถูกกดขี่นั้น มีพวกข่ารวมอยู่ด้วยพวกข่าได้รวมตัวกันต่อสู้และท้ายที่สุดก็ได้ภิกษุสา หรือเจ้าหัวสาเป็นผู้นำในการต่อสู้ พวกข่าได้ไปขอขึ้นเป็นไพร่มากมาย และได้ตั้งตัวเป็นอยู่ที่เขาเก็ดโง้ง บ้านหนองบัว แขวงจำปาศักดิ์

เมื่อ มีพวกข่ามาขึ้นมากมาย แทนที่พระยาพรหมภักดีจะเข้าไปต่อสู้ กลับวางแผนยั่วยุให้เจ้าหัวสา เผาเมืองบาศักดิ์และให้ตั้งตนเป็นใหญ่ครองเมืองบาศักดิ์ โดยตนเองจะสนับสนุน เจ้าหัวสา มีความักใหญ่ใฝ่สูงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ไม่รู้แผนของพระยาพรหมภักดี ก็เลยยกทัพไปตีเมืองบาศักดิ์ โดยมีทหารของพระยาพรหมภักดีช่วยเหลือด้วย และสามารถยึดเมืองได้และเผาเมืองทิ้งเสีย ผู้คนในเมืองต่างแดนแตกตื่นและหนีไปยังเมืองต่างๆ รวมทั้งเมืองจำปาศักดิ์หนีไปหาพระยาพรหม
การกระทำของเจ้าหัวสา ทำความเดือดร้อนให้แก่ขาวบ้านเป็นอย่างมาก ทำให้พระอนุรุธราช เจ้าเมืองเวียงจันทน์ออกปราบปราม และจับเจ้าหัวสาได้ เมื่อได้ทำการสอบสวนเจ้าหัวสา ก็สารภาพว่า พระยาพรหมภักดีเป็นผู้ยุแหย่ พระองค์พิโรธมาก จึงให้ทหารไปตามตัวพระยาพรหมมาสอบสวน พระยาพรหมปฏิเสธและจากสาเหตุดังกล่าวทำให้ทั้งสองขัดแย้งกันมากขึ้น ในที่สุด ทั้งพระอนุรุธราช พระยาพรหม ลงมากรุงเทพฯ พร้อมทั้งเจ้าหัวสา และพรรคพวกซึ่งถูกข้อหาขบถ

จากการสอบสวนพระยาพรหมภักดี แม้จะมีความผิดแต่ก็ทรงเห็นว่ามีคุณต่อแผ่นดินก็ยกโทษให้ พระอนุรุธราชทูลขอให้ราชบุตรของพระองค์ครองเมืองจำปาศักดิ์ ก็ทรงอนุญาต พระยาพรหมภักดีเห็นว่า พระอนุรุธราชมีอำนาจมากขึ้นทุกวัน จึงทูลว่าเมื่อเจ้าเมืองเวียงจันทน์มีอำนาจมาก พวกลาวก็จะกลับไปยังเมืองเวียงจันทน์หมด มีทางแก้ก็อยู่ต้องจดเลกพวกลาวเสียก่อน ทางราชสำนักสยามเห็นชอบด้วย จึงโปรดกล้าฯ ให้หมื่นภักดี หมื่นพิทักษ์ ไปเป็นแม่กองสักเลกที่เมืองกาฬสินธุ์ ละคร เหมราษฐ์ บังมุกอุบล ตามลำดับ พอดีกับเจ้าเมืองโคราชถึงแก่อสัญญกรรมพระยาพรหมภักดีก็ได้โปรดเกล้าฯ ให้ครองเมืองแทน

การสักเลกจึงทวีความรุนแรงขึ้น ชาวบ้านชาวเมืองเดือดร้อนมากขึ้นทุกวัน ผู้คนถูกกวาดต้อนย้ายถิ่นฐานพลัดนาคาที่อยู่และต่างหนีไปพึ่งเมือง เวียงจันทน์
ความขัดแย้งทวีอย่างรุนแรงขึ้นทุกวัน ระหว่างเจ้าเมืองเวียงจันทน์กับพระยาพรหมภักดี และถึงจุดระเบิดเมื่อพระยาพรหมภักดีแจ้งไปยังเมืองบาศักดิ์ให้นำทหารไปตีพวก ข่า เจ้าบาศักดิ์ไม่พอใจจึงไปทูลเจ้าเมืองเวียงจันทน์ เจ้าเวียงจันทน์ทรงกริ้วพระยาพรหมภักดีมาก เพราะทำความเดือดร้อนให้แก่ชาวลาวและข่ามากขึ้นทุกวัน จึงจัดทัพจาเวียงจันทน์ออกกวาดล้างกองสักเลก และหมายล้มอำนาจของพระยาพรหมภักดีด้วย เพราะเห็นความชั่วร้ายของพวกเหล่านี้มากมายเพราะนอกจากจะทารุณประชาชนแล้ว แม้แต่ข้าทาสที่อยู่รักษาพระธาตุพนมก็ถูกพวกพระยาพรหมภักดีกวาดต้อนไปเสีย สิ้น อันเป็นการลบหลู่ดุหมิ่นต่อพระศาสนาอย่างมาก

ทัพของพระอนุรุ ธราช เจ้าเมืองเวียงจันทน์ ได้จับนายกองสักเลก และเจ้าเมืองที่ข่มเหงราษฎร์ฆ่าเสียสิ้น ทุกคนกลัวพระบารมี ในที่สุดเวียงจันทน์ก็เดินทัพเข้าสู่โคราช กรรมการเมืองยอมอ่อนน้อม ขณะนั้นพระพรหมภักดีหายไปไม่ปรากฏตัว ทัพเวียงจันทน์รวบรวมทรัพย์สมบัติและกวาดต้อนผู้คนไปกักกันไว้ที่ค่ายมูล เค็ง (ทุ่งสัมริด) อีกส่วนหนึ่งก็ออกล่าตัวพระยาพรหมภักดี โดยมีพระยาไกรเป็นหัวหน้า

ดูเหมือนจะเป็นแผนการของพระยาพรหมภักดี ซึ่งคอยหลบซ่อนอยู่ที่เมืองขุขัน พอทราบข่าวว่าพรรคพวกถูกกวาดต้อนไปกักกันที่ค่ายมูลเค็ง พระยาพรหมภักดีก็ปลอมตัวเป็นไพร่แล้วลอบเข้ามาอยู่ในค่ายมูลเค็ง วางแผนกับลูกน้องในการที่จะหยุดยั้งการกวาดต้อนไปเวียงจันทน์ให้ช้าลง เช่น ขอหยุดเพื่อรวบรวมครอบครัวที่กระจัดกระจายให้ครบถ้วนเสียก่อน ขอซ่อมพาหนะในการขนเสบียงเป็นต้น เจ้าเมืองเวียงจันทน์ทรงอนุญาต และพระองค์เสด็จไปรวบรวมไพร่พลในเมืองอื่นๆ ต่อไป ได้แก่ กาฬสินธุ์ ละคร แปะ (บุรีรัมย์) ปัก (ปักธงชัย) ร้อยเอ็ด ในขณะนั้นทางค่ายมูลเค็งก่อความไม่สงบ ได้ฆ่าพวกทหารเวียงจันทน์ตายเกือบหมด และพ่ายแพ้หนีไป เจ้าเมืองเวียงจันทน์ทราบข่าวก็พิโรธมาก จึงจัดให้ถอยทัพก่อน และให้รีบรวบรวมไพร่พลอพยพกลับเวียงจันทน์

ความ ทราบมาถึงราชสำนักสยามจากเมืองโคราช ซึ่งทางกรุงเทพฯ ทราบเพียงว่า เจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์เป็นขบถ จึงโปรดให้พระยามุนินทรเจ้าลือเดช (เจ้าพระยาบดินทร์เดชาสิงห์ สิงหเสนีย์) เมื่อทัพทางกรุงเทพฯ ขึ้นไป ทัพลาวแตกพ่ายไปยับเยิน เจ้าเมืองเวียงจันทน์เห็นลางพ่ายของตนเอง จึงหมายที่จะไปพึ่งแกว (ญวน) แต่ในที่สุดพระองค์ถูกทัพหลวงของไทยจับตัวได้ และถูกส่งตัวไปยังกรุงเทพฯ ในที่สุดถึงแก่ทิวงคต ไปสู่สวรรค์ชั้นไตรตรึงษ์

หลังจากสวรรค์ของเจ้าอนุวงศ์ เนื้อหาได้กล่าวถึงสงครามระหว่างไทยกับเวียดนาม

————

บทวิเคราะห์เนื้อหา:
เป็น การยากในการที่จะวิเคราะห์ว่า สาเหตุการขบถของเจ้าอนุวงศ์ที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร เพราะถ้าจะศึกษาสาเหตุ นักประวัติศาสตร์ก็ใช้เอกสารที่บันทึกถึงเหตุการณ์นั้นๆ นอกจากผู้ศึกษาจะต้องใช้ความพยายามจะเข้าถึงเอกสารแล้ว ยังจะต้องพยายามเข้าใจว่าฝ่ายไหนเป็นผู้บันทึกขึ้นและมีเป้าหมายอย่างไร
ใน ที่นี้ต้องการจะแสดงให้เห็นว่าผู้เขียน เรื่องพื้นเวียงมีความคิดเห็นอย่างไร ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต่อผู้คนที่เขาผ่านพบไม่ว่าคนไทย – ลาว – ญวน ต่อผู้กดขี่และผู้ถูกกดขี่ การวิเคราะห์เนื้อหาจึงดำเนินตามความคิดของผู้เขียน “พื้นเวียง” และพยายามตรวจสอบกับเอกสารอื่นๆ บ้างว่า แตกต่างหรือเหมือนกันอย่างไร แต่มิได้ตัดสินโดยเด็ดขาดให้เห็นว่าเอกสารฝ่ายใดควรจะถูกต้อง
ในสายตา ของผู้เขียนพื้นเวียงนั้นจะเห็นว่า แม้ลักษณะรัฐประชาชาติยังมิได้เกิดขึ้น แต่ลักษณะทางวัฒนธรรมของไทยกรุงเทพฯ และลาวนั้นไม่เหมือนกัน แต่มีลักษณะร่วมกันอยู่คือ พระพุทธศาสนาและภาษา
แต่ในด้านข้อเท็จจริง กรุงเทพฯ มองลาวในสายตาของผู้มีอารยธรรมอันสูงส่งมองมนุษย์ที่ด้อยทางวัฒนธรรมกว่าตน ฉะนั้นคนในดินแดนตอนเหนือของกรุงเทพฯ บริเวณลุ่มแม่น้ำสาขาของแม่น้ำเจ้าพระยา คือ ล้านนานั่นเอง ซึ่งกรุงเทพฯ เรียกว่า ลาวเชียงใหม่หรือลาวล้านนา ส่วนลาวทางตะวันออกของกรุงเทพฯ เรียกว่า ลาวล้านช้าง คนกรุงเทพฯ มองคนกลุ่มนี้ด้วยลักษณะการดูถูกเหยียดหยามตามลักษณะเชื้อชาติ ดังปรากฏในวรรณกรรมราชสำนักเรื่องขุนช้างขุนแผน หรือกรณีเจ้าดารารัศมีเป็นต้น
ในทางด้านการเมือง “ลาวล้านช้าง” ถือเป็นประเทศราชของสยาม และมีความสัมพันธ์กันอย่างดี ตั้งแต่สมัยอยุธยาเป็นต้นมา เพราะมีความใกล้ชิดกันทั้งทางด้านศาสนา ภาษา วัฒนธรรม และมีความกลมกลืนผสมผสานกันทางเชื้อชาติเป็นอย่างดี จากสิ่งต่างๆ ดังกล่าว ทำให้ลาวมีความสำนึกในฐานะของประเทศราชค่อนข้างดีกว่าดินแดนประเทศราชอื่นๆ เช่น มลายู เขมร การยอมรับอำนาจจากศูนย์กลางราชสำนักกรุงเทพฯ ทำให้ชนชั้นผู้นำของลาวถูกจูงในได้ง่าย ในแง่การอภิเษกสมรสกันระหว่าง 2 ราชวงศ์ การส่งเจ้านายขั้นสูงเข้ามาศึกษาในราชสำนักสยาม 19
นอกจากการ ที่ราชสำนักสยาม ทำให้ลาวยอมรับแล้ว กรุงเทพฯ (ก่อนขบถเจ้าอนุวงศ์) ก็มิได้เข้าไปแทรกแซงเกี่ยวกับการปกครองภายในของลาวมากนัก ราชสำนักลาวปฏิบัติเพียงแต่การส่งดอกไม้เงิน ดอกไม้ทอง เป็นเครื่องราชบรรณการมายังกรุงเทพฯ เพียงสามปีต่อหนึ่งครั้งเท่านั้นและราชสำนักสยามไม่มีอะไรมากไปกว่าการแต่ง ตั้งเจ้ามหาชีวิตของลาวขึ้นเป็นประมุขในฐานะเจ้าของประเทศราช
อย่างไรก็ ตาม สิ่งที่กรุงเทพฯ ประหวั่นพรั่นพรึงอยู่ตลอดเวลาคือ เวียดนาม ซื่งได้พยายามที่จะขยายอำนาจเข้ามาในเขมรและลาว ฉะนั้นบางครั้งจึงทำให้กรุงเทพฯ ระแวงต่อราชสำนักลาวว่าจะไปเข้ากับเวียดนาม และการที่เวียดนามเข้ามามีอำนาจเหนือลาวนั้น เป็นสิ่งที่ไทยยอมไม่ได้อย่างเด็ดขาด
จากประเด็นนี้เอง ผู้เขียน “พื้นเวียง” ชี้ให้เห็นว่าสาเหตุให้ราชสำนักสยามมองดูลาวอย่างวิตกหวั่นไหว และหวาดระแวง สิ่งนี้เองทำให้ราชสำนักสยามจะต้องส่งคนของตนเองที่ไว้ใจขึ้นไปสอดส่อง พฤติกรรมของเจ้าเมืองต่างๆ ในหัวเมืองลาว และได้ยกบัตรเมืองนครราชสีมา (ทองอินทร์) เป็นผู้สืบข่าวและส่งข่าว ต่อมายกบัตรก็ได้รับการสนับสนุนจากราชสำนักสยามให้เป็น “พระยากำแหงสงคราม” และท้ายสุดก็ได้เป็นเจ้าเมืองนครราชสีมา
แม้ได้เป็นเจ้าเมืองนครราชสีมา แล้ว พระยาคำแหงสงครามก็ยังทะเยอะทะยานที่จะเป็นใหญ่ที่สุดเหนือเจ้าเมืองในหัว เมืองลาวทั้งหมด และอุปสรรคอยู่ที่เจ้าอนุวงศ์ เพราะพระองค์คุมเมืองที่ใหญ่ที่สุดคือเวียงจันทน์และจำปาศักดิ์ ทั้งเป็นเจ้าชีวิตโดยสายเลือดของลาวอย่างแท้จริง อีกทั้งเจ้าอนุวงศ์ยังเจริญเติบโตในราชสำนักสยาม มีความใกล้ชิดสนิทสนมกับเชื้อสายชั้นสูงในราชวงศ์เป็นอย่างดี จากสิ่งดังกล่าวจึงเป็นข้อยุ่งยากพอสมควรในการที่จะทำลายเจ้าอนุวงศ์
กระนั้น ก็ตาม พระยาคำแหงสงครามก็หาได้หยุดยั้งความพยายามของตนไม่ ปรากฏว่าได้พยายามสนับสนุนผู้นำของชนในท้องถิ่นนั้นๆ ทะเลาะเบาะแว้งกัน ซึ่งนำไปสู่ความไม่สงบและเกิดสงคราม นับเป็นการทำลายฐานความมั่นคง
ใน ที่สุดก็เกิดขบถขึ้น ซึ่งภิกษุสาแห่งเขาเกียดโง้งเป็นผู้นำ พระราชพงศาวดารรัตนโกสินทร์บันทึกเหตุการณ์ไว้ว่า “เมื่อเดือน ๔ แรม ๑๑ ค่ำ ปีเถาะ เอกศก (พ.ศ.๒๓๖๒) นั้น มีศุภอักษรเจ้านครจำปาศักดิ์ (หมาน้อย) บอกมากรุงเทพฯว่า อ้ายสาเกียดโง้ง ตั้งตัวเป็นผู้วิเศษที่เมืองสาลวัน เมืองคำทอง เมืองอัตบือ มีพวกข่าเป็นพรรคพวกด้วยประมาณ ๓,๐๐๐ คน อ้ายสาเกียดโง้งยกข้ามน้ำโขงมาตีนครจำปาศักดิ์ เจ้าจำปาศักดิ์ท้าวเพี้ย ราษฎรพากันอพยพไปอยู่บ้านเจียม เมืองอุบลฯ ทรงทราบจึงโปรดฯ ให้มีสาส์นตราให้เจ้านครราชสีมายกทัพไปจากเมืองนครราชสีมาทางหนึ่ง ให้เจ้าอนุวงศ์เจ้านครเวียงจันทน์ ยกทัพไปอีกทางหนึ่ง กองทัพเจ้าราชบุตร (โย่) เวียงจันทน์จับตัวอ้ายสาเกียดโง้งได้จึงส่งมากรุงเทพฯ 21
ขบถสา เกียดโง้งในสายตาของกรุงเทพฯ มองไปว่าเกิดขึ้นเพราะสาเกียดโง้งทะเยอทะยานใฝ่สูง เมื่อได้รับการสนับสนุนจากชาวพื้นเมือง โดยเฉพาะพวกข่าแล้วก็ก่อการขบถ และถูกปราบลงอย่างราบคาบ
ในทัศนะของท้องถิ่น การเกิดขบถดังกล่าวมีพื้นฐานมาจากการกดขี่ของผู้ปกครองที่มีต่อผู้อยู่ใต้ ปกครอง เพราะเราทราบว่า ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 2 ได้มีพระราชบัญญัติเกณฑ์แรงงานไพร่ โดยการสักเลก 22 ชาวพื้นเมืองในหัวเมืองอีสานถูกกวาดต้อนลงมาสักเลกที่กรุงเทพฯ และปรากฏว่าไม่ได้ผลเพราะไพร่หนีกันมาก จึงมีการแก้ไขโดยการนำแม่กองสักเลกขึ้นไปสักกันในท้องที่นั้นๆ แต่ละเมืองในหัวเมืองอีสาน เจ้าเมืองและเจ้าหน้าที่ต่างกวาดต้อนชาวบ้านมานักเลกซึ่งแข่งขันกันว่า เมืองใดได้มากกว่าก็จะเป็นที่โปรดปรานกว่า ปรากฎว่าราษฎรได้รับความเดือดร้อนแสนเข็ญโดยเฉพาะพวกชาวข่าถูกกวาดต้อนมา เป็นทาสรับใช้อย่างมากมาย
ขณะนั้นเองก็มีผู้มีบุญเกิดขึ้นคือ “ภิกษุสา” ตามเอกสารพื้นเวียงกล่าวว่า ท่านเป็นสมณะที่มีจริยวัตรดี ชาวบ้านเลื่อมใสศรัทธา ภิกษุสามีเชื้อสายเป็นชาวเมืองเวียงจันทน์หนีการกวาดต้อนจากกองทัพไทยใน สงครามสมัยกรุงธนบุรี (พ.ศ.๒๓๒๑) ภิกษุสาหนีมาอยู่ในนครจำปาศักดิ์ และได้ออกบวชเป็นสมณะ เป็นที่ศรัทธาแก่ชาวบ้านและเลื่องลือกันว่ามีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์ และพวกข่าถือว่าภิกษุสาเป็นท้าวฮุ่ง (เจื๋อง) วีระบุรุษแห่งพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ลงมาเกิดเป็นท้าวธรรมมิกราชในชาตินี้ เป็นผู้ลงมาปราบยุคเข็ญให้แก่พวกข่าและพวกลาว 23
“เฮาก็ สรญาณเห็น แต่หลังเคยสร้าง
เฮาก็ มาอยู่นี้ สามชาติดีหลี
เฮาหาก เป็นราชา แม่นเจืองหาญ
ฝูงหมู่ ไทยชาวข่า ยินดีชมชื่น
บัดนี้ เจ้าแห่งเฮาเกิดแล้ว คำฮ้อนบ่มิ”
(พื้นเวียง)
การ ซ่องสุมผู้คนของภิกษุสาใน “พื้นเวียง” กล่าวว่าพระยากำแหงสงครามยั่วยุให้พวกภิกษุสาเผาเมืองจำปาศักดิ์ เพราะเจ้าเมืองทำความเดือดร้อนให้พวกข่า ในที่สุดจำปาศักดิ์ถูกเผาและภิกษุสากลัวความผิดก็หนีไปอยู่ที่เขาเกียดโง้ง
การ ก่อความไม่สงบของชาวเมืองในครั้งนั้นทราบข่าวไปถึงกรุงเทพฯ ราชสำนักสยามสั่งให้ทางเมืองเวียงจันทน์และนครราชสีมาปราบขบถ ปรากฏว่าเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์จับตัวภิกษุสาได้ เมื่อนำตัวสอบสวน ภิกษุสาสารภาพว่าพระยากำแหงสงครามเป็นผู้ยุยง เรื่องนี้ในเอกสารกรุงเทพฯได้มิกล่าวถึง แต่วิเคราะห์จากเหตุการณ์ปรากฏว่าน่าจะเป็นจริง เพราะว่าทั้งเจ้าอนุวงศ์และพระยากำแหงสงครามเดินทางเข้ากรุง ผลปรากฎว่าในการสืบสวนครั้งนั้น ผู้ได้รับความดีความชอบคือเจ้าอนุวงศ์ เพราะครั้งนั้นพระองค์ทูลขอเมืองจำปาศักดิ์ให้แก่เจ้าราชบุตร (โย่) ขึ้นครอง ราชสำนักสยามยินยอมให้ตามคำขอ แสดงให้เห็นว่าในระยะนั้นราชสำนักสยามยังเห็นว่าเจ้าอนุวงศ์เป็นคนจงรัก ภักดีต่อกรุงเทพฯ และเป็นผู้นำที่มีความสามารถ การที่กรุงเทพฯ ยอมให้เจ้าราชบุตร (โย่) ขึ้นครองจำปาศักดิ์ก็เท่ากับว่าอำนาจของเวียงจันทน์มีมากขึ้นกว่าแต่ก่อน


ใน เรื่องการตั้งเจ้าราชบุตร (โย่) ราชโอรสของเจ้าอนุวงศ์เป็นเมืองจำปาศักดิ์ ดูออกจะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนสำหรับราชสำนักสยามเป็นอันมาก วิเคราะห์ดูจากพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ ๒ ฉบับสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้กล่าวถึงเบื้องหลังเรื่องนี้ว่า เชื้อพระวงศ์ชั้นสูงส่วนใหญ่ไม่มีใครเห็นชอบด้วย โดยเฉพาะเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ถึงกับรับสั่งในท้องพระโรงต่อหน้าพระพักตร์รัชกาลที่ ๒ บรมวงศานุวงศ์ และขุนนางชั้นผู้ใหญ่ว่า “อยากจะรู้นัก ใครเป็นผู้จัดแจงเพ็ดทูลให้เจ้าราชบุตรเวียงจันทน์ ไปเป็นเจ้าเมืองจำปาศักดิ์ แต่เพียงพ่อมีอำนาจอยู่ข้างฝ่ายเหนือก็พอแล้ว ยังจะเพิ่มเติมให้ลูกไปมีอำนาจโอบลงมาทางฝ่ายตะวันออกเฉียงเหนืออีกด้าน ๑ ต่อไป จะได้ความร้อนใจด้วยเรื่องนี้ 24
คำประชดประชันดังกล่าว พระราชพงศาวดารฉบับนี้ยังระบุด้วยว่า บริภาษขึ้นมาหน้าพระที่นั่งและต่อหน้ากรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (รัชกาลที่ ๓) เพราะเห็นว่าเป็นเจ้ากี้เจ้าการสนับสนุนข้อเรียกร้องของเจ้าอนุวงศ์ ซึ่งไม่เป็นที่พอพระทัยของเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีและพรรคพวกเพราะเห็น ว่าเจ้าอนุวงศ์มีอำนาจมากเกินไป และเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี เสนอให้เมืองนครราชสีมาควบคุมจำปาศักดิ์แต่ในที่สุดรัชกาลที่ ๒ ก็คล้อยตามข้อเสนอของกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์

——-

จะ เห็นได้ว่า พระยากำแหงสงครามพ่ายแพ้ต่อเจ้าอนุวงศ์แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีสิ่งที่พระยา กำแหงสงครามประสพความสำเร็จ คือการที่ทำให้ราชสำนักสยามเกิดความคิดแตกแยกกันออกเป็นสองฝ่าย และเมื่อกลับไปถึงอีสาน “พื้นเวียง” กล่าวว่า พระยากำแหงสงคราม ได้เสนอต่อราชสำนักสยามให้ทางกรุงเทพฯ ส่งคนไปสักเลกพวกลาวโดยด่วน เพราะกลัวทางเวียงจันทน์มีอำนาจมากเกินไป พอดีกับในขณะนั้นเจ้าเมืองนครราชสีมาถึงแก่อสัญกรรมอย่างกระทันหัน ราชสำนักสยามจึงแต่งตั้งให้พระยากำแหงสงครามขึ้นครองเมืองแทนทันที
การ กดขี่ราษฎรที่ออกมาในรูปการขูดรีดภาษี การสักเลกก็เริ่มทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งสิ่งดังกล่าวเป็นตัวเร่งที่ทำให้หัวเมืองลาวระล่ำระสายอย่างรวดเร็ว

“มันก็ จัดคนได้ โยธาพันหนึ่ง
ไปนั่งต้อน ขนันไว้ที่โขง หั้นแล้ว
ฝูงชาวค้า นาวาขี้ล่อง มานั้น
มันก็ จับผูกไว้ เทฮื้อรบเอา แท้แล้ว
มันก็ ทำลับเลี้ยว กังวลหลายสิ่ง

มันก็แข็งว่า เป็นข้าเจ้า บ่มีย้านหย่อนใผ แท้แล้ว
เลยเล่า อัปปลาภค้า บ่มีใผเที่ยวท่อง มานั้น
มันก็ ทำแก่เข้ม เป็นเจ้าผู้เดียว แท้แล้ว
มันก็ แข็งข่มแพ้ หัวเมืองทั้งแปด
จักเข้า เป็นข่าวแก้ว ตีข่าหมู่ละแด
คนก็ ตายมอดเมี้ยน มีหลายอนันต์เนก จริงแล้วฯ”

เจ้าก็ สมเสพชู้ สายหมู่ไทยครัว
เหมือนดัง เดียรฉานสัตว์ บ่กลัวสังแท้
มันก็ ทำลบเลี้ยว หลายสิ่งนานา
ผิเอา เขาคนตาย ข่มเหงจริงแท้
หญิงใด นมยานนั้น จำเสียพอบาท
หญิงใด นมเค่งนั้น เสียแท้ห้าสลึง หั้นแล้ว
ยามเมื่อ การเมืองฮ้อน ลูกอ่อนบ่ทันกิน
มันจัก เนิ่นนานเสีย ห่างการภายหน้า

อันนี้ จาแต่น้อย หวนเหตุพองาม เจ้าเอย
ครั้นว่า จาไปเหมิด หน่ายสะอางบ่ควรเจ้า
พอเมื่อ เหมิดเขตแล้ว นมแห่งฤดูฝน
ฝูงหมู่ นายกองสัก ออกมาหล่ำซ้ำฯ
เจ้าก็ อาญัติให้ ฝูงหมู่กองสัก
สูจึง ไปเขียนเอา ซื่อเขาตงเสี้ยง
ตั้งแต่ หญิงซายซ้อน ผัวเมียมีคู่
ซายบ่ มีคู่ซ้อน เอาแท้ทีเดียว หั้นเทอญ

เขาก็ แจ้งข้อแล้ว เลยเล่าลาไป
เถิงกาฬสินธุ์ เร่งคนมาเฝ้า
สักเลกพร้อม ทั้งเขียนเอาซื่อ
หมดถ้วนแล้ว กลายขึ้นสู่ละคร
ซายละครฟ้าว จัดกันปัดขอด
มาก่อตั้ง ศาลกว้างถ้านาย
เจ้าฮอดแล้ว พักจอดในศาล
ฝูงเสนา เร่งคนมาเฝ้า
สักเลขพร้อม เขียนขื่อนามกร
ทั้งวันคืน บ่ขาดยามคราวน้อย”
(พื้นเวียง)
การ กวาดต้อนผู้คนมาสักเลก ทำความระส่ำระสายต่อหัวเมืองอีสานมากนัก เพราะวิธีการที่ค่อนข้างจะรุนแรงและโหดร้ายตามพรรณนาไว้ใน “พื้นเวียง” ซึ่งวิเคราะห์ดูน่าจะเห็นจริง เพราะการสักเลกซึ่งมีขึ้นครั้งแรกในหัวเมืองอีสานนำความตื่นตระหนกมายังผู้ คน และกระจายกว้างออกไปอย่างรวดเร็ว จนผู้คนทางหัวเมืองอีสานหนีไปยังเมืองเวียงจันทน์มากขึ้นทุกวัน

และท้ายที่สุดก็มาถึง เมื่อประชากรลาวและข่าเดือดร้อนแสนเข็ญ เจ้าอนุวงศ์ก็เหลือที่จะอดกลั้น
“เคียดที่ ไทยขี้ฮ้าย เมืองขว้ำมุ่นวาย แท้แล้ว
จักผูกปิ้ง ตีฆ่าแม่นใจ แท้แล้ว
เคียดที่ มันแป้ม้าง ปองจูดเมืองเสีย ดังนั้น
บัดนี้ เวรนำทัน คอบมันลางแล้วฯ

(พื้นเวียง)
ตาม เอกสาร “พื้นเวียง” กล่าวว่า เจ้าอนุวงศ์ยกทัพหลวงออกจากเวียงจันทน์เพื่อปราบยุคเข็ญ และปกป้องอาณาประชาราษฎร์ของพระองค์ ฉะนั้นเป้าหมายในการโจมตีคือเมืองนครราชสีมา และเมืองในบริเวณใกล้เคียงเท่านั้น แต่แผนการณืของพระยากำแหงสงครามก็บรรลุถึงเป้าหมายอย่างรวดเร็วเพราะได้ส่ง ข่าวไปทางกรุงเทพฯ ทันที ว่าเจ้าอนุวงศ์ก่อนขบถต่อราชสำนักสยาม กำลังบ่ายหน้าเข้าตีนครราชสีมาและเข้ายึดกรุงเทพฯ ในที่สุด

ประชุมจดหมายเหตุเรื่องปราบขบถเวียงจันทน์ ได้บันทึกเหตุการณ์ครั้งนี้ว่า

“ถึง ปีวอก พ.ศ.๒๓๖๗ พระบาทสมเด็จฯ พระพุทธเลิศหล้านภาลัยสวรรค เจ้าอนุวงศ์ลงมาถวายพระเพลิงพระบรมศพ เมื่อปีระกา พ.ศ.๒๓๖๘ ประจวบเวลาอังกฤษให้เฮนรี่ เบอร์นี่ เป็นทูตเข้ามาทำสัญญา ฝ่ายไทยในชั้นแรกไม่อยากทำต้องปรึกษาโต้ตอบกันอยู่ช้านาน ในเวลาเมื่อเจ้าอนุวงศ์อยู่ในกรุงเทพฯ เจ้าอนุวงศ์ลงมาครั้งนั้นเชื่อว่าได้สนิทชิดชอบกับพระบามสมเด็จพระนั่งเกล้า เจ้าอยู่หัว จะเห็นทูลขอร้องอย่างไรคงทรงยินยอม จึงทูลขอแบ่งพวกครัวชาวเวียงจันทน์ที่ได้กวาดต้อนลงมา เมื่อกองทัพไทยขึ้นไปตีกรุงศรีสัตนาคนหุตครั้งกรุงธนบุรี จะเอากลับขึ้นไปบ้านเมืองพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระดำริว่า พวกครัวก็ได้มาตั้งภูมิลำเนาเป็นหลักแหล่งอยู่หัวเมืองชั้นในแล้ว ถ้าพระราชทานไปแม้แต่พวกใดพวกหนึ่ง พวกอื่นก็จะพากันกำเริบ จึงไม่พระราชทานตามประสงค์ เจ้าอนุวงศ์รู้สึกอัปยศ กลับขึ้นไปเวียงจันทน์ก็ตั้งต้นคิดการขบถ เห็นด้วยว่าเวียดนามเข้ามาทางตามประสงค์ เห็นด้วยว่าเวียดนามขยายอำนาจเข้ามาทางกรุงกัมพูชา ตั้งแต่รัชกาลที่ 2 ไทยก็ต้องเอาใจดีต่อเวียดนาม แต่ไทยเกรงจะเกิดทั้งศึกพม่าและศึกเวียดนามขึ้นเป็น 2 ทาง เวียดนามได้เมืองเขมรแล้วกำลังคิดจะขยายอำนาจต่อไปขึ้นทางเมืองลาว ถึงจะตั้งตัวเป็นอิสระ ไหนไทยจะกล้าขึ้นไปปราบปราบอย่างแต่ก่อน เจ้าอนุวงศ์จึงไปฝากฝ่ายกับเวียดนามหมายจะเอาเป็นกำลังต่อสู้ไทย พอถึงปีจอ พ.ศ.๒๓๙๖ มีข่าวเล่าลือไปถึงเมือเวียงจันทน์ว่าไทยเกิดวิวาทกับอังกฤษ อังกฤษจะยกทัพเรือมาตีกรุงเทพฯเจ้าอนุวงศ์เห็นเป็นโอกาสก็ออกหน้าก่อขบถ เจ้าอนุวงศ์ก็เข้ายึดเมืองนครราชสีมา แล้วให้เจ้าราชวงศ์ยกทัพหน้าลงมากวาดต้อนผู้คนที่เมืองสระบุรี ฝ่ายกรุงเทพฯรู้ว่าเจ้าอนุวงศ์เป็นขบถต่อเมื่อเจ้าอนุวงศ์ได้เมือง นครราชสีมาแล้ว ก็เร่งกะเกณฑ์กองทัพทันที และในขณะที่กำลังเกณฑ์กองทัพนั้นได้ข่าวซ้ำลงมาว่าข้าศึกเข้ามาถึงเมือง สระบุรี ทางอีก ๓ วัน จะถึงกรุงเทพฯ ไม่ทราบแน่ว่าข้าศึกจะมีกำลังลงมามากน้อยเท่าไร ก็ต้องตระเตรียมป้องกันพระนคร” 25

จะเห็นได้ว่าข้อมูลที่ ทางกรุงเทพฯ ทราบข่าวก็คือ ข้อมูลที่ได้จากเจ้าเมืองนครราชสีมาเท่านั้น โดยมิได้วิเคราะห์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ หรือสอบสวนจากฝ่ายเมืองเวียงจันทน์ ความจริงแล้ว ก่อนที่เจ้าอนุวงศ์จะยกทัพข้ามโขงมาตีเมืองนครราชสีมานั้น พระองค์ได้มีพระราชสาส์นถึงราชสำนักสยาม ๑ ฉบับ และพระราชสาส์นเจ้าอนุวงศ์ทางราชสำนักสยามเห็นว่าเป็นการวางแผนล่วงหน้า

——-

ความในพระราชสาส์นมีว่า

“ขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อมควรมิควรข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานโทษ ขอพระราชทานชีวิต
ด้วย อยู่ ณ วันพุธ เดือน ๑๐ ขึ้น ๑๓ ค่ำ ปีจอ อัฐศกเจ้าราชวงศ์เชิญศุภอักษรขึ้น โปรดเกล้า โปรดกระหม่อมข้าพระพุทธเจ้า ๒ ฉบับ มีข้อความเป็นหลายปราการกับคำสัญญาอังกฤษ ๑๔ ข้อ และว่าแม้นจะมีราชการมาจริงสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็หวังพระทัยอยู่ที่ข้า พระพุทธเจ้า คงจะลงมาช่วยแน่ ถ้ามีศุภอักษรบอกข่าวราชการขึ้นไปเมื่อใด ก็อย่าให้ข้าพระพุทธเจ้าประมาทนอนใจอยู่ ให้เร่งกองทัพลงมาช่วยคิดราชการให้ทันท่วงทีโดยเร็วนั้น ข้าพระพุทธเจ้ารับใส่เกล้าใส่กระหม่อมทุกประการแล้ว ราชการครั้งนี้ แต่อังกฤษเข้ามาลำเดียว ราษฎรก็ระส่ำระสายรวนเรอยู่ ด้วยว่าไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินได้รับความเดือนร้อนบอบช้ำนัก เมืองใด ๆจะไม่ได้ขาย บุตรและภรรยาก็ไม่มี ที่ทนได้ก็อยู่ ที่ทนไม่ได้ก็หลบหลีกหนีเข้าป่าหาที่พึ่งไม่ได้ บรรดาลาวทั้งปวงมีแต่จะหนีเข้ามาหาข้าพระพุทธเจ้า เหลือสติกำลังข้าพระพุทธเจ้าจะห้ามปรามไว้ ครั้นข้าพระพุทธเจ้าจะลงมาเผ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ กรุงเทพฯมหานคร กราบทูลพระกรุณาชี้แจง เป็นแต่ข้าพระพุทธเจ้าคนเดียว เหลือสติกำลังข้าพระพุทธเจ้าจะกราบทูลพระกรุณาคัดง้าง ถ้าแลพม่ายอมเข้ามาอังกฤษเหมือนศุภอักษรขึ้นไปโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม – ข้าพระพุทธเจ้านั้น ข้าพระพุทธเจ้าเห็นว่าจะเป็นทัพกระหนาบ พม่าจะเป็นทัพบก อังกฤษจะเป็นทัพเรือ ข้าพระพุทธเจ้าจึงได้จัดให้อุปราชไปอยู่เมืองร้อยเอ็ด เจ้าโถงอยู่เมืองสุวรรณภูมิ เจ้าป่าสักอยู่เมืองอุบล เพี้ยซ้ายอยู่เมืองหล่มศักดิ์ ตัวข้าพเจ้าอยู่นครราชสีมา เกลือกว่าจะมีราชการเอาคนจึงจะได้ทันท่วงทีจะโปรดเกล้าฯ ให้ข้าพระพุทธเจ้าจัดกองทัพลงมารักษาพระองค์อยู่ ณ กรุงเทพมหานคร ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานรับใส่เกล้าฯ จัดลงมาหมื่นหนึ่ง คนหัวเมืองลาวทั้งปวงก็ทรงทราบอยู่ในบัญชีสักเลกทุกประการ คนเมืองนครราชสีมากับคนเมือง ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานรับใส่เกล้าคิดจะให้มีทัพผี จึงจะรับทัพอังกฤษได้ถนัด ทัพผีส่วนเขมรจะได้สองหมื่นเศษ จะไม่ให้คนเก่าต้องหนักมือ ถ้าผู้ใดไม่อยู่ในบังคับ ข้าพระพุทธเจ้าจะคิดเป็นทรยศจากใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่ หัวนั้น ขอพระราชทานอย่าให้ทรงพระดำริถึงเป็นอันขาดทีเดียว ครั้นข้าพระพุทธเจ้าอยู่หัว ณ กรุงเทพมหานครครั้งนี้ ข้าพระพุทธเจ้าได้ทำราชการฉลองพระเดชพระคุณสำเร็จแล้วเมื่อใด ข้าพระพุทธเจ้าจึงขอพระราชทานลงมาเฝ้าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว ข้าพระพุทธเจ้าจึงได้ให้เจ้าราชวงศ์ลงมาแจ้งการ

ควรมิควรสุดแล้วแต่จะโปรด ขอพระราชทานกราบทูลพระกรุณาใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ณ วันพฤหัสบดี เดือนยี่ แรม ๑๔ ค่ำ ปีจอ อัฐศก” 26

การ ยกทัพของเจ้าอนุวงศ์จากเวียงจันทน์ข้ามแม่น้ำโขงเข้ามายึดเมืองนครราชสีมา นั้น ทางกรุงเทพฯ คิดว่าเจ้าอนุวงศ์เตรียมการก่อขบถมานานแล้วเพราะเอาใจฝักใฝ่เวียดนาม อีกทั้งรู้ว่ากรุงเทพฯ กำลังถูกคุกคาม การประเมินสถานการณ์รับความพอดีกับข้อมูลที่ได้จากเมืองนครราชสีมา ทำให้กรุงเทพฯมองเวียงจันทน์อย่างอาฆาตมาดร้ายสิ่งที่กรุงเทพฯ จะต้องทำให้สมกับความขบถก็คือ การเผาเวียงจันทน์ให้ราบเป็นหน้ากลอง

เมื่อเป็นเช่นนี้ ทางกรุงเทพฯ จึงเตรียมยกทัพขึ้นไปต่อสู้กับเจ้าอนุวงศ์ทันที

ถ้า พิจารณาจากพื้นเวียงแล้ว จะเห็นได้ว่าขณะนั้นเจ้าอนุวงศ์มิได้มุ่งหมายจะก่อขบถต่อกรุงเทพฯโดยตรง ปัญหาที่แท้จริงของเจ้าอนุวงศ์ก็คือการกวาดล้างอำนาจอันไม่เป็นธรรมของเจ้า เมืองนครราชสีมาและการชำระล้างการสักเลก ซึ่งเป็นการกระทำโดยอำนาจจากศูนย์กลางที่ค่อนข้างโหดร้ายอย่างที่ไม่ปรากฎมา ก่อน และแน่นอนย่อมกระทบถึงประโยชน์ของทางกรุงเทพฯ ด้วย

อีกประการ หนึ่ง การเตรียมทัพของเจ้าอนุวงศ์ มิใช่ทัพที่ยิ่งใหญ่ที่หมายจะตีกรุงเทพฯตามเอกสารฝ่ายไทย ในชั้นต้นพระองค์อาจต้องการทำลายล้างความไม่เป็นธรรม แต่เมื่อไม่สามารถควบคุมหัวเมืองต่างๆ ได้ เจ้าอนุวงศ์จึงเปลี่ยนใจเป็นการกวาดต้อน ชาวลาวที่ถูกกดขี่กลับถิ่นฐานบ้านเกิดเมืองนอน รวมถึงการกวาดต้อนเชลยไทย (บางส่วน) ไปด้วย

พิจารณาดูตามพระราชสาส์นที่เจ้าอนุวงศ์ส่งไปยัง สำนักสยามพอพิจารณาได้ว่า การที่พระองค์ออกปราบยุคเข็ญหัวเมืองลาวนั้น พระองค์แจ้งมาให้ทางกรุงเทพฯ ทราบแล้วโดยเอาเหตุการณ์เกี่ยวกับการคุกคามของอังกฤษมาเป็นข้ออ้าง และพระองค์ต้องการชำระบัญชีที่เมืองนครราชสีมาพระองค์คิดว่าสิ่งที่คิดไว้คง สำเร็จ จึงได้ระบุไว้ในจดหมายว่า พระองค์เองตั้งทัพคอยช่วยเหลือกรุงเทพฯอยู่ที่นครราชสีมา ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหัวเมืองลาวนั้น พระองค์จะลงมาชี้แจงต่อราชสำนักสยามโดยตัวของพระองค์เอง

แต่การได้ ข้อมูลเพียงด้านเดียวของทางกรุงเทพฯ จึงได้วิเคราะห์กองทัพของเจ้าอนุวงศ์ผิดไป แต่ข้อเท็จจริงกลับกลายเป็นว่า เจ้าอนุวงศ์ลงมาถึงสระบุรีก็เพียงกวาดต้อนผู้คน ซึ่งเป็นชาวลาวกลับเวียงจันทน์เท่านั้น

เอกสารกรุงเทพฯ ได้แก่พระราชพงศาวดารรัตนโกสินทร์ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ กล่าวถึงเหตุการณ์ตอนนี้ว่า เหตุที่เจ้าอนุวงศ์เปลี่ยนใจไม่มาตีกรุงเทพฯ ก็เพราะว่าเป็นเพราะพระบารมีของรัชกาลที่ 3 ทำให้เจ้าอนุวงศ์เปลี่ยนใจ

“มี คำกล่าวถามมาว่า อนุยกกองทัพลงมาตีกรุงแล้วทำไมไม่ยกลงมาทีเดียว เห็นที่กรุงไม่ทันรู้ตัวก็จะได้โดยง่ายเป็นเพราะเหตุไรจึงไปกวาดครอบครัว อยู่ที่เมืองนครราชสีมาจนกรุงรู้จัดกองทัพขึ้นไปสู้รบทันท่วงที แก้ว่าเหตุ 3 ประการ คือ กรุงศรีอยุธยาไม่ถึงคราวจะเสีย พระบารมีพระเจ้าอยู่หัวยังมีมากอยู่ บันดาลให้อนุคิดผิดไป ประการหนึ่ง จะคิดตามทำนองศึก อนุเห็นว่าจะยกเลยลงไปกรุงทีเดียวนั้นก็เป็นที่ระวังหลังอยู่ จึงจัดแจงกวาดครอบครัวเสียให้สิ้นเชิงก่อนไม่มีกังวลหลังแล้วจึงจะยกลงมา การตีเมืองนครราชสีมานั้นก็คิดตั้งเป็นการปี มียุ้งฉางโตใหญ่ถ่ายเสบียงอาหารไว้มากประการหนึ่ง ใจอนุเป็นคนขลาดคิดการสิ่งไรก็มักถอยหน้าถอยหลังวน ๆเวียน อยู่จึงเป็นดังนี้” 27

ข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรก็ตามแต่ในที่สุด แผนการณ์ของเจ้าอนุวงศ์ผิดพลาดและล้มเหลวทุกประการ ความพยายามที่ต้องการช่วยเหลือชาวพื้นเมือง ทำให้พระองค์กลับกลายเป็นการขบถต่อกรุงเทพฯ และเมื่อถูกกล่าวหาว่าเป็นขบถต่อราชสำนักสยาม เจ้าอนุวงศ์ก็สั่งอพยพชาวลาวข้าวฝั่งโขงกลับคืนเวียงจันทน์ ในที่สุดถูกทัพจากกรุงเทพฯ ตีแตกพ่ายไปอย่างยับเยิน ทัพไทยบุกเข้ายึดเวียงจันทน์ได้ เจ้าอนุวงศ์หนีไปพึ่งเวียดนาม

เหตุการณ์ ในตอนนี้ “พื้นเวียง” กล่าวอย่างไม่ชัดแจ้งนัก แต่เอกสารกรุงเทพฯ คือ พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 3 กล่าวบันทึกว่า พระยาราชสุภาวดีแม่ทัพ ได้จัดให้คนลาวปกครองเวียงจันทน์กันเอง เสร็จแล้วก็ยกทัพกลับกรุงเทพฯ แต่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงกริ้วมาก เพราะไม่ทำลายล้างเมืองเวียงจันทน์ให้สาบสูญ “การสงครามครั้งนี้พระราชสุภาวดีได้ยศแค่ว่าที่สมุหนายก เพราะไม่โปรดที่แม่ทัพไทยไม่เผาเวียงจันทน์” 28

สิ่งดังกล่าวจึง เป็นเรื่องที่พอจะกล่าวได้ว่า ทรงราชสำนักสยามโกรธแค้นที่ลาวเป็นขบถ จึงโปรดให้เผาเวียงจันทน์ทิ้งเสีย แต่เมื่อพระยาราชสุภาวดีแม่ทัพไทยตีเวียงจันทน์ได้แต่ไม่ทำลาย ทั้งยังให้ชาวลาวปกครองกันเองเสียด้วยซ้ำ นักการทหารคงมองไปว่า การเผาเวียงจันทน์นั้นทำได้ง่าย แต่ผลที่ได้นั้นกลับเป็นผลเสียมากกว่าผลดี เพราะแม่ทัพอาจจะเห็นว่าเป็นการล้มล้างดินแดนกันชนระหว่างไทยกับเวียดนาม เสียเอง ทำให้เวียดนามเข้าแทรกแซงได้ง่าย การสนับสนุนคนพื้นเมืองที่จงรักภักดีขึ้นปกครองน่าจะมีประโยชน์กว่า แต่เมื่อไม่สมพระราชหฤทัย ว่าที่สมุหนายกยกทัพไปตีเวียงจันทน์อีกครั้งหนึ่ง โดยมีเป้าหมายประการสำคัญคือ เผานครเวียงจันทน์ให้ราบเป็นหน้ากลอง 29

————-

และ ในที่สุดนครเวียงจันทน์อันรุ่งโรจน์ ของศรีสัตนาคนหุตก็ถูกเผาลงราบคาบสมความมุ่งหมายของกรุงเทพฯ ทุกประการ เจ้าอนุวงศ์ก็ถูกจับตัวได้พร้อมพระบรมวงศานุวงศ์ และถูกนำตัวส่งกรุงเทพฯ พระราชวงศ์ลาวที่ถูกจับ ถูกลำเลียงลงมาขังไว้ที่เมืองสระบุรี และถูกนำไปบรรจุในกรงก่อนที่จะนำตัวเข้ากรุงเทพฯ

พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 3 ได้บันทึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนี้ไว้ว่า

“เจ้า พระยาราชสุภาวดีจึงให้พระอนุรักษโยธา พระโยธาสงคราม หลวงเทพนรินทร์ พระนครเจ้าเมืองขอนแก่นราชวงศ์เมืองชนบท กับไพร่ 300 คน คุมตัวอนุกับครอบครัวลงมาส่งถึงเมืองสระบุรี พระยาพิไชยวารีขึ้นไปตั้งรับครอบครัวลงมาส่งเสบียงอยู่นั้น ก็ทำกรงใส่อนุ ตั้งประจานไว้กลางเรือ ให้พระอนุรักษ์โยธา พระโยธาสงครามตระเวนลงมาถึงกรุงเทพมหานคร วันเดือนยี่ ขึ้น ๑๑ ค่ำ โปรดให้จำไว้ทิมแปดตำรวจบุตรหลายชายหญิง และภรรยาน้อยก็ส่งไปเป็นชาวสะดึงทั้งสิ้น
แล้วรับสั่งให้ทำที่ประจานลง หน้าพระที่นั่งพุทธไธยสวรรย์ ทำเป็นกรงเหล็กใหญ่สำหรับใส่อนุที่รั้วตารางล้อมรอบทั้ง ๔ ด้าน มีกรงเหล็กน้อยๆ สำหรับใส่บุตรหลาน ภรรยาอนุถึง ๑๓ กรง มีเครื่องกรมกรณ์ คือ ครก สาก สำหรับโขลก มีเบ็ดสำหรับเกี่ยวแขวน มีกะทะสำหรับต้ม มีขวานผ่าอก มีเลื่อยสำหรับเลื่อยไว้ครบทุกสิ่ง แล้วตั้งขาหยั่งเสียบแป้นเวลาเชัา ๆไขอนุกับอ้ายโยปาศัก ๑ อ้ายโปสุทธิสาร ๑ อ้ายเต้ ๑ อ้ายดวงจันทร์ ๑ อ้ายสุวรรณจักร ๑ อ้ายปัน ๑ บุตรอนุ ๗ คน อีคำปล้องภรรยาอนุ ๑ อ้ายสุริยะ ๑ อ้ายง่อนคำใหญ๋ ๑ อ้ายปาน ๑ อ้ายคำบุ ๑ อ้ายดี ๑ หลานอนุห้าคนรวม ๑๔ คน ออกมาขังไว้ในกรงจำครบแล้ว ให้นางคำปล้องเป็นอัครเทพีถึงพัดกางหมากเข้าไปนั่งปรนนิบัติอยู่ในกรง ให้นางเมียน้อยสาว ๆซึ่งเจ้าพระยาสุภาวดีส่งมาอีกในครั้งหลังนั้น แต่งตัวถือกระบายใส่ข้าวปลาอาหารไปเลี้ยงกันที่ประจาน ราษฎรชายหญิงทั้งในกรุงทั้งนอกกรุงพากันมาดูแน่นอัดไปทุกเวลามิได้ขาดที่ลูก ยังญาติพี่น้องต้องเกณฑ์ไปทัพตายเสียครั้งนั้น ก็มานั่งบ่นพรรณนาด่าแช่งทุกวัน
ครั้งเวลาบ่ายแดดร่มก็เอาบุตรหลานที่ จับได้มาขึ้นขาหย่างเป็นแถวกันไปร้องประจานโทษต่อเวลาจวนพลบก็เอาเข้ามาจำ ไว้ที่ทิมดังเก่า ทำดั่งนี้อยู่ได้ประมาณ ๗ วัน ๘ วัน พออนุป่วยเป็นโรคลงโลหิตก็ตายโปรดให้เอาศพไปเสียบประจานไว้ที่สำเหร่” 30

เจ้า อนุวงศ์สิ้นพระชนม์ลงอย่างน่าอเนจอนาถ และพระศพของพระองค์ ถูกเสียบประจานไว้ในฐานะหัวหน้าขบถ ผู้เขียนพื้นเวียงน่าจะทราบพฤติการณ์ของผู้ชนะที่กระทำต่อผู้แพ้ แต่ด้วยความเคารพนับถือในวีรกรรมที่พระองค์ได้ต่อสู้เพื่อปกป้องชาวพื้น เมือง จนพระองค์ต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไปนั้น ทำให้ผู้แต่งได้พรรณนาถึงความตายอันยิ่งใหญ่ของเจ้าอนุวงศ์ ซึ่งเป็นความงามของกวีที่มีต่อบุคคลที่รักอย่างสุดซึ้ง


————–
“แต่นั้น ยั้งขม่อมเจ้า ลดชั่วสารมรณ์
พระก็ ลาสงสาร สู่ไตรพดึงส์แก้ว
เขาก็ แปลงศพสร้าง ประนมอวนถวาย พระองค์นั้น
คำและแก้ว แสงเลื่อมเฮื่อเฮือง
ยาบๆ สร้อย ในศรีเกาะไคว่
ลมพัดต้อง ปลิวเปลื้องแกวหาง
ริจนาแต้ม กินรี เยาะหย่อง
ห่างก่องค้อม แขนส้อย ค่องคือ
ตาคมคิ้ว คงคางเหลียวเหลือด
พือปีกฟ้อน อรอ้วนอ่อนทวย
มีทั้ง ฮูปเทวดาเจ้า ถือธุงเดียรดาษ
พรหมสี่หน้า หยายไว้สู่มุม
เขาก็ งั้นคาบเจ้า บริบวรณ์แล้วจูด
ไฟใส่ขึ้น ประนมแก้วมุ่งคง
ฝูงหมู่สัง โฆเจ้ายวงบุญ บนบอก
เททอดน้ำ ลงเทส่งบุญ
ให้เจ้า เมืออยู่สร้าง เมืองสวรรค์สนุกยิ่ง จริงเทอญ
โลกนี้ บ่เที่ยงแท้ อย่าได้ท่องเที่ยว พระเอย
ศุกทุกข์นั้น ไผบส่องตาเห็น แท้แล้ว
เปนดังกง เกียนผันปิ่นเวียน เลิงเลื้อย”

(พื้นเวียง)

—————-

ภาพที่บรรยายไว้ในพระราชพงศาวดารไทย กับภาพที่ปรากฎในวรรณกรรมพื้นเวียง แม้จะเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

 

มีต่อClick to Download

—–

เชิงอรรถ
1. เรื่องพื้นเวียง เป็นเรื่องหนึ่งที่ชาวภาพตะวันออกเฉียงเหนือ (ตอนบน) นำมาอ่านขับขานกันที่ชุมชน ในงานมงคลต่างๆ โดยเฉพาะในงาน “งันเฮือนดี” คือ ในงานศพ.
2. ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร ได้ปรารภที่งานสัมมนาประวัติศาสตร์อีสาน ปี 2521 ที่วิทยาลัยครูมหาสารคามว่า วรรณกรรมพื้นเวียงได้เคยเข้าที่ประชุมคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์มาหลายปี แล้ว แต่ท่านก็มิได้เปิดเผยรายละเอียดว่ามีการถกเถียงอะไรกันบ้าง.
3. หนังสือพิมพ์สยามนิกรรายสัปดาห์ ปีที่ 2 ฉบับที่ 69+1 31 ตุลาคม 2521.
4. อ่านเอกสารสัมมนาประวัติศาสตร์อีสาน ปี 2521 วิทยาลัยครูมหาสารคาม และมหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฬมหาสารคาม ร่วมกันจัดขึ้น, อ่านบทความ ธวัช บุญโณทก เรื่องเอกสารเรื่องพื้นเวียง : บันทึกประวัติศาสตร์ของปราชญ์ชาวอีสาน และธวัช ปุณโณทก เรื่อง พื้นเวียง : การศึกษาประวัติศาสตร์และวรรณกรรมอีสาร, 2523.
5. รายงานผลสัมนาประวัติศาสตร์อีสาน ปี 2521 ยังมิได้มีการจัดพิมพ์เผยแพร่ รายละเอียดอาจตรวจสอบได้ จากวิทยาลัยครูมหาสารคาม และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฬมหาสารคาม ได้บันทึกเทปไว้.
6. เอกสารโรเนียวเรื่องพื้นเวียง หรือพงศาวดารเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์ ที่พิมพ์เผยแพร่ในวงแคบๆ นั้น กล่าวกันว่าเป็นต้นฉบับเดิมที่อยู่ในหอสมุดแห่งชาติ เขียนบนใบลานระบุว่าเณรสิง เป็นผู้จาร (คัดลอก) และซาเสนเป็นเจ้าของใบลาน เรื่องพื้นเวียงนี้มีฉบับอื่นๆ ที่ค้นพบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น ฉบับวัดบ้านป่าแซง ฉบับวัดสงเปลือย ฉบับวัดทุ่งสันติวัน ฉบับวัดบ้านบุตร ฉบับวัดเหนือ ฉบับวัดสระแก้ว ฉบับวัดศรีสะอาด ฉบับวัดดอนแก้ว เชียงคา ดูการสำรวจวรรณกรรม อีสานของศูนย์ประสานงานการพระพุทธศาสนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วัดทุ่งศรีเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี, 2516, และทราบจากการสอบถามอาจารย์ จารุบุตร เรืองสุวรรณ ว่าได้เคยมีการพิมพ์เผยแพร่มาแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ.2479 เรียกว่า เพชรพื้นเวียงจันทน์ ดู กำพล ศรีจักร เพชรพื้นเวียงจันทน์ โรงพิมพ์บางขุนพรม. กรุงเทพฯ, 2479.
7. ที่กล่าว่าผู้เขียนดำเนินเรื่องตามที่ตนพบเห็นนั้น คือเขียนขึ้นจากประสบการณ์ที่ตนพบเห็น หรือได้ยินฟังมาอย่างใกล้ชิด เพราะมีเหตุการณ์บางตอนที่ผุ้เขียเข้าใจผิดบางตอนผู้เขียนคิดขึ้นโดยข้อ สมมติฐานผู้เขียนเอง.
8. เอกสารดังกล่าวได้แก่คำให้การของผู้อยู่ในเหตุการณ์ ซึ่งหาย่านได้จากหอสมุดแห่งชาติ พระนคร และได้ตีพิมพ์มาแล้วในหนังสือประชุมจดหมายเหตุ เรื่องปราบขบถเวียงจันทน์ พิมพ์ในงานพระราชทางเพลิงศพ เจ้าจอมมารดา หม่อมราชวงศ์แสงในรัชกาลที่ 4 ปี พ.ศ.2471.
9. ได้แก่ พระราชพงศาวดารรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 3 ฉบับพระยาทิพากรวงศ์ ฉบับสมเด็จกรมพระดำรงราชนุภาพและเรื่องจดหมายเหตุเรื่องปราบขบถเจ้าอนุวงศ์ พระนิพนธ์สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ.
10. Wallter F. Valla, Siam Under Rama III, แผ่นดินพระนั่งเกล้า, นิจ ทองโสภิส แปล.
11. ตรวจสอบได้จากการอ้างอิงเอกสารและการใช้ข้อมูลดู Valla อ้างแล้ว (9).
12. ดูได้จากงานค้นคว้าของ จิตร ภูมิศักดิ์, ความเป็นมาของคำสยาม ไทย ลาย และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ, 2516 ศรีศักร วัลลิโภดม, บทความเรื่องโยนก ในวารสารเมืองโบราณ ฉบับที่ 3 ปีที่ 2, 2519, ประทีป ชุมพล, การศึกษาประวัติศาสตร์ไทยโบราณ, 2522 และจากเอกสารชั้นต้นคือ พงศาวดารโยนก อุรังคนิทานเป็นต้น.
13. อ้างจาก (12).
14. ดู พงศาวดารล้านช้าง, ประชุมศาวดารภาคที่ 2, พระราชพงศาวดารลาว (ฉบับกะซวงสึกสาทิการลาว).
15. ดู ถนอม อานามวัฒน์ และคณะ, ประวัติศาสตร์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ถึงสิ้นสุดอยุธยา, 2521.
16. ดู พระราชพงศาวดารรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 3 และอานามสยามยุทธของ ก.ศ.ร. กุหลาบ
17. อ้างแล้ว (1).
18. ดู ธวัช บุญโณทก, เอกสารสัมนาประวัติศาสตร์อีสานเรื่องเอกสารเรื่องพื้นเวียง บันทึกประวัติศาสตร์ของปราชญ์ชาวอีสาน, 2521.
19. ดู Wallter F. Valla, อ้างแล้ว (1).
20. เช่นกรณีการเกิดขบถสาเกียดโง้ง.
21. พระยาทิพากรวงศ์, พระราชพงศาวดารรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 3, ประชุมพงศาวดารภาคที่ 70 เรื่องเมืองจำปาศักดิ์.
22. ดู พระราชบัญญัติการเกณฑ์แรงงานไพร่ ในสมัยรัชกาลที่ 2 จากรพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 2.
23. มองจากเอกสารพื้นเวียง ซึ่งเอกสารทางกรุงเทพฯ ไม่ได้ให้รายละเอียดอะไร กล่าวเฉพาะกรณีขบถเท่านั้น.
24. 25, 26 ดูประชุมจดหมายเหตุเรื่องปราบขบถเวียงจันทน์อ้างแล้ว (8).
27. 28, 29, 30 ดู พระราชพงศาวดารรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 3, อ้างแล้ว (21).
31. คำให้การและใบบอกดูได้จากประชุมจดหมายเหตุเรื่องปราบขบถเวียงจันทร์ 2471 และจากคัดบอกในรัชการลที่ 3 เล่ม 19 ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสืออนุสรณ์ในงานฌาปนกิจนางประจักษ์ ศุภอรรถ (เนื่อง อินทะกนก), 2521.
32. อนุสรณ์ในงานฌาปนกิจนางประจักษ์ ศุภอรรถ (เนื่อง อินทะกนก), อ้างแล้ว (30).
33. ศิลปกรสถาน คือ มหาวิทยาลัยศิลปากร.
34. ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี.
35. สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ และเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์, สาส์นสมเด็จ, เล่มที่ 4 องค์การค้าคุรุสภา, 2505.

December 18, 2010

Case Study from outside Laos: จากเวียงจันทน์ ถึงบางกอก ตามรอยเจ้าอนุวงศ์ คลี่ปมประวัติศาสตร์ไทย-ลาว – Update: 02

เรื่อง : สุเจน กรรพฤทธิ์
ภาพ : บุญกิจ สุทธิญาณานนท

This article comes from Sarakadee สารคดี
http://www.sarakadee.com/web

The URL for this story is:
http://www.sarakadee.com/web/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&artid=932

——-

สารคดีเรื่องนี้ จัดทำขึ้นภายใต้โครงการทุนสำหรับสื่อของ Imaging Our Mekong (www.newsmekong.org) ดำเนินการโดย ไอพีเอส เอเชียแปซิฟิก และมูลนิธิโพรบมีเดีย ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์

“พุทธ ศักราช ๒๓๖๙ เจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ เป็นกบฏต่อกรุงเทพมหานคร ยกกองทัพเข้ามายึดเมืองนครราชสีมา… ไปถึงทุ่งสำริด ท่านผู้หญิงโมรวบรวมกำลังหญิงชายเข้าต่อสู้อย่างตะลุมบอน กองทหารเวียงจันทน์แตกพินาศ เจ้าอนุวงศ์ถอยทัพกลับ ในที่สุดกองทัพไทยยกตามไปปราบจับตัวเจ้าอนุวงศ์ได้ ท่านผู้หญิงผู้กล้าหาญได้นามว่าเป็นวีระสตรี…ปรากฏในพงษาวดารมาจนทุก วันนี้”

จารึกด้านข้างอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี
จังหวัดนครราชสีมา

“เจ้าอนุวงศ์…ใคร กษัตริย์สมัยไหน ของอาณาจักรไหน”

“ไม่เคยได้ยิน กษัตริย์ประเทศไหน”

“คุ้น ๆ…เหมือนเคยได้ยินแว่ว ๆ”

เมื่อลองสุ่มถามคนรอบตัวเรื่องเจ้าอนุวงศ์ ผลที่ได้ล้วนออกมาในทำนองเดียวกันข้างต้น

คน ไทยน้อยคนนักจะรู้จักกษัตริย์ผู้มีพระนามว่า “เจ้าอนุวงศ์” และส่วนมากก็มักรู้เพียงรายละเอียดอันมีต้นเค้ามาจากข้อความบนป้าย ข้างอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองโคราช หรือไม่ก็จากแบบเรียนสมัยมัธยมต้น

ที่ น่าสนใจคือ หลายคนยังเล่าถึง “วีรกรรมที่ทุ่งสัมฤทธิ์” เหตุจลาจลของครัวโคราชที่ลุกฮือขึ้นต่อต้านทหารลาวได้ตรงกัน ทั้งยังมีตัวละครเพิ่มเข้ามาคือ “นางสาวบุญเหลือ” ซึ่งว่ากันว่าเป็นมือขวาของท้าวสุรนารี โดยในทัศนะของพวกเขา ท้าวสุรนารีหรือ “ย่าโม” เป็น “วีรสตรี” คนสำคัญของไทย ส่วนเจ้าอนุวงศ์เป็นเจ้าลาวที่ “กบฏ”

นี่ คือบทสรุปของ “ศึกเจ้าอนุวงศ์” บนที่ราบสูงภาคอีสานเมื่อกว่า ๑๘๐ ปีก่อนที่คนไทยยุคปัจจุบันรับรู้ หากเทียบกับวีรกรรมของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาก่อนหน้า ถึงเกือบ ๔๐๐ ปี ก็น่าประหลาดใจว่าเรื่องของเจ้าอนุวงศ์และการศึกในครั้งนั้นกลับกลายเป็น ความทรงจำที่เลือนรางเสียยิ่งกว่า

ผมเองก็ไม่ต่างจากคนไทยทั่วไปที่รับรู้เรื่องนี้มาตั้งแต่เด็ก และไม่เคยตั้งข้อสงสัย

จน ช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา เมื่อได้ยินข่าวว่านายทุนและผู้กำกับไทยคนหนึ่งมีโครงการจะสร้างภาพยนตร์ ฟอร์มยักษ์เรื่อง “วีรกรรมท้าวสุรนารี” ข่าวการกระทบกระทั่งระหว่างไทย-ลาวก็ปรากฏ ยังไม่นับการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ ๒๔ ปี ๒๕๕๑ ที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งนักประวัติศาสตร์ไทยบางท่านออกมาเตือนว่าไม่ควรนำเรื่องวีรกรรมที่ทุ่ง สัมฤทธิ์มาแสดงในพิธีเปิด ถ้าไม่อยากให้เกิดความขุ่นข้องหมองใจกับเพื่อนบ้าน

เมื่อ เร็ว ๆ นี้ผมยิ่งแปลกใจมากขึ้นอีกเมื่อได้อ่านแบบเรียนชั้นประถมฯ มัธยมฯ และหนังสือประวัติศาสตร์ที่วางขายในลาว แล้วพบว่าเจ้าอนุวงศ์คือ “มหาราช” คือ “วีรกษัตริย์” ผู้พยายามกู้ชาติ แถมยังมีบทตอบโต้วีรกรรมย่าโมอย่างเผ็ดร้อน

ทำไม เจ้าอนุวงศ์ถึงเป็น “กบฏ” ในประวัติศาสตร์ไทย–ทำไมลาวจึงมองเรื่องนี้ต่างออกไป–เจ้าอนุวงศ์คือใคร ตัวตนในประวัติศาสตร์ที่แท้แล้วเป็นอย่างไร–เกิดอะไรขึ้นบนที่ราบสูงภาค อีสานระหว่างพุทธศักราช ๒๓๖๙-๒๓๗๑–ทำไมประเด็นนี้จึงละเอียดอ่อนนัก

ต่อ ไปนี้คือส่วนหนึ่งของ “คำตอบ” ที่ผมได้พบจากการเดินทางลงพื้นที่และค้นหาข้อมูลคำตอบซึ่งอาจเป็น “บทสนทนาทางประวัติศาสตร์ที่พิลึกพิลั่นที่สุด” ระหว่างไทย-ลาวอันต่อเนื่องยาวนานจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

พระ ืที่นั่งสุทไธสวรรยปราสาทบนกำแพงพระบรมมหาราชวังฝั่งตะวันออกริมถนนมหาไชย พงศาวดารไทยและลาวระบุตรงกันว่าลานหน้าพระที่นั่งแห่งนี้ ครั้งหนึ่งเป้นจุดที่เจ้าอนุึวงศ์ถูกสำเร็จโทษ



ภาพลาย เส้นดัดแปลงจากภาพวาดเจาอนุวงศ์ในจินตนาการของ คำฮุ่ง ผาบักคำ ศิลปินลาว เผยแพร่โดยกระทรวงศึกษาธิการลาว สมัยที่ยังปกครองระบอบประชาธิปไตย (ก่อนปฏิวัติปี ๒๕๑๘ นักประวัติศาสตร์เรียกช่วงนี้ว่า “สมัยรัฐบาลพระราชอาณาจักร”)

ใน ภาพเป็นซากกำแพงเมืองด้านทิศตะวันออกของเวียงจันทน์ ปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยว และมีร้านเหล้าชื่อ "กำแพงเวียงจันทน์โบราณ" เปิดบริการนักท่องเที่ยว


เจ้าอนุวงศ์ “พระนเรศวร” เวอร์ชันลาว

ไม่ ว่าคนไทยจะรับได้หรือไม่ก็ตาม กษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านช้างร่มขาวเวียงจันทน์องค์สุดท้ายพระองค์นี้มีพระ ราชประวัติไม่ต่างกับพระราชประวัติของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

แม้ ทั้ง ๒ พระองค์จะดำรงพระชนม์ชีพต่างยุคต่างสมัย แต่ในแง่ประวัติศาสตร์ ยุคสมัยของทั้งสมเด็จพระนเรศวรและเจ้าอนุวงศ์ล้วนเป็นยุคซึ่งสิ่งที่เรียก ว่า “ประเทศ” หรือ “รัฐชาติ” (Nation State) ยังไม่อุบัติขึ้น

เป็นยุคที่การรบเป็นสงครามระหว่าง “กษัตริย์” กับ “กษัตริย์” มิใช่สงครามระหว่าง “ประเทศ” กับ “ประเทศ”

“ยุค นั้นความคิดเรื่อง ‘รัฐชาติลาว’ กับ ‘รัฐชาติไทย’ ยังไม่เกิด ผู้นำทั้งสองฝ่ายไม่มีสำนึกเรื่องนี้ สงครามระหว่าง ‘กรุงเทพฯ’ ของรัชกาลที่ ๓ กับ ‘เวียงจันทน์’ ของเจ้าอนุวงศ์ ไม่ต่างกับสงครามระหว่างอยุธยากับพิษณุโลกก่อนเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๑ ในปี ๒๑๑๒” ดร. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์อุษาคเนย์ฉายแนวคิดเบื้องหลังของสงครามในครั้ง นั้น

ส่วน เรื่อง “เอกราช” ดร. สุเนตร ชุตินธรานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ไว้ว่า ” ‘เอกราช’ ของอาณาจักรสมัยโบราณต่างกับ ‘เอกราช’ ของ ‘รัฐชาติ’ สมัยนี้ สมัยโบราณมีเมือง ‘เอกราช’ กับ ‘ประเทศราช’ เมืองเอกราชไม่ต้องส่งบรรณาการไม่ต้องถูกกวาดต้อนแรงงาน ในขณะที่เมืองประเทศราชนั้นต้องทำสิ่งเหล่านี้”

ทั้ง นี้ ดร. ธงชัย วินิจจะกูล นักประวัติศาสตร์และอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน สหรัฐอเมริกายังเคยเสนอว่า กษัตริย์บนแผ่นดินใหญ่อุษาคเนย์ยุคนั้นมีแนวคิด “จักรพรรดิราช” หรือการเป็น “ราชาเหนือราชา” ที่รับมาจากพระเจ้าอโศกมหาราช กษัตริย์ผู้มีศรัทธาในพุทธศาสนาแห่งชมพูทวีป (อินเดีย) โดยจักรพรรดิราชต้องมีรัตนะ (สมบัติ) ๗ ประการที่เกิดจากบุญบารมี คือ
จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว มณีแก้ว นางแก้ว ขุนคลังแก้ว และขุนพลแก้ว เมื่อมีครบแล้วพระองค์ก็จะแผ่ขยายอำนาจผ่านการขอพระราชธิดาในกษัตริย์ต่าง เมืองเป็นพระมเหสีขอช้างเผือก ทำศึก เป็นต้น อันเป็นที่มาของพระเกียรติยศและทรัพยากรต่าง ๆ ที่จะเรียกเอาได้ในภายหลัง แต่มิได้มีความคิดเรื่องอธิปไตยเหนือดินแดนทุกตารางนิ้วแต่อย่างใด

แปลง แนวคิดนี้เป็นสมการ ใส่ “เวียงจันทน์” กับ “กรุงเทพฯ” เข้าไป มันจึงไม่เกี่ยวพันกับ “ไทย” และ “ลาว” ในฐานะ “รัฐชาติ” สมัยนี้แต่อย่างใด

พุทธศักราช ๒๓๑๐ ขณะอยุธยาถูกเผาวอดเป็นเถ้าถ่านในสงครามคราวเสียกรุงครั้งที่ ๒

ที่ เวียงจันทน์ พระราชโอรสองค์ที่ ๓ ในพระเจ้าสิริบุญสารแห่งอาณาจักรล้านช้างร่มขาวเวียงจันทน์เสด็จพระราชสมภพ มีพระนามว่า เจ้าอนุวงศ์

ทว่า ถึงปี ๒๓๒๒ เจ้าอนุวงศ์ซึ่งเจริญพระชนมายุได้ ๑๒ พรรษาก็ต้องพลัดบ้านพลัดเมืองมาประทับที่กรุงธนบุรี ด้วยเหตุที่พระเจ้าสิริบุญสารเกิดขัดแย้งกับสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เนื่องจากเวียงจันทน์ไปติดต่อกับอาณาจักรอังวะ ทั้งยังเกิดกรณีเวียงจันทน์ยกทัพติดตามมาโจมตีทัพของพระวรปิตา (บางสำนักว่า พระวอพระตา) ซึ่งมาสวามิภักดิ์กรุงธนบุรี

พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม)ซึ่งแต่งในยุคนั้นเล่าว่า “พระเจ้ากษัตริย์ศึก” (เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ต่อมาปราบดาภิเษกเป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี) เป็นผู้ยกทัพไปตีเวียงจันทน์ซึ่งยุคนั้นมีสภาพเป็นเมืองอกแตกครอบคลุมสอง ฝั่งแม่น้ำโขง โดยตัวเมืองเวียงจันทน์อยู่ฝั่งน้ำด้านเหนือ ฝั่งทิศใต้คือเมืองพันพร้าวอันถือเป็นเมืองหน้าด่านสำคัญ ถัดมาทางตะวันออกของเวียงจันทน์ยังมีเมืองทรายฟองซึ่งตั้งอยู่ตรงข้าม หนองคายและเวียงคุก

ร่อง รอยเมืองโบราณเหล่านี้หลงเหลือมาถึงปัจจุบันในลักษณะซากโบสถ์เจดีย์เก่า กระจายตัวเป็นวงกว้าง ในเขตประเทศไทยพบได้ที่อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย

ประวัติศาสตร์ลาว ฉบับมหาสิลา วีระวงส์ ซึ่งเขียนเสร็จในปี ๒๔๙๖ ตีพิมพ์ครั้งแรกปี ๒๔๙๙ ในชื่อ พงศาวดารลาว และเป็นประวัติศาสตร์ฉบับที่ทางการลาวเชื่อถือ บันทึกว่าการศึกเป็นไปอย่างดุเดือด โดยระหว่างโจมตีเมือง ทัพสยามโหดถึงขั้น

“เอา ราษฎรเมืองหนองคายจำนวนมากมาตัดคอ เอาแต่หัวใส่ในเรือจนเต็ม แล้วให้ผู้หญิงเมืองหนองคายพายเรือขึ้นมาร้องขายอยู่แถวท่าเมืองพะโคและ เวียงคุก” ทั้งยังได้รับความร่วมมือจากกองทัพหลวงพระบางที่มาตีกระหนาบจนเวียงจันทน์ แตก ถือเป็นการเสียกรุงเวียงจันทน์ต่อทัพสยามครั้งที่ ๑

ถึง จะเป็นหลักฐานชั้นรอง แต่มีความเป็นไปได้ว่าการกระทำของทัพสยามในปี ๒๓๒๒ นั้นไม่ต่างกับทัพหงสาวดีที่ยกมาตีอยุธยาในปี ๒๑๑๒ (รัชสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ พระอัยกาในสมเด็จพระนเรศวร) โดยหลังตีเวียงจันทน์แตกก็เก็บกวาดทรัพย์สิน กวาดต้อนครัวลาว พร้อมอัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญคือพระแก้วมรกตมาประดิษฐานยังกรุงธนบุรี แน่นอนว่ารวมถึงการเชิญพระญาติวงศ์และพระราชโอรสในพระเจ้าสิริบุญสารมา เป็น”องค์ประกัน” ด้วย

เจ้าอนุวงศ์ขณะทรงพระเยาว์น่าจะทรงรับรู้เรื่องเหล่านี้ดีขณะเป็น “องค์ประกัน” ในราชสำนักกรุงธนบุรี

หอ พระแก้วที่นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว ในอดีตเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต ความทรงจำของคนลาวเกี่ยวกับพระแก้วมรกต ยังตกตะกอนอยู่ในรูปป้ายและคำบรรยายของมัคคุเทศก์บางคนว่า “ปัจจุบันพระแก้วมรกตอยู่ต่างประเทศ”

เสา โบราณอันเป็นส่วนหนึ่งของเวียงคุก เมืองหน้าด่านของเวียงจันทน์ที่ต้องรับศึกจากกองทัพสยามเมื่อปี ๒๓๒๒ ปัจจุบันอยู่ที่วัดยอดแก้ว จ.หนองคาย มีการสร้างโบสถ์ครอบ แต่ยังคงเห็นร่องรอยของเสาอยู่

เจ้า อนุวงศ์ขณะเป็นองค์ประกันประทับที่ “วังบางยี่ขัน” ร่องรอยเดียวที่เหลืออยู่ทุกวันนี้คือแนวกำแพงโบราณทางทิศเหนือของลาน อเนกประสงค์ หน้าสวนสาธารณะใต้ะสพานพระราม ๘

“องค์ประกัน” ในราชสำนักสยาม

แล้วเจ้าอนุวงศ์ประทับแห่งใดเมื่อมาเป็น “องค์ประกัน” ในราชสำนักสยาม ?

สืบ ค้นดูจะพบร่องรอยใน “นิราศวังบางยี่ขัน” ที่แต่งเมื่อปี ๒๔๑๒ (สมัยรัชกาลที่ ๕) โดยคุณพุ่ม กวีสตรีชื่อดังเจ้าของฉายา “บุษบาท่าเรือจ้าง” ซึ่งคุ้นกับเจ้านายเชื้อสายเวียงจันทน์ดี เนื่องจากบิดารับราชการใกล้ชิดพระบาท-สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ตัวคุณพุ่มรับราชการในวังหลวงมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๓-๔ ได้ฝากตัวอยู่กับเจ้าจอมมารดาดวงคำ เจ้าจอมในรัชกาลที่ ๔ ซึ่งมีเชื้อสายลาว (มีศักดิ์เป็นพระราชนัดดาในเจ้าอนุวงศ์ มารดาของเจ้าดวงคำเป็นธิดาของเจ้าอุปราชพรหมวงศ์ พระอนุชาในเจ้าอนุวงศ์ที่ถูกกวาดต้อนมาพร้อมกันในปี ๒๓๒๒ ในวัยเยาว์มีนามว่า เจ้าหญิงหนูมั่น ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงขอเป็นพระสนมเอก พระราชทานนามว่า เจ้าหญิงดวงคำ เมื่อมีพระธิดาก็ได้รับแต่งตั้งเป็น เจ้าจอมมารดาดวงคำ)

นิราศ เรื่องนี้แต่งขึ้นระหว่างตามเสด็จพระองค์เจ้าหญิงนารีรัตนา พระธิดาในเจ้าจอมมารดาดวงคำ และเจ้าจอมประทุม ไปเยี่ยมอาการป่วยของเจ้าจันทรเทพสุริยวงศ์ เจ้าเมืองมุกดาหาร บิดาของเจ้าจอมประทุมซึ่งมีศักดิ์เป็นน้าของเจ้าจอมมารดาดวงคำ ที่บริเวณวังบางยี่ขัน

บท กวีตอนหนึ่งฉายภาพวังเจ้าอนุวงศ์ที่ตั้งอยู่บริเวณบางยี่ขัน ฝั่งธนบุรี ตรงข้ามกับตัวเมืองบางกอก ซึ่งขณะนั้นอยู่ในสภาพทรุดโทรมว่า

“ดูรกเรี้ยวเกี่ยวพันเถาวัลย์วุ่น
เกดพิกุลเลียบอุโลกโศกสาขา
ทุกพุ่มพักหักพังเปนรังกา
เมื่อเจ้าตาย่านกระหม่อม (เจ้าอนุวงศ์-ผู้เขียน) อยู่พร้อมพรัก

บ้านที่สร้างบางยี่ขันท่านมาพัก
ตึกตำหนักหักตกถึงอกไก่
นี่แอบอิงพิงพระเดชประเทศไทย
ยังเปนได้ดูดุ๋พังถึงหลังคา”

จริง ๆ วังบางยี่ขันมีหน้าตาอย่างไร กษัตริย์สยามพระองค์ใดโปรดให้สร้าง หรือเจ้าอนุวงศ์ทรงสร้างเอง ข้อมูลเรื่องนี้ผมค้นไม่พบในเอกสารประวัติศาสตร์ชิ้นอื่น ๆ

แต่ไม่น่าเชื่อว่าวังเก่าเจ้าอนุวงศ์อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากสำนักงาน สารคดี นี้เอง

จาก สะพานผ่านฟ้าลีลาศไปตามถนนราชดำเนินกลาง เลี้ยวซ้ายที่แยก จปร. ข้ามสะพานพระราม ๘ ที่เชิงสะพานฝั่งขวา ร่องรอยของวังเจ้าอนุวงศ์ซ่อนตัวอยู่หน้าชุมชนเล็ก ๆ ชื่อ “บ้านปูน”

“ผมเห็นแนวกำแพงนี้ตั้งแต่เกิด”

อุทิศ อุดมทรัพย์ เจ้าของร้านขายของชำวัย ๖๐ ปี เล่าว่าคนชุมชนบ้านปูนเห็นแนวกำแพงโบราณนี้ตั้งแต่เกิด พร้อมเปิดเผยว่าเมื่อ ๑๔ ปีก่อน แนวกำแพงเก่าซึ่งวางตัวจากทิศตะวันตกสู่ทิศตะวันออกยาวราว ๑๐๐ เมตรหน้าชุมชนนี้เกือบถูกทำลายไปพร้อมกับชุมชนบ้านปูน

“ปลาย ปี ๒๕๓๘ มีโครงการพระราชดำริสร้างสะพานพระราม ๘ เพื่อบรรเทาปัญหาการจราจรระหว่างกรุงเทพฯ กับฝั่งธนบุรี ในหลวงท่านไม่ทรงเจาะจงว่าสร้างตรงไหน ให้ กทม. เลือกพื้นที่เอง ทีแรกจุดก่อสร้างเชิงสะพานฝั่งพระนครอยู่ที่เทเวศร์ แต่พอข้ามมาธนบุรี เชิงสะพานติดบ้านคุณบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรีสมัยนั้น เลยเปลี่ยนพื้นที่จากเชิงสะพานฝั่งพระนครมาเป็นบริเวณใกล้กับธนาคารแห่ง ประเทศไทย (ธปท.) ดังนั้นเชิงสะพานฝั่งธนบุรีก็ต้องเปลี่ยนตำแหน่ง”

ลุง อุทิศกับคนในชุมชนสืบทราบว่า หากยึดตามแผนก่อสร้างของ กทม. ชุมชนบ้านปูนจะหายไปเพราะเชิงสะพานฝั่งธนบุรีทับชุมชนพอดี ทั้งยังมีโครงการทำสวนสาธารณะอีกกว่า ๘๐ ไร่

ความ เคลื่อนไหวเพื่อรักษา “บ้าน” จึงดำเนินไปอย่างเข้มข้นระหว่างปี ๒๕๓๘-๒๕๔๒ จนตกลงกับ กทม. ได้ว่าจะไม่มีการเวนคืนที่ดินเกินแนวกำแพงเก่า ผลพลอยได้ระหว่างการเคลื่อนไหวครั้งนั้นทำให้ชาวชุมชนได้รู้ว่า ในชุมชนของตนมีโบราณสถานสำคัญคือ “ศาลาโรงธรรม” ที่ปฏิบัติศาสนกิจของชุมชนซึ่งเหลือเพียงแห่งเดียวในกรุงเทพฯ และกำแพงเก่าอันเป็นส่วนหนึ่งของวังเจ้าอนุวงศ์

ซึ่ง ในที่สุด วังเจ้าลาวที่ลุงอุทิศรับรู้ว่า “เป็นกบฏจึงโดนประหาร” ก็ได้กลายเป็นปัจจัยหนึ่งในการรักษาชุมชนบ้านปูนให้รอดพ้นจากการถูกเวนคืน

“นาย ทหารท่านหนึ่งที่เป็นอาจารย์บอกว่าถ้าเอากำแพงเป็นจุดศูนย์กลาง ทิศเหนือของกำแพงที่วันนี้อยู่ใต้สะพานพระราม ๘ คือวังเก่า มีพื้นที่ราว ๑.๘ ไร่ สมัยก่อนเรียก ‘ท่าล่าง’ เพราะเป็นที่ต่ำ เป็นที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ส่วนใต้กำแพงลงมาเป็นที่ตั้งชุมชนเรียก ‘ท่าสูง’ ปัจจุบันทั้งหมดได้รับการขึ้นทะเบียนจากกรมศิลปากรเรียบร้อยแล้ว”

แล้วความเป็นอยู่ของเจ้าลาวในฐานะ “องค์ประกัน” ล่ะเป็นอย่างไร ?

“ไม่ ต่างกับที่สมเด็จพระนเรศวรประทับกับพระเจ้าบุเรงนอง มันไม่ทารุณโหดร้ายอย่างที่คนปัจจุบันจินตนาการ นโยบายกษัตริย์สมัยนั้นคือผนวกเป็นเครือญาติ สืบดูจะเห็นว่ากษัตริย์แถบนี้แต่งงานข้ามไปมา อย่างพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ครั้งหนึ่งพระองค์เคยครองเชียงใหม่เพราะว่าพระมารดาเป็นพระราชธิดากษัตริย์ เชียงใหม่ ตอนหลังก็มาครองหลวงพระบาง เวียงจันทน์ด้วยซ้ำ” อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม นักโบราณคดีอาวุโสให้ความเห็นว่า เจ้าอนุวงศ์น่าจะประทับอย่างสุขสบายในฐานะ “ลูกหลวง”

ถ้า ดูประวัติศาสตร์ช่วงเดียวกันจะพบว่าสถานะการเป็น “องค์ประกัน” ของเจ้าอนุวงศ์นั้น “ธรรมดา” อย่างยิ่ง ด้วยยุคเดียวกับที่พระองค์เจริญพระชนมายุในราชสำนักสยาม ยังมียุวกษัตริย์จากอาณาจักรข้างเคียงประทับร่วมด้วยอีกหลายพระองค์ด้วย สาเหตุต่าง ๆ กัน อาทิ องเชียงสือ หรือ เหงียน อันห์ (Nguyen Anh) เชื้อสายขุนนางตระกูลเหงียนที่หลบ “กบฏไตเซิน” เข้ามาในปี ๒๓๒๕ หลังจากนั้นไม่นาน นักองค์เอง ยุวกษัตริย์แห่งกัมพูชา ก็ถูกส่งมากรุงเทพฯ ขณะมีพระชนมายุได้ ๕ พรรษา พร้อมพระอนุชาอีก ๓
พระองค์ อันเป็นผลมาจากการจัดระบบการปกครองในกัมพูชาของสยาม

“องค์ประกัน” เหล่านี้ต่างได้รับพระราชทานที่ประทับจากพระเจ้าแผ่นดินสยามโดยถ้วนหน้า

ราช สำนักกรุงเทพฯ จึงไม่ต่างกับราชสำนักหงสาวดีในยุคก่อน คือเป็นที่ชุมนุมของยุวกษัตริย์จากประเทศราชมาประทับในฐานะ “บุตรบุญธรรม” ควบตำแหน่ง “องค์ประกัน” อันแสดงถึงความจงรักภักดีของกษัตริย์ผู้ครองประเทศราช

ยุว กษัตริย์เหล่านี้มารู้จักกันที่บางกอก ก่อนจะกลายเป็น “ผู้เล่นหลัก” ที่มีบทบาทมากบ้างน้อยบ้างบนสนามการเมืองระหว่างรัฐในระยะต่อไป

เจ้า อนุวงศ์ประทับที่กรุงธนบุรีนานถึง ๑๒ ปี ทรงได้รับการศึกษาร่วมกับเจ้านายเล็ก ๆ แห่งสยามมาตลอด นอกจากนี้ยังมีบันทึกพระราชกิจที่ทรงรับใช้ราชสำนักสยามมากมาย (ไม่ต่างกับที่พระนเรศวรยกทัพไปตีเมืองคังให้หงสาวดี)

พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๓ ที่เจ้าพระยาทิพากรวงศมหาโกษาธิบดีเรียบเรียงขึ้นในปี ๒๔๑๒ รวมถึงหลักฐานฝ่ายลาว ระบุว่า ระหว่าง พ.ศ. ๒๓๓๘-๒๓๔๗ เจ้าอนุวงศ์ขณะมีพระชนมายุ ๒๖ พรรษา ได้เสด็จฯกลับไปรับตำแหน่งอุปราชแห่งเวียงจันทน์ จนรัชกาลที่ ๑ โปรดให้สถาปนาพระองค์เป็นกษัตริย์เวียงจันทน์ในปี ๒๓๔๗ ทรงมีผลงานหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเฝ้าระวังทัพอังวะที่ด่านระแหง (ตาก) ในปี ๒๓๔๑ การโจมตีทัพอังวะที่เชียงแสนในปี ๒๓๔๕ เป็นต้น

ประวัติศาสตร์ลาว ยังให้ภาพว่า เมื่อเจ้าอนุวงศ์ขึ้นครองราชย์ขณะมีพระชนมายุ ๓๙ พรรษา ทรงเป็น “กษัตริย์นักพัฒนาผู้ศรัทธาในพุทธศาสนา” ทรงอุปถัมภ์วัดจำนวนมากในเขตพระราชอำนาจครอบคลุมสองฝั่งแม่น้ำโขงแถบอีสาน เหนือ อาทิ วัดศรีบุญเรืองที่หนองคาย หอพระแก้วที่วัดช้างเผือก บ้านศรีเชียงใหม่ เป็นต้น และที่สำคัญคือสร้าง “ขัว” หรือสะพานข้ามแม่น้ำโขง ก่อนที่สะพานมิตรภาพไทย-ลาวซึ่งก่อสร้างด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่จะเกิดขึ้นใน อีก ๑๘๔ ปีต่อมา

เล่า กันว่าเชิงสะพานฝั่งหนึ่งอยู่ที่วัดช้างเผือก อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย อีกฝั่งอยู่ที่วัดอุบมุง นครหลวงเวียงจันทน์ ซึ่งในงานของมหาสิลา วีระวงส์ มีการยืนยันว่าได้เคยเห็นซากเสาสะพานในปี ๒๕๑๕ ก่อนที่ชาวบ้านจะขุดเอาไม้ไปใช้

แต่ ในความทรงจำของคนรุ่นปัจจุบันอย่างหลวงพ่อสุวรรณ ปสันโณ เจ้าอาวาสวัดช้างเผือก กลับเป็นว่า “ไม่เคยได้ยิน เจ้าอนุวงศ์ยิ่งไม่คุ้น ถ้าพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชก็พอจำได้บ้าง เพราะชื่อวัดนี้มาจากช้างทรงที่ทำหน้าที่อัญเชิญพระแก้วมรกตมาจากเชียงใหม่ ได้สิ้นชีวิตตรงนี้และมีการฝังกระดูกเอาไว้”

ส่วนพระเณรในวัดอุบมุงบอกผมว่าไม่เคยได้ยินเรื่องสะพานที่ว่าเลย

อย่าง ไรก็ตาม ผมยังพบความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าอนุวงศ์กับพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า นภาลัย เป็นความสัมพันธ์ในลักษณะคล้ายความรู้จักมักคุ้นระหว่างพระนเรศวรกับพระมหา อุปราชา

น่า สนใจว่าเจ้านาย ๒ พระองค์นี้ “ฮักแพง” (สนิทสนม) กันอย่างยิ่ง หลักฐานชัดเจนที่สุดก็คือร่างตราที่พระบาท-สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยมี ถึงเจ้าอนุวงศ์ เล่าเรื่อง “สวนขวา” ที่โปรดให้สร้างในเขตพระราชฐานชั้นใน ในร่างตรานั้นทรงชักชวนเจ้าอนุวงศ์มาชม และทรงเล่าว่าเมื่อมีงานรื่นเริงในสวนขวาครั้งใด

“…ก็ มีพระราชหฤทัยคิดถึงเจ้าเวียงจันทน์ทุกครั้ง ด้วยมิได้ลงไปเห็น จึงโปรดให้ถ่ายอย่างเป็นแผนที่สระที่เก๋งเก่าใหม่ พระราชทานขึ้นมาให้เจ้าเวียงจันทน์ดูพอเป็นสำเนาพลาง ถ้าเจ้าเวียงจันทน์ว่างราชการเมืองเมื่อใดจะลงไปเฝ้าทูลละอองฯ ณ กรุงเทพฯ ก็ให้พาบุตรภรรยามโหรีละคร กับให้หาพายและนกเขาครมลงไปด้วยจะได้เล่นตามสบายใจ…”

คำ ถามที่ว่าทำไมสองพระองค์ถึงฮักแพงกันยิ่ง เรื่องนี้อาจเข้าใจได้ไม่ยากเมื่อทราบว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธ-ยอดฟ้าฯ พระราชบิดาในรัชกาลที่ ๒ ทรงรับสตรีเชื้อสายลาวมาเป็นบาทบริจาริกา (สนม) ถึง ๒ องค์ คือ เจ้าจอมแว่น ธิดาเสนาบดีกรุงเวียงจันทน์ และเจ้าจอมทองสุก พระราช-ธิดาในเจ้าอินทวงศ์ (พระเชษฐาในเจ้าอนุวงศ์) ทั้งนี้เจ้าจอมแว่นยังมีศักดิ์เป็นพระมารดาเลี้ยงที่ทรงสนิทสนมยิ่ง

ยิ่ง เมื่อพิจารณาว่าทั้ง ๒ พระองค์มีพระชนมายุไล่ ๆ กันเจริญพระชนมายุในราชสำนักสยามมาด้วยกัน และทรงศึกษาในราชสำนักพร้อม ๆ กัน ก็จะเข้าใจได้กระจ่างยิ่งขึ้น

วัด ช้างเผือก อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย คือสถานที่ที่หลักฐานลาวชี้ว่าเป็นเชิงขัว(สะพาน) ข้ามแม่น้ำโขงที่สร้างเมื่อกว่า ๒๐๐ ปีที่แล้ว ส่วนเชิงขัวอีกฝั่งแม่น้ำอยู่ที่วัดอุบมุง นครหลวงเวียงจันทน์ ปัจจุบันไม่เหลือร่องรอยใดๆ ของสะพานนี้เลย

“อิสรภาพ” ของเจ้าอนุวงศ์

เมื่อ ความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์สยามกับกษัตริย์เวียงจันทน์ในฐานะประเทศราช ดำเนินไปด้วยดี อะไรเป็นเหตุให้เจ้าอนุวงศ์ต่อต้านอำนาจกรุงเทพฯ ?

ใน แง่การเมือง ยุคนั้นอาณาจักรหนึ่งจะดำรงอยู่และมีขอบเขตเพียงใดก็ขึ้นกับพระบารมีของผู้ ปกครอง เราอาจมองได้ว่าสมัยรัชกาลที่ ๑ และ ๒ เวียงจันทน์ยังคงเกรงอำนาจสยาม ไม่ต่างกับเมื่อครั้งที่อยุธยาสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาเกรงอำนาจหงสาวดี สมัยพระเจ้าบุเรงนอง

พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๒ ของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ กล่าวถึงบันทึกการส่งบรรณาการจากเวียงจันทน์ถึงกรุงเทพฯ ตามปรกติเช่นเดียวกับประเทศราชอื่น ๆ ทว่าเราต้องไม่ลืมว่ายุคนั้นลาวมีถึง ๓ อาณาจักรไล่จากเหนือลงใต้ คือ หลวงพระบาง เวียงจันทน์ จำปาศักดิ์ ซึ่งแยกขาดจากกันตั้งแต่สิ้นรัชกาลพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช (พ.ศ. ๒๑๘๑-๒๒๓๘)

ด้าน ตะวันออกของ ๓ อาณาจักรนี้ยังมีรัฐเว้ (เวียดนาม) ซึ่งมีอำนาจพอ ๆ กับกรุงเทพฯ โดยเว้ถือว่าเวียงจันทน์เป็นประเทศราชของตนเช่นกัน เพราะเวียงจันทน์ส่งบรรณาการให้เว้เช่นเดียวกับที่ส่งให้กรุงเทพฯ

เวียงจันทน์ จึงมีสถานะเป็น “เมืองสองฝ่ายฟ้า” คือส่งเครื่องราชบรรณาการมาแสดงความจงรักภักดีต่อทั้งกรุงเทพฯ และเว้ตามธรรมเนียมเมืองประเทศราชในคราวเดียวกัน ซึ่งคนยุคนี้อาจตั้งคำถามว่ามิเข้าข่ายสุภาษิต “นกสองหัว” หรือ แต่นี่คือเรื่องจริงที่ถือว่า “ธรรมดา” อย่างยิ่งต่อการอยู่รอดของรัฐในยุคนั้น

เวียงจันทน์ จึงถือเป็น “รัฐเล็ก” อยู่ระหว่างรัฐใหญ่ในยุคที่ “เส้นเขตแดน” ยังไม่ถือกำเนิด และสิ่งนี้ไม่มีความหมายใด ๆ ทั้งสิ้นต่อการเมืองระหว่างรัฐโบราณ

เมื่อ ครองราชย์เจ้าอนุวงศ์จึงพบโจทย์ยากคือการดำเนินนโยบายระหว่าง ๒ อาณาจักรใหญ่และกับอาณาจักรลาวด้วยกัน มีปรากฏหลักฐานว่าทรงส่งบรรณาการเพื่อสานสัมพันธไมตรีกับอาณาจักรลาวด้วยกัน อาทิ ประวัติศาสตร์ลาว บันทึกว่า เจ้าอนุวงศ์แต่งทูต “เอาเรือคำ (ทองคำ) ไปถวายพระเจ้ามันธาตุราช เจ้านครหลวงพระบาง เพื่อผูกไมตรี” และปีต่อ ๆ มาก็ได้ “ส่งช้างเชือกหนึ่งสูง ๗ ศอกไปถวายอีก”

ส่วนหลักฐานที่แสดงถึงการต่อต้านกรุงเทพฯ ของเจ้าอนุวงศ์ชิ้นแรก ๆ ปรากฏใน ประมวลเอกสารโบราณที่เกี่ยวกับลาว ของเวียดนาม เล่าว่า ปี ๒๓๖๘ เจ้าอนุวงศ์ส่งทูตไปเว้ขอความช่วยเหลือในการต่อต้านสยาม ซึ่งภายหลังนักประวัติศาสตร์สำนักชาตินิยมใช้เหตุการณ์นี้เป็นจุดอ้างอิง จินตนาการเรื่อง “ชาติ” ของเจ้าอนุวงศ์ (ทั้งที่ในยุคนั้นยังไม่มีแนวคิดเรื่อง “ประเทศ” หรือ “รัฐชาติ” แบบปัจจุบัน) ร่วมกับคำกลอนท้องถิ่นสำนวนหนึ่งชื่อ “สานลึบพะสูน” ที่พบในอีสานและลาว

นู ไซยะสิดทิวง อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาลาว วรรณคดี คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าคณะค้นคว้า “โครงการค้นคว้าวรรณคดีสมัยอาณาจักรลาวล้านช้างเสื่อมโทรม” ชี้ว่า “สานลึบพะสูน” มีนัยทางการเมืองชี้ถึงพระราชดำริของเจ้าอนุวงศ์ โดยยกตัวอย่างคำกลอนท่อนหนึ่งว่า

“คุดทะ อ้าปีกขึ้น ขำเมกเรืองลิด
จันโท เมามัวมุด มืดแสงสูนฮ้ำ”

แปล เป็นไทยได้ว่า “ครุฑได้แผ่อำนาจบดบังพระจันทร์จนอับแสงลง” ตามการตีความของอาจารย์นู ครุฑคือสยาม พระจันทร์คือเวียงจันทน์ และแทบทุกบทของ “สานลึบพะสูน” มีคำลักษณะนี้อยู่ตลอด บ่งบอกถึงความอึดอัดคับแค้นใจของผู้เขียนที่มีต่อคนลาวส่วนมากว่าไม่สามารถ แยกมิตร-ศัตรูได้ ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ระหว่างอาณาจักรลาวยุคนั้นที่คอยจ้องแต่จะมีปัญหา และร้อง
กล่าวโทษกันไปที่กรุงเทพฯ เป็นหลัก

อย่าง ไรก็ดี อาจารย์นูมองต่างกับนักประวัติศาสตร์ลาวท่านอื่น “คำกลอนนี้สะท้อนสงครามในยุคโบราณ ไม่ควรนำมาเคืองแค้นกัน ศึกษาประวัติศาสตร์มาก ๆ จะพบว่าเวียดนามสมัยก่อนก็ทำแบบเดียวกับไทย ไทยก็โดนพม่าทำ มันเป็นวิถีของยุคนั้น”

เค้า ลางความคิดจะกู้ “เอกราช” ตามคติโบราณของเจ้าอนุวงศ์เริ่มปรากฏหลังเหตุการณ์ “กบฏอ้ายสาเกียดโง้ง” ในปี ๒๓๖๐ ที่จะเปลี่ยนโฉมสถานการณ์ขณะนั้นทั้งหมด

ปี นั้น ภิกษุรูปหนึ่งชื่อ “สา” ตั้งตนเป็นผู้วิเศษรวบรวมผู้คนเข้ายึดจำปาศักดิ์ ทางกรุงเทพฯ มีตราให้เจ้าเมืองนครราชสีมาและเจ้าอนุวงศ์ยกทัพเข้าปราบจนสงบลง ในที่สุดอ้ายสาเกียดโง้งถูกส่งตัวมากรุงเทพฯ ผลที่ตามมาคือรัชกาลที่ ๒ โปรดให้เจ้าราชบุตรโย้ พระราชโอรสในเจ้าอนุวงศ์ไปครองเมืองจำปาศักดิ์แทนเชื้อสายเจ้าเมืองเดิมซึ่ง เท่ากับผนวกเวียงจันทน์กับจำปาศักดิ์โดยปริยาย ส่งผลให้เวียงจันทน์มีกำลังมากขึ้น

นัก ประวัติศาสตร์ไทยและลาวยังเชื่อว่าเหตุการณ์ที่ถือเป็นตัวจุดชนวนสำคัญเกิด ขึ้นหลังพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยสวรรคตได้ไม่นาน

พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๓ ของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ เล่าว่า ในงานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยในปี ๒๓๖๘ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๓ ทรง “ให้ขอแรงไพร่พล (ของเจ้าอนุวงศ์ที่มาช่วยงาน-ผู้เขียน) ที่มาด้วยให้ไปตัดต้นตาลที่เมืองสุพรรณลากเข็นลงมาตกท่า ไม่กำหนดว่าเท่าไร จะไปใช้ที่เมืองสมุทรปราการ อนุก็ให้ราชวงศ์คุมคนไปทำการ ครั้นจวนฤดูฝนอนุจะกลับขึ้นไป จึ่งทูลขอพวกละครผู้หญิงข้างในกับดวงคำ (เจ้าหญิงดวงคำ) ซึ่งเป็นลาวเวียง ต้อนครัวมาแต่แผ่นดินเจ้ากรุงธนบุรี ตั้งอยู่เมืองสระบุรี”

ทว่ารัชกาลที่ ๓ ไม่โปรดพระราชทาน เจ้าอนุวงศ์จึงเสด็จฯ กลับด้วยความ “โทมนัสด้วยไม่ได้สมความปรารถนา” ในทางกลับกัน ประวัติศาสตร์ลาว ชี้ว่าทรงวางแผนมานานเพราะ “รักชาติ รักอิสรภาพเป็นที่สุด” งานของมหาสิลา วีระวงส์ อีกชิ้นหนึ่งคือ พระราชปวัตของสมเด็ดพระเจ้าอะนุวงสกะสัดองสุดท้ายแห่งพระราชวงส์เวียงจัน ตีพิมพ์เมื่อปี ๒๕๑๒ ยังให้รายละเอียดเพิ่มอีกว่าเจ้าอนุวงศ์ “ไม่พอพระทัยเป็นอันมาก” เป็นเหตุให้ “เคียดแค้นเพิ่มขึ้นอีก ดังนั้นพระองค์จึงได้คิดกู้อิสรภาพตั้งแต่นั้นมา”

พิจารณา ดี ๆ เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่อย่างยิ่ง ด้วยถ้าสยามยอมคืนครัวลาว สิ่งที่เกิดขึ้นคือการเสียทรัพยากรที่ดีที่สุดในโลกยุคโบราณคือ “กำลังคน” กำลังหลักในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังอาจเป็นแบบอย่างให้แก่ประเทศราชอื่น ๆ ด้วย

ดร. มะยุรี และ ดร. เผยพัน เหง้าสีวัทน์ สองนักวิชาการลาวยังระบุด้วยว่าสาเหตุที่ใหญ่กว่าคือการสักเลกตามหัวเมือง ภาคอีสานในปี ๒๓๖๗ โดยอ้างเอกสารที่มาลลอช (A. Malloch) พ่อค้าอาวุธชาวอังกฤษได้จากเจ้าหน้าที่สยามสมัยนั้น ในเอกสารนี้บันทึกการสักเลกและเขียนถึงจำนวน “คนสยาม” ในภาคอีสานโดยไม่ระบุถึง “คนลาว” ซึ่งนักวิชาการทั้งสองฟันธงว่าส่อถึงเจตนาผนวกดินแดน ทั้งยังชี้ว่ามีการปิดกั้นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่สยามได้จากลาวผ่านสินค้า มูลค่าสูง อาทิ ไม้สัก หนัง ครั่ง ฯลฯ และเน้นว่าทั้งหมดนี้เป็นความพยายาม “กลืนกินลาว”

เป็นเหตุให้เจ้าอนุวงศ์ขณะมีพระชนมายุ ๕๙ พรรษาตัดสินพระทัยกู้เอกราช

คำ อธิบายนี้สอดคล้องกับหลักฐานมุขปาฐะชิ้นหนึ่งคือ “พื้นเวียง” วรรณกรรมที่แพร่หลายในอีสานและลาวซึ่งปัจจุบันมีการรวบรวมและพิมพ์เป็นเล่ม นักวิชาการเชื่อว่าแต่งขึ้นหลังเจ้าอนุวงศ์สวรรคต ลักษณะเป็นโคลงไม่เคร่งฉันทลักษณ์ใช้ชื่อรหัสแทนบุคคลและเมืองต่าง ๆ มีหลายสำนวน ร้องเป็นกลอนรำ

“พื้น เวียง” เล่าว่า ชนวนสงครามเกิดขึ้นตั้งแต่หลวงยกกระบัตรเมืองโคราช (พระยากำแหงสงคราม) กดขี่ข่า (คนพื้นเมืองในภาคอีสาน) จนเกิดการต่อต้านโดยภิกษุสา (อ้ายสาเกียดโง้ง) ในปี ๒๓๖๐ หลวงยกกระบัตรแทนที่จะสู้ก็ยุให้ภิกษุสายึดบาศักดิ์ (จำปาศักดิ์) จนเจ้าอนุรุทราช (เจ้าอนุวงศ์) ปราบได้ ทำให้พระราชโอรสได้ครองบาศักดิ์ แต่หลวงยกกระบัตรกลับไม่ถูกลงโทษ ซ้ำยังยุให้เจ้าแผ่นดินสยามสักเลกคนในหัวเมืองลาวอันนำมาสู่การทำสงครามใน ที่สุด

จะ มีข้อขัดแย้งคือ “พื้นเวียง” สำนวนอุบลราชธานีกลับให้ภาพเจ้าอนุวงศ์ในด้านลบ โดยระบุว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดจากความทะเยอทะยานของเจ้าอนุวงศ์เอง ซึ่งถ้าสืบกลับไปจะพบว่าอุบลราชธานีนั้นเดิมคือ “ดอนมดแดง” เมืองที่พระวอพระตา (หรือพระวรปิตา) ซึ่งขัดแย้งกับพระเจ้าสิริบุญสาร อพยพผู้คนมาสร้างเมืองและเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารสมเด็จพระเจ้าตากสิน ก่อนที่ต่อมาพระเจ้าสิริบุญสารจะส่งกองทัพมาโจมตีจนเป็นชนวนศึกระหว่างกรุง ธนบุรีกับเวียงจันทน์เมื่อปี ๒๓๒๒

อย่าง ไรก็ตาม เรื่องการสักเลกในมุมมองนักวิชาการไทยอย่าง ผศ. สุวิทย์ ธีรศาศวัต อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์และโบราณคดี คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กลับเห็นต่าง เขาชี้ว่าโดยเจตนาสยามไม่ต้องการกลืนลาวด้วยการสักเลก เพียงแต่ตอนนั้นกรุงเทพฯ พยายามเก็บภาษีให้ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย

“เพราะ สมัยก่อนไม่มีการทำสำมะโนประชากร หัวเมืองแจ้งจำนวนอย่างไรเมืองหลวงก็เชื่อ ผมมีหลักฐานว่าเจ้าเมืองอีสานยุคนั้นคอร์รัปชันเยอะเวลาเก็บภาษี การสักเลกคือการลงทะเบียนคนเหมือนเกณฑ์ทหาร ต่างก็แต่สักเลกเอาแรงงานเฉพาะเมืองใกล้ ๆ พวกเมืองไกลส่งของมีค่าแทน มองอย่างเป็นกลาง ถ้าจะกลืนกันจริงต้องทำแบบที่เว้ทำกับกัมพูชาสมัยรัชกาลที่ ๒ ตอนนั้นพระอุทัยราชาไปฝักใฝ่ราชสำนักเว้ ปล่อยให้ทหารจากอาณาจักรนี้คุมเมืองต่าง ๆ บางคนเป็นเจ้าเมือง ทุกเดือนขุนนางกัมพูชาต้องเอาหัวโขกพื้นคำนับฮ่องเต้เว้ มีการเอากฎหมายเว้มาใช้ แต่สยามปกครองอีสาน ลาว ไม่เคยเปลี่ยนระบบใด ๆ”

ผม ยังพบ “พงศาวดารกระซิบ” ที่เล่าสาเหตุของสงครามแตกต่างออกไป โดยอาจารย์ศรีศักรให้ข้อมูลว่าทุกวันนี้คนเฒ่าคนแก่ในเวียงจันทน์ยังมีตำนาน เล่าต่อกันมาว่า เหตุของสงครามเกิดจากเจ้าอนุวงศ์ทรงขอเจ้าหญิงองค์หนึ่งที่ทรงหมั้นไว้ ตั้งแต่อยู่เวียงจันทน์คืน

“สะท้อนได้เป็นอย่างดีว่ามีมิติความขัดแย้งระหว่างเครือญาติ”

จะ อย่างไรก็ตาม ในปี ๒๓๖๙ นั้นมีหลักฐานชั้นต้นชิ้นหนึ่งที่อาจบอกเราได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่าง กรุงเทพฯ-เวียงจันทน์ได้พัฒนาไปสู่จุดแตกหัก ด้วยในปีนั้นเจ้าอนุวงศ์โปรดให้หล่อพระพุทธรูปสำริดองค์หนึ่ง ที่ฐานพระพุทธรูปจารึกว่า

สมเด็จ พระราชเชฏฐา เจ้ามหาชีวิตอนุวงศ์แห่งราช-อาณาจักรเวียงจันท์ ให้หล่อขึ้นในปี จ.ศ. ๑๑๘๘ (พ.ศ. ๒๓๖๙) เทียม (แทน) พระแก้วมรกตเจ้า

พระพุทธรูปสำริดองค์นี้ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี

สิ่ง นี้อาจแสดงถึงความคับข้องใจต่อการกระทำของสยามที่พระองค์ทรงรับรู้มาแต่ยัง ทรงพระเยาว์ นั่นคือการอัญเชิญพระแก้วมรกตมายังกรุงธนบุรี พร้อมกับพระองค์ในฐานะ “องค์ประกัน” นั่นเอง

สถูป บรรจุอัฐิคุณหญิงโม (ท้าวสุรนารี) ที่วัดศาลาลอย อ.เมือง จ.นครราชสีมา ทุกวันนี้ยังคงมีผู้ศรัทธามากราบไหว้อย่างไม่ขาดสาย เ่ช่นเดียวกับอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองโคราช

อนุสรณ์ สถานวีรกรรมทุ่งสัมฤทธิ์ ที่บ้านสัมฤทธิ์ หมู่ที่ ๑ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์จลาจลของครัวโคราช อันเป็นจุดเปลี่ยนทำให้เจ้าอนุวงศ์ถอยทัพ ประวัติศาสตร์ชาตินิยมระบุว่าคุณหญิงโมออกอุบายให้หญิงสาวล่อลวงทหารลาวจน ตายใจ แล้วก่อการจลาจล ขณะที่นักประวัติศาสตร์รุ่นใหม่่ศึกษาหลักฐานทั้งหมดพบว่าเหตุการณ์จลาจลมี จริง แต่คำถามคือวีรกรรมท้าวสุรนารีเกิดขึ้นจริงหรือไม่

ทุ่ง สัมฤทธิ์ จุดที่ครัวโคราชก่อการจราจลต่อต้านทหารเวียงจันทน์ เป็นส่วนหนึ่งของ “ทุ่งกุลาร้องไห้” แหล่งปลูกข้าวที่ว่ากันว่าดีที่สุดในโลก ภาพนี้ถ่ายช่วงปลายฤดูเก็บเกี่ยวปี ๒๕๕๑ ท่ามกลางน้ำเจิ่งนองจากพายุ กลางทุ่งนาเวิ้งว้างเช่นนี้เองที่ “อนุสรณ์สถานวีรกรรมทุ่งสัมฤทธิ์” ถูกสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงวีรกรรมของท้าวสุรนารีซึ่งยังไม่มีบทสรุปว่าเกิด ขึ้นจริงหรือไม่

ศึกเจ้าอนุวงศ์ พุทธศักราช ๒๓๖๙

ปลายฤดูแล้ง พุทธศักราช ๒๓๖๙ สงครามครั้งใหญ่ระหว่างเวียงจันทน์กับกรุงเทพฯ เริ่มต้นขึ้น

“เริ่ม จากระดมพลจากเมืองใต้บังคับบัญชามาไว้ที่เวียงจันทน์กับจำปาศักดิ์เพื่อฝึก ทหาร แล้วส่งขุนนางกับทหารส่วนหนึ่งออกไปเกลี้ยกล่อมหัวเมืองในภาคอีสานให้เข้า ร่วม การตีกรุงเทพฯ ตีได้ก็ดี ถ้ามีการป้องกันเข้มแข็งก็ไม่ตี แต่จะกวาดต้อนประชากรหัวเมืองรายทางที่กองทัพผ่านกลับมาไว้ที่เวียงจันทน์ และจำปาศักดิ์” อาจารย์สุวิทย์วิเคราะห์ยุทธวิธีของเจ้าอนุวงศ์ และเล่าว่าจากการศึกษาพบว่าเจ้าอนุวงศ์ยังส่งทูตไปถึงหัวเมืองเหนือเพื่อชัก ชวนให้เข้าโจมตีสยามพร้อมกันด้วย

ไม่ ต่างจากครั้งสมเด็จพระนเรศวรยกทัพจากหงสาวดีกลับอยุธยา สิ่งที่เจ้าอนุวงศ์ทรงทำเมื่อเสด็จฯ กลับเวียงจันทน์คือรวมกำลังคนจากหัวเมืองต่าง ๆ มาไว้ที่เมืองหลวงและเมืองสำคัญ ต่างก็แต่ต้องทรงเล่นการเมืองกับรัฐลาวที่ไม่เป็นเอกภาพและเลือกเปิดเกมรุก โดยบุกอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้กรุงเทพฯ ตั้งตัว

อานามสยามยุทธ บันทึกการรบระหว่างสยามกับเวียงจันทน์ ซึ่ง “ก.ศ.ร. กุหลาบ” เขียนเสร็จเมื่อปี ๒๔๔๗ โดยเจ้าตัวอ้างว่านำข้อมูลมาจากเอกสารของเจ้าพระยาบดินทรเดชา แม่ทัพใหญ่ที่เป็นกำลังหลักในการบุกเวียงจันทน์ ระบุแนวพระราชดำริในเชิงยุทธศาสตร์ของเจ้าอนุวงศ์เอาไว้ว่า

“ทุก วันนี้ที่กรุงเทพมหานครมีแต่เจ้านายเด็ก ๆ หนุ่ม ๆ ที่ไม่ชำนาญในการทัพศึกเลย แต่ขุนนางผู้ใหญ่ก็มีน้อยตัวแล้ว ฝีมือทัพศึกก็อ่อนแอ เพราะว่างเว้นการศึกมาช้านาน…กรุงเทพฯ ทุกวันนี้ก็หย่อนกำลังลงกว่าแต่ก่อนมาก อนึ่งเดี๋ยวนี้เจ้าพระยานครราชสีมาก็ไม่อยู่ที่บ้านเมืองนครราชสีมา เพราะไปขัดตาทัพอยู่ไกลบ้านเมืองเขา ตามหัวเมืองรายทางก็ไม่มีที่กีดขวางเลย การเป็นทีเราหนักหนาแล้ว ไม่ควรเราจะเป็นเมืองขึ้นกับกรุงเทพมหานครต่อไป อนึ่งเราได้ยินข่าวทัพเรือพวกอังกฤษ ก็มารบกวนปากน้ำกรุงเทพฯ ทุกวันนี้ เห็นเป็นทีเราหนักหนา น่าที่เราจะยกทัพใหญ่ลงไปตีกรุงเทพฯ ก็เห็นจะได้โดยง่าย เพราะเราจะเป็นทัพกระหนาบทัพอังกฤษ…”

แม้ จะมีน้ำหนักน้อยด้วยเป็นเอกสารที่เขียนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ หลังเหตุการณ์ถึงเกือบศตวรรษ จนเป็นที่กล่าวขานกันว่าน่าจะเป็นเรื่องที่ “กุ” ขึ้น แต่ก็นับว่าเป็นหลักฐานชิ้นเดียวที่กล่าวถึงพระราชดำริของเจ้าอนุวงศ์อย่าง ชัดเจน สอดคล้องกับการวิเคราะห์ของอาจารย์สุวิทย์ ทั้งนี้อาจารย์ยังระบุว่าทัพเจ้าอนุวงศ์น่าจะมีกำลังพลราว ๑.๗-๓.๕ หมื่นคน และในการบุกเข้าตีจะใช้ ๒ เส้นทางหลักในการเดินทัพ

เส้น ทางแรก แยกเป็น ๒ กองทัพ ทัพแรกเดินจากเวียงจันทน์-หนองบัวลำภู-โคราช ทัพที่ ๒ เดินจากสกลนคร-กาฬสินธุ์-ร้อยเอ็ด ไปบรรจบกับทัพแรกที่โคราช

เส้น ทางที่ ๒ ยกทัพจากจำปาศักดิ์-อุบลราชธานี แล้วแยกเป็น ๒ ทาง คือไปสุวรรณภูมิ (ปัจจุบันคือจังหวัดร้อยเอ็ด) อีกส่วนมุ่งไปศรีสะเกษ ขุขันธ์ สังขะ สุรินทร์ บุรีรัมย์ นางรอง

การ เคลื่อนทัพระยะแรกเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม-มกราคม พ.ศ. ๒๓๖๙ (นับปีตามปฏิทินแบบไทยเดิม)โดยจะระดมกำลังและฝึกทหาร ๓ เดือน ก่อนเข้ายึดเมืองต่าง ๆ

ทัพใหญ่ของเจ้าอนุวงศ์สามารถยึดโคราชได้อย่างสมบูรณ์ในวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๓๖๙ และส่งทัพหน้ามากวาดต้อนผู้คนลึกถึงสระบุรี

พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๑

การยึดครองโคราชครั้งนั้นยังชัดเจนในความทรงจำของคนยุคปัจจุบัน

ผ่าน ตำราเรียน แล้วส่งต่อไปยังความทรงจำของคนโคราชที่นิยามตนเป็นลูกหลานย่าโม–ท้าวสุ รนารี สตรีที่นักประวัติศาสตร์สำนักชาตินิยมยกย่องเป็น “วีรสตรีแห่งชาติไทย” จากการนำครัวโคราชลุกขึ้นต่อต้านทหารลาวที่ทุ่งสัมฤทธิ์จนกลายเป็นจุด เปลี่ยนของสงคราม

คน โคราชที่ผมสนทนาด้วยทุกคนจำเหตุการณ์นี้ได้แม่นยำราวกับเกิดร่วมยุค ทุกคนเล่าเหตุการณ์ “วีรกรรมที่ทุ่งสัมฤทธิ์” ได้เป็นฉาก และที่น่าสนใจคือยังมีวีรกรรม “นางสาวบุญเหลือ” ร่วมอยู่ด้วย

เรื่องเล่าของลุงประสิทธิ หมอสัมฤทธิ์ เกษตรกรที่ทุ่งสัมฤทธิ์ หมู่ที่ ๑ บ้านสัมฤทธิ์ อำเภอพิมาย อาจเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด

“ตอน นั้นเจ้าอนุวงศ์ยกทัพมากวาดต้อนผู้คน ปลัดทองคำ สามีคุณหญิงโม ไปราชการที่กรุงเทพฯ คุณหญิงโมกับญาติ ๆ ก็โดนกวาดต้อนไปเวียงจันทน์พร้อมคนโคราช พอครัวมาถึงที่นี่ก็พักแรม ย่าโมออกอุบายให้ทำเหล้า ตัดไม้รวกเหลาให้แหลม มอมเหล้าทหารลาว ให้นางสาวบุญเหลือปรนนิบัติเพี้ยรามพิชัย ได้ทีท่านก็ให้สัญญาณ เพี้ยรามพิชัยรู้ตัว ย่าเหลือก็วิ่งไปเจอดินปืนกองใหญ่เลยเอาดุ้นไฟแหย่จนระเบิดตายพร้อมเพี้ยราม พิชัย จากนั้นปลัดทองคำก็นำกำลังมาช่วยจึงชนะทหารลาว เอาหัวไปทิ้งที่หนองหัวลาวใกล้ ๆ นี้ สมัยก่อนเจอกะโหลกมนุษย์ในดินมากมาย”

ทุ่ง สัมฤทธิ์วันนี้จึงปรากฏ “อนุสรณ์สถานวีรกรรมทุ่งสัมฤทธิ์” เพื่อรำลึกถึงวีรกรรมครั้งนั้น ส่วนหนองหัวลาวก็เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่อยู่ถัดไปไม่ไกลนัก

แล้วหลักฐานที่เกี่ยวข้องเล่าเรื่องนี้ไว้อย่างไร ?

หลักฐานร่วมสมัยอย่าง จดหมายเหตุนครราชสีมา ต้นฉบับเป็นสมุดไทยดำ ระบุคำให้การขุนโอฐบันทึกในใบบอกว่า “เวลาเช้าตรู่ พระยาปลัด พระยายกกระบัตรกรมการต่างคนต่างยิงปืนคนละนัด พวกครัวก็เข้าฟันแทง ทั้งพระสงฆ์ เถร เณร ผู้หญิงในครัว หนุนโห่ร้องไล่อ้ายลาวแตก”

อีกชิ้นหนึ่งคือ คำให้การอ้ายพระยานรินทร์ แม่ทัพลาวที่ถูกจับในคราวนั้น อ้างพระราชดำรัสเจ้าอนุวงศ์ว่า “อ้ายอนุบอกข้าพเจ้าว่าครัวเมืองโคราชซึ่งให้เพี้ยรามพิชัยคุมไพร่ ๒๐๐ คนไปถึงบ้านสัมริด พวกครัวฆ่านายไพร่ตายเสียหมดแล้ว ให้อ้ายสุทธิสารคุมไพร่ ๒,๐๐๐ คน มีปืน ๒๐๐ บอก ยกไปรบกับครัวโคราช ณ บ้านสัมริด อ้ายสุทธิสารแตกหนีมา พวกครัวฆ่านายไพร่ตายเป็นอันมาก”

เอกสาร ทั้ง ๒ ชิ้นไม่เอ่ยถึงวีรกรรมคุณหญิงโมเลย แต่เราจะไปพบเรื่องนี้ใน พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๓ ซึ่งกล่าวถึงบทบาทหลักในการวางแผนจลาจลว่าตกอยู่กับพระยาปลัดและพระยาพรหม ยกกระบัตรโดยมี “ท่านผู้หญิงโม้” เป็นกองหนุน ส่วนหลักฐานฝ่ายไทยที่ให้บทบาทคุณหญิงโมเป็นตัวเอกปรากฏในปี ๒๔๙๔ คือ ประวัติท้าวสุรนารี ของพันตรีหลวงศรีโยธา

กลับ กันกับหลักฐานฝ่ายลาวซึ่งไม่พบภาพคุณหญิงโมเลย ประวัติศาสตร์ลาว กล่าวเรื่องนี้ไว้อย่างรวบรัดว่า ทัพเจ้าอนุวงศ์ถูกกองทัพกรุงเทพฯ ยกตามตีเมื่อมาถึงเมืองโคราช

ส่วน เรื่องนางสาวบุญเหลือ หรือ “ย่าเหลือ” ไม่ปรากฏในหลักฐานใด ๆ ยกเว้นหลักฐานที่ทำขึ้นหลังปี ๒๔๗๕ เป็นต้นมา ต่อกรณีนี้ผมยังพบเอกสารราชการที่กระทรวงวัฒนธรรมติดต่อกับจังหวัด นครราชสีมาในปี ๒๕๐๐ เรื่องการสำรวจสถานที่เกิดวีรกรรมทุ่งสัมฤทธิ์เพื่อหา “สถานที่สู้รบของท่านท้าวสุรนารี ‘วีรสตรี’ ซึ่งมีชัยชนะต่อเจ้าอนุเวียงจันทน์ข้าศึกผู้รุกรานชาติไทยในปี ๒๓๖๙…”

ซึ่ง ต่อมาทำให้เกิดการค้นพบสถานที่ที่ทุกวันนี้กลายเป็นที่ตั้งของอนุสรณ์สถาน วีรกรรมทุ่งสัมฤทธิ์ โดยอ้างการค้นพบหลักฐานเป็นกระดูกมนุษย์จำนวนมาก

จะว่าไปทั้งเรื่องวีรกรรมท้าวสุรนารีและนางสาวบุญเหลือเป็นประเด็นถกเถียงอย่างกว้างขวางมาแล้วในปี ๒๕๓๙ เมื่อมีการตีพิมพ์หนังสือ การเมืองในอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี วิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโทของ สายพิน แก้วงามประเสริฐ ที่ได้นำเสนอหลักฐานอย่างรอบด้านพร้อมกับตั้งคำถามเรื่อง “ชาติ” รวมถึงวีรกรรมของคุณหญิงโมว่าเกิดขึ้นจริงหรือไม่ จนส่งผลให้เจ้าตัวซึ่งขณะนั้นเป็นครูมัธยมฯ ถูกย้ายออกจากพื้นที่ภายใน ๒๔ ชั่วโมงเพื่อความปลอดภัย หลังคนโคราชกลุ่มหนึ่งเผาพริกเผาเกลือสาปแช่ง แต่หนังสือดังกล่าวก็กลายเป็นหนังสือ “ต้องห้าม” ที่แพร่หลายมาจนถึงทุกวันนี้

อย่าง ไรก็ตาม หลักฐานทุกชิ้นชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่าเกิดการจลาจลขึ้น ส่งผลให้เจ้าอนุวงศ์ตัดสินพระทัยถอยทัพจากโคราชในช่วงปลายเมษายน พ.ศ. ๒๓๗๐ โดยขณะเดินทัพกลับเวียงจันทน์ได้ตั้งค่ายสกัดทัพสยามที่จะตามไปในจุด ยุทธศาสตร์สำคัญ

ทั้ง นี้เหตุที่เจ้าอนุวงศ์พลาดจนต้องถอยทัพ อาจารย์สุวิทย์ชี้ว่ามาจากการกวาดต้อนผู้คนจำนวนมากจากหัวเมืองถึง ๓๕ แห่งทั้งที่มีกำลังทหารจำกัด ทำให้ต้องแบ่งทหารคุมการอพยพครัวที่มีราว ๕-๙ หมื่นคน ซึ่งถือเป็นสิ่งบั่นทอนกำลังทัพ ทั้งก็มีคนบางส่วนไม่เต็มใจอพยพทำให้การคุมครัวยากขึ้นอีก จนเมื่อให้ทหาร ๒๐๐ คนคุมครัว ๘,๐๐๐ คนจากโคราชไปยังทุ่งสัมฤทธิ์แล้วเกิดการจลาจลต่อต้าน พอเจ้าอนุวงศ์ส่งทหารตามไปปราบก็ล้มเหลว สิ่งที่ตามมาคือความหวาดระแวง ต้องเพิ่มกำลังทหารดูแลการอพยพครัวชุดอื่น ๆ และทำให้ยุทธศาสตร์การบุกเสียหายจนต้องถอยทัพ

“ช่อง ข้าวสาร” ในปัจจุบัน หรือ “ช่องเขาสาร” ในอดีต หนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ที่กองทหารสยามเดินทัพผ่าน เมื่อพ้นช่องเขานี้จะเป็นทางราบยาว ๘๐ กิโลเมตรเข้าสู่เวียงจันทน์ จุดนี้มีการวางกำลังทหารลาวไว้จำนวนมาก แต่เมื่อค่ายที่บ้านส้มป่อยแตก กำลังส่วนนี้ก็ถูกถอนไปโดยปริยาย

หลัก เขตเก่าของเมืองท่าแขกริมน้ำโขง ตรงข้าม จ.นครพนม ของไทยในอดีตคือส่วนหนึ่งของเส้นทางที่เจ้าอนุวงศ์ล่องเรือผ่าน แล้ววกเข้าสู่ปากแม่น้ำเซบั้งไฟ เพื่อเดินทางเข้าสู่เมืองมหาชัยกองแก้วที่อยู่ทางทิศตะวันออก

ส่วนหนึ่งของเส้นทางลี้ภัยของเจ้าอนุวงศ์ ลัดเลาะไปตามเทือกเขาที่สูงที่สุดทางตอนเหนือของประเทศลาว

ความปราชัยบนที่ราบสูง

“ใน สายตาสยาม ศึกคราวเจ้าอนุวงศ์เป็นเรื่องใหญ่มาก เห็นได้จากคำสั่งเกณฑ์พลเมืองในภาคกลาง เหนือ ใต้ จากนั้นยกทัพไป ๕ ทาง ทางแรก เข้าทางอีสานใต้ ผ่านประโคนชัย บุรีรัมย์ ตีค่ายมูลเค็งที่พิมาย สุวรรณภูมิ ยโสธร อุบลราชธานี จำปาศักดิ์ แล้วไปตามลำน้ำโขง แม่ทัพสายนี้คือพระยาราชสุภาวดี (ต่อมาคือเจ้าพระยาบดินทรเดชา) ทางที่ ๒ เป็นทัพหลวง นำโดยกรมพระราชวังบวรฯ มหา-ศักดิพลเสพ เข้าทางปากช่อง โคราช ตีค่ายที่หนองบัวลำภู มุ่งตรงสู่เวียงจันทน์ ทางที่ ๓ ยกผ่านสระบุรี ด่านขุนทดไปรวมกับทัพที่ ๒ ทางที่ ๔ ตีหล่มสัก เพชรบูรณ์ ทางที่ ๕ เป็นทัพเมืองเหนือยกจากพิษณุโลกเข้าตีหล่มสัก แบ่งส่วนหนึ่งไปทางด่านซ้าย มุ่งหน้าสู่กรุงเวียงจันทน์”

อาจารย์ สุวิทย์ให้ภาพการตอบโต้ของกรุงเทพฯ พร้อมอธิบายว่าพอเคลื่อนทัพไปไม่นาน รัชกาลที่ ๓ ก็ทรงเรียก ๒ ทัพกลับมาป้องกันกรุงเทพฯ ด้วยมีข่าวว่าอังกฤษอาจยกทัพเรือมาโจมตีสยาม

และ ชี้ว่าสมรภูมิตัดสินการศึกครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่ทุ่งสัมฤทธิ์ แต่อยู่ที่บ้านส้มป่อยและช่องเขาสารซึ่งอยู่ในเส้นทางเดินทัพของกรม พระราชวังบวรฯ มหาศักดิพลเสพ

สถาน ที่ทั้ง ๒ แห่งปัจจุบันอยู่ในจังหวัดหนองบัวลำภู บ้านส้มป่อยอยู่ในอำเภอสุวรรณคูหา ส่วนช่องเขาสารปัจจุบันคือช่องเขาเชื่อมระหว่างบ้านนาด่าน อำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู กับบ้านหนองแวง อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี คนท้องถิ่นเรียก “ช่องข้าวสาร”

กาง แผนที่ทหารภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะพบเทือกเขาเตี้ย ๆ แนวหนึ่งชื่อภูพาน วางตัวทอดยาวจากเหนือจรดใต้กั้นระหว่างหนองบัวลำภูกับอุดรธานีและหนองคาย

“ช่อง ข้าวสาร” เป็นช่องเขาธรรมชาติไม่กี่แห่งที่เหมาะแก่การยกพลช้างม้าและไพร่พลผ่านไปได้ อย่างสะดวก จึงถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญถัดจากค่ายที่บ้านส้มป่อย

“บ้าน ส้มป่อยเป็นค่ายใหญ่ ทัพหน้าของสยามเกือบแพ้ที่นี่เพราะลาวมีกำลังหนุนจากช่องเขาสาร แต่เมื่อทัพหนุนของสยามไปทัน ค่ายที่บ้านส้มป่อยก็แตก ค่ายช่องเขาสารถูกทิ้ง เมื่อผ่านตรงนี้ได้จะเป็นทางราบยาว ๘๐ กิโลเมตรไปจนถึงเวียงจันทน์” อาจารย์สุวิทย์อธิบายความสำคัญทางยุทธศาสตร์

ตาม เส้นทางถอยทัพเจ้าอนุวงศ์ ปัจจุบันถ้าเราขับรถไปตามทางหลวงหมายเลข ๒๒๘ จากโคราชเข้าสู่ชัยภูมิและหนองบัวลำภู จากจุดนี้จะสามารถตามรอยกองทัพไปยังบ้านส้มป่อยและช่องเขาสารได้โดยใช้ทาง หลวงหมายเลข ๒๐๙๗

สมภาร โวหารา คนเลี้ยงวัวที่ช่องเขาสาร เล่าตำนานที่อาจตกค้างมาจากสงครามครั้งอดีตให้ฟังว่า “ดนแล้ว (นานแล้ว) คนแก่เล่าว่ามีข้าวสารผุดขึ้นจากบ่อน้ำแถวนี้ เลยเรียก ‘ช่องข้าวสาร’ มีคนเว้า (พูด) ต่อมาว่าตรงนี้เป็นเส้นทางเดินทัพเก่า แต่ไม่รู้ว่าใครรบกับใคร”

ที่น่าสนใจคือลุงสมภารบอกว่าหลายสิบปีก่อนเคยมีการขุดพบไหบรรจุลูกปืนใหญ่ด้วย

ขณะที่ทัพของเจ้าอนุวงศ์ตามจุดต่าง ๆ ในภาคอีสานพ่ายแพ้ ภายในทัพสยามเองก็ใช่ว่าจะไม่มีปัญหา

จดหมาย รับสั่งของกรมพระราชวังบวรสถานมงคลถึงกรมหมื่นสุรินทรรักษ์ กรมหมื่นรักษรณเรศร ให้กราบบังคมทูลราชการศึกระบุว่า หลังส่งกำลังข้ามโขงไปยึดเวียงจันทน์แล้ว ก็พบกับท่าทีไม่น่าไว้วางใจของทัพหัวเมืองเหนือที่มาช่วยราชการศึกด้วย “…ฝ่ายทัพพุงดำ ๕ หัวเมืองและหัวเมืองหลวงพระบางนั้น ถ้าทัพหลวงไม่ได้เมืองเวียงจันท์ ก็หามีผู้ใดมาถึงเมืองเวียงจันท์ไม่ แต่จะคอยเก็บครอบครัวช้างม้าอยู่ริมเขตแดนคอยทีไหวพริบเป็น ๒ เงื่อน แต่บัดนี้ใช้สอยได้เป็นปกติต้องขู่บ้าง ปลอบบ้าง แต่ยังดูน้ำใจทั้ง
๖ หัวเมือง เมืองหลวงพระบางอ่อนนัก เมืองเชียงใหม่ เมืองลำพูน ๒ เมืองนี้ ก็สุดแต่เมืองลคร เมืองแพร่นั้นตามธรรมเนียม แต่เมืองน่านนั้นการเดิมไหวอยู่…”

ข้อ ความนี้สะท้อนความเป็นเอกเทศของทัพจากหัวเมืองในยุค “เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง” ได้เป็นอย่างดี ด้วยสมัยนั้นพลทหารและแม่ทัพของทัพเชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน ฯลฯ มิได้จินตนาการว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของ “กองทัพแห่งชาติ” ของ “ประเทศไทย” เหมือนสมัยนี้ สิ่งที่แม่ทัพต้องทำคือ หาจังหวะเก็บ “ผู้คนและช้างม้า” ทรัพยากรสำคัญโดยพยายามให้เสียหายน้อยที่สุด ส่วนแม่ทัพจากเมืองหลวงก็ต้องคอยระมัดระวังท่าทีของทัพเหล่านี้โดยธรรมชาติ

ทัพ สยามก็ทำสงครามตามคตินี้ จดหมายรับสั่งฯ บันทึกว่า เมื่อทัพหน้าของกรมพระราชวังบวรฯ เข้าเวียงจันทน์ได้ก็กวาดต้อนผู้คน ช้างม้า หลอมปืนใหญ่เอาทองคำ ยึดพระเสริม พระแซ่คำ สร้างเจดีย์ “จารึกพระนามว่าเจดีย์ปราบเวียงและความชั่วอ้ายอนุไว้ในแผ่นศิลาให้ปรากฏ อยู่ชั่วฟ้าและดิน”

หลักฐานลาวอย่าง พระราชปวัตของสมเด็ดพระเจ้าอะนุวงส์ฯ ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าทัพสยาม “ตัดต้นหมากรากไม้ที่มีผลเสียหมด เอาไฟจุดสุมเมืองเสียและให้ทำลายกำแพงเมืองลงหมดเกลี้ยง”

ถือเป็นการทำลายเวียงจันทน์ครั้งที่ ๒ นับจากปี ๒๓๒๒

ทว่า แม้ทำลายเมืองได้ ในทัศนะกรมพระราชวังบวรฯ การศึกครั้งนี้กลับไม่คุ้ม จดหมายรับสั่งฯ สะท้อนพระราชดำริว่า “…ได้เมืองเวียงจันท์แต่เปลือกเมือง ครอบครัวก็อพยพหนีไปจนสิ้น บัดนี้ครอบครัวก็ยังปะปนกันอยู่กับครัวเมืองนครราชสีมา เมืองสระบุรี เมืองหล่มศักดิ์ เมืองลาว เมืองเขมร ฝ่ายตะวันออก การซึ่งจะทำให้แล้วโดยเร็วหาได้ไม่…ครั้นจะคิดให้ตั้งเมืองเวียงจันท์ไว้ เกลี้ยกล่อมก่อน ก็หามีผู้ใดอยู่รักษาไม่…จึ่งให้ทำลายเมืองเวียงจันท์เสียให้สิ้นอาลัย”

อันหมายถึงกำลังคนที่กวาดต้อนได้มีไม่มาก เจ้าอนุวงศ์ก็ทรงหนีไปแล้ว

การยึดและรักษาพื้นที่ “เหนือดินแดนทุกตารางนิ้ว” ก็มิใช่เป้าหมายหลักแต่อย่างใด

เส้น ทางต่อจากเมืองไซบัวทอง มองตามภูมิประเทศแล้วจะพบทางราบลัดเลาะตามช่องเขาขึ้นเหนือ ไปจนถึงเมืองคำเกิดที่อยู่ห่างจากเมืองเหงะอาน ๒๐ กิโลเมตร

เมือง คำเกิด หรือปัจจุบันคือ “หลักซาว” ชื่อเมืองนี้แปลว่่าหลักกิโลเมตรที่ ๒๐ จากชายแดนทิศตะวันออก เป็นปากทางเข้าสู่เมืองเหงะอาน (วินห์) ของเวียดนาม

เมือง หลักซาวในประเทศลาว ทุกวันนี้คึกคักด้วยยวดยานพาหนะ และผู้คน ในอดีตคือเมืองคำเกิดซึ่งอยู่บนเส้นทางลี้ภัยการเมืองของเจ้าอนุวงศ์

การทูต “สองฝ่ายฟ้า”

เจ้าอนุวงศ์เสด็จฯ ออกจากเวียงจันทน์ในวันที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๗๐ ก่อนเสียเมือง ๓ วัน

พงศาวดาร ไทยและลาวระบุตรงกันว่า พระองค์ลงเรือล่องแม่น้ำโขงไปทางใต้ จากนั้นลี้ภัยไปที่เมืองเหงะอาน (Nge-An) ของเวียดนาม (ปัจจุบันคือเมืองวินห์ ทางภาคเหนือของเวียดนาม) เนื่องเพราะครั้งหนึ่งพระอัยกาในเจ้าอนุวงศ์คือ “พระไชยองค์เว้” เคยเสด็จลี้ภัยการเมืองอยู่ช่วงหนึ่ง สายสัมพันธ์กับเวียดนามจึงแนบแน่นมาแต่อดีต

จาก การสำรวจเส้นทางผมพบว่า เจ้าอนุวงศ์ต้องล่องแม่น้ำโขงลงไปจนถึงปากแม่น้ำเซบั้งไฟที่อยู่ห่างเมือง ท่าแขกและนครพนมลงไปทางใต้ราว ๖๐ กิโลเมตร จากนั้นต้องทวนน้ำไปถึงเมืองมหาชัยกองแก้วที่วันนี้มีสภาพเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ เข้าถึงได้ด้วยถนนลูกรังที่ใช้การได้เฉพาะฤดูแล้ง

ต่อ จากนั้นเส้นทางที่ดีที่สุดคือเดินไปทางตะวันออกข้ามทิวเขาสูงที่ด่านเมืองนา พาว อีกทางหนึ่งลงเรือล่องแม่น้ำเทินที่ไหลไปทางเหนือ เดินเลียบลำน้ำพาวไปทางตะวันออกจนถึงด่านน้ำพาวแล้วเข้าสู่เมืองเหงะอาน

ที่ จริงตั้งแต่สงครามกรุงเทพฯ-เวียงจันทน์ระเบิดขึ้น ราชสำนักเว้ก็ส่งสัญญาณไม่พอใจผ่านช่องทางการทูตเป็นระยะ ด้วยถือว่าเวียงจันทน์เป็นประเทศราชของตนเช่นเดียวกับสยาม ดังนั้นการรับอุปการะเจ้าอนุวงศ์จึงถือเป็นเรื่องปรกติอย่างยิ่ง

ปฏิกิริยา แรก ๆ อย่างเป็นทางการของเว้เกิดขึ้นระหว่างทัพพระยาราชสุภาวดีซึ่งแยกกันเดินทัพ กับทัพหลวงของกรมพระราชวังบวรฯ มหาศักดิพลเสพไปหยุดพักไพร่พลที่นครพนม สัตตะคุณเตียนยิน แม่ทัพเวียดนาม ส่งหนังสือถึงพระสุริยภักดี นายทัพของพระยาราชสุภาวดี มีเนื้อความว่า “เมืองเวียงจันท์ก็เป็นแดนกรุงเวียดนาม บัดนี้แม่ทัพใหญ่ใช้ให้ข้าพเจ้าคุมกองทัพบกมา ๒๐,๐๐๐ เศษ มาตั้งอยู่เมืองตามดอง” และยื่นคำขาดให้ “ยกกองทัพกลับไปอยู่แดนของท่าน และท่านกวาดเอาครอบครัวแดนญวนไปไว้เท่าใดขอให้ส่งคืนมาแดนญวน ทางไมตรีจะได้รอบคอบยืนยาวเสมอไป ถ้าท่านไม่ฟังข้าพเจ้าก็ไม่ละ ถ้าองกินเลือกแม่ทัพใหญ่ยกลงมาถึงแล้วก็จะไม่ฟังกัน”

ทว่า พระยาราชสุภาวดีไม่สนใจ รีบยกทัพไปสมทบทัพหลวง เมื่อกรมพระราชวังบวรฯ เสด็จกลับ พระยาราชสุภาวดีก็ยังอยู่กวาดต้อนผู้คน แต่งตั้งเพี้ยเมืองจันรักษาเมือง ตามหาพระบางจนพบและเชิญลงมากรุงเทพฯ พร้อมเจ้าอุปราช พระอนุชาต่างพระราชมารดาในเจ้าอนุวงศ์ที่เข้ามาร่วมระหว่างสงคราม

ท่าทีอย่างเป็นทางการจากกรุงเทพฯ เกิดขึ้นเมื่อกรมพระราชวังบวรฯ ยกทัพถึงกรุงเทพฯ ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๓๗๐ พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๓ ระบุว่า ในหลวงรัชกาลที่ ๓ ทรงให้ขุนนางมีหนังสือถึงองเลโบ “เรื่องเวียงจันทน์เป็นกบฏ” บอกว่าเจ้าอนุวงศ์หนีไปในแดนญวน สยามเห็นแก่ไมตรีจึงไม่ติดตาม และฝากให้ทูลพระเจ้าเวียดนามตามความดังกล่าว พระบาท-สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวยังโปรดให้พระยาราชสุภาวดียกทัพไป ทำลายเวียงจันทน์อีก พระองค์กริ้วเพราะจับเจ้าอนุวงศ์ไม่ได้ ทั้งเวียงจันทน์เคยกระด้างกระเดื่องมาแล้ว ๒ ครั้ง “ไม่ควรจะเอาไว้เป็นบ้านเมืองให้อยู่สืบไป ให้กลับขึ้นไปทำลายล้างเสียให้สิ้น…”

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงให้เบาะแสใน พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๒ ที่ทรงพระนิพนธ์ว่า ที่รัชกาลที่ ๓ กริ้วเนื่องจากคราวเกิดกบฏอ้ายสาเกียดโง้ง เจ้าอนุวงศ์มีความชอบ รัชกาลที่ ๓ ขณะเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ส่งเสริมให้แต่งตั้งเจ้าราชบุตรโย้ พระราชโอรสในเจ้าอนุวงศ์ไปครองจำปาศักดิ์ แต่เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษมนตรีไม่เห็นชอบ เมื่อรัชกาลที่ ๒ เสด็จฯกลับที่ประทับแล้ว เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษมนตรีจึงมีรับสั่งในท้องพระโรงว่า

“อยาก จะรู้นัก ใครเป็นผู้จัดแจงเพ็ดทูลให้เจ้าราชบุตรเวียงจันทน์ไปเป็นเจ้าเมืองจำปา ศักดิ์ แต่เพียงพ่อมีอำนาจอยู่ข้างฝ่ายเหนือก็พออยู่แล้ว ยังจะไปเพิ่มเติมให้ลูกมีอำนาจโอบลงมาข้างฝ่ายตะวันออก…ต่อไปจะได้ความ ร้อนใจด้วยเรื่องนี้”

เมื่อเหตุการณ์เป็นไปดังคำพยากรณ์ พระองค์จึงกริ้วกว่ากรณีอื่น

แต่กว่าที่พระยาราชสุภาวดีจะไปถึงพันพร้าวอีกครั้งก็ลุเข้าสู่กลางปี ๒๓๗๑

๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๓๗๑ เจ้าอนุวงศ์เสด็จฯ กลับถึงเวียงจันทน์พร้อมทหารลาวและเวียดนามจำนวนหนึ่ง ที่น่าสนใจคือเกิดบทสนทนาระหว่างแม่ทัพสยามที่นำทหารส่วนหนึ่งไปอยู่ที่วัด กลางในเวียงจันทน์กับตัวแทนฝ่ายเวียดนามที่มาไกล่เกลี่ย

ทูตเวียดนามกล่าวเปรียบ “สยาม” กับ “เวียดนาม” ว่าเหมือน “บิดา-มารดา” ของเวียงจันทน์

สะท้อนถึงจินตนาการของคนยุคโบราณเกี่ยวกับ “รัฐ” คนละแบบกับโลกยุคปัจจุบันอย่างชัดเจน

และ มีการเสนอว่า “บิดาโกรธบุตรแล้วมารดาต้องพามาขอโทษ…พระเจ้ากรุงเวียดนามได้มีพระ ราชสาสน์ไปขอโทษอนุทางเรือ อนุเคยขึ้นแก่กรุงไทยอย่างไร ญวนก็ไม่ขัดขวาง ญวนต้องเอาธุระด้วยเมืองเวียงจันทน์เคยไปจิ้มก้อง ๓ ปี ครั้ง ๑”

บริเวณ หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำน้ำโขง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย (นรข. หนองคาย) ส่วนหนึ่งเคยเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการตั้งค่ายของกองทัพจากกรุงเทพฯ คราวสงครามเมื่อปี ๒๓๗๐

พระรูป พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ นรข.หนองคาย แม้จะมิได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับเหตุการณ์ในอดีตแต่ก็เป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่าครั้งหนึ่งพื้นที่แถบนี้ อยู่ในเขตอิทธิพลของเวียงจันทน์ ในยุคที่ “เส้นเขตแดน” และความคิดเรื่อง “ประเทศ” ยังไม่เกิด

บริเวณ ระเบียงคดที่แล่นล้อมโบสถ์วัดสีสะเกด ปัจจุบันเต็มไปด้วยซากพระพุทธรูปที่ถูกทำลายจากสงครามหลายครั้ง ที่นี่เคยเป็นที่ตั้งกองทหารสยาม เมื่อคราวโจมตีเวียงจันทน์ครั้งสุดท้าย

ภาพลาย เส้นของ หลุยส์ เดอลาปอร์ต (Louis Delaporte) ขณะร่วมเดินทางกับคณะสำรวจแม่น้ำโขงของฝรั่งเศส เมื่อปี ๒๔๐๙ – ๒๔๑๑ เผยให้เห็นระเบียงคดแล่นล้อมโบสถ์วัดสีสะเกด ที่ถูกทิ้งร้างในเวียงจันทน์ซึ่งเต็มไปด้วยพระุพุทธรูปเสียหายจำนวนมาก ภาพนี้เขียนขึ้นหลังสงครามครั้งสุดท้ายกับสยามผ่านมาแล้ว ๓๘ ปี ข้อความส่วนหนึ่งระบุว่า “ทำให้นึกถึงการทำลายล้างอย่างเบ็ดเสร็จ” (โดยกองทัพสยาม) (ภาพจากหนังสือ A Pictorial Journey on the Old Mekong, White Lotus Press, 2006)

เจ้า หน้าที่ นรข.หนองคาย ลาดตระเวนพรมแดนไทยบริเวณแม่น้ำโข่ง ที่ อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับเวียงจันทน์ พวกเขาทราบดีว่าความสัมพันธ์ไทย-ลาวนั้น มีปมขัดแย้งมากโดยเฉพาะกรณีเจ้าอนุวงศ์ พวกเขาแสดงความเป็นมิตรด้วยการเปลี่ยนสีเรือ เปลี่ยนชื่อหน่วยให้เป็นมิตรมากขึ้น เพื่อความสัมพันธ์อันดีของ ๒ ประเทศในโลกสมัยใหม่

การต่อสู้ครั้งสุดท้ายของเจ้าอนุวงศ์

ต้นฤดูแล้ง พุทธศักราช ๒๕๕๑

ผมอยู่ที่ค่ายของหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำน้ำโขง อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย

เกือบ ๒ ศตวรรษก่อน บริเวณที่ผมยืนอยู่นี้อาจเป็นจุดหนึ่งที่พระยาราชสุภาวดียืนรอฟังข่าวจากกอง กำลังที่ส่งไปเวียงจันทน์ ก่อนที่ท่านจะเห็นทหารสยามราว ๔๐-๕๐ คนว่ายข้ามน้ำหนีตายกลับมา

ทั้ง นี้ก็เพราะจู่ ๆ ในวันที่ ๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๓๗๑ สถานการณ์ก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อเจ้าอนุวงศ์ตัดสินพระทัยทำลายกองทหารสยามที่วัดกลางในเวียงจันทน์ ทำให้พระยาราชสุภาวดีจำต้องถอนกำลังกลับไปตั้งหลักที่ยโสธรและร้อยเอ็ด ปล่อยให้ทหารฝ่ายเจ้าอนุวงศ์บุกทำลายเจดีย์ปราบเวียง และทัพของเจ้าราชวงศ์ติดตามทัพสยามไปอย่างกระชั้นชิด จนเกิดรบขั้นตะลุมบอนที่ทุ่งบกหวาน (หนองคาย)

ปัจจุบัน พื้นที่ส่วนหนึ่งของค่ายพันพร้าวอยู่ในเขตกองบัญชาการหน่วยเรือรักษาความสงบ เรียบร้อยตามลำน้ำโขง อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย (นรข. หนองคาย) ซากเจดีย์ปราบเวียงและวัดที่พงศาวดารระบุว่ามีจารึกประจานเจ้าอนุวงศ์ และเคยเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตก่อนถูกอัญเชิญไปกรุงธนบุรี ยังคงปรากฏที่ริมน้ำ

หน้า เจดีย์มีป้าย “พระสถูปเจดีย์พระแก้วมรกต” ส่วนหน้าวัดมีป้าย “วัดพระแก้วเดิม (วัดศรีเชียงใหม่)” และมีศิลาทรายชื่อ “ศิลาจารึกวัดหอพระแก้ว” ตั้งอยู่ ที่น่าประหลาดคือมีพระรูปสมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ ๑ ซึ่งชาวบ้านแถบนี้ให้ความนับถือโดยไม่แบ่งแยกว่าเป็นกษัตริย์ลาวหรือไทย ประดิษฐานอยู่ด้วย

นาวา เอก บรรพต เนตรกระจ่าง ผู้บังคับการ นรข. หนองคาย เล่าว่า นรข. หนองคายตั้งขึ้นเพื่อป้องกันภัยคุกคามสมัยสงครามเย็นอยู่ที่นี่มาตั้งแต่ปี ๒๕๑๓ ที่ดินที่ตั้งวัดและเจดีย์อยู่ในความดูแลของกรมการศาสนา โดย นรข. หนองคายเช่าที่ดินและรับหน้าที่บำรุงรักษา เปิดให้ประชาชนทั่วไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้โดยไม่ถือเป็นเขตหวงห้าม

“ก่อน เรามาตรงนี้เป็นวัดร้าง ถ้าย้อนไปในสมัยอดีตตรงนี้เคยเป็นจุดยุทธศาสตร์ ด้านเหนือที่ติดกับแม่น้ำโขงจะเห็นเกาะกลางน้ำเรียกดอนจัน ในหน้าแล้งบางทีน้ำลดจนข้ามไปเวียงจันทน์ได้สะดวก”

อย่าง ไรก็ดี ท่านผู้บังคับการยอมรับว่าการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวเจดีย์และวัดแห่ง นี้คงทำไม่ได้มาก เพราะนโยบายของรัฐบาลคือรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ ทว่าประวัติโบราณสถานแห่งนี้กลับไปเกี่ยวพันกับสงครามไทย-ลาวในอดีตซึ่ง ละเอียดอ่อนต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างยิ่ง

ย้อนกลับไปที่สถานการณ์สู้รบในปี ๒๓๗๑

ถึง แม้จะเป็นฝ่ายรุกไล่ แต่ในที่สุดเจ้าราชวงศ์ก็ต้องถอยทัพกลับเวียงจันทน์เมื่อประเมินกำลังแล้วพบ ว่าตกเป็นรอง ทำให้เจ้าอนุวงศ์ตัดสินพระทัยเสด็จลี้ภัยการเมืองในเวียดนามอีกครั้ง

ปลาย เดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๓๗๑ ทัพสยามได้บุกเข้าทำลายเวียงจันทน์เป็นครั้งที่ ๓ ครั้งนี้เองส่งผลให้เวียงจันทน์สิ้นสภาพเมืองอย่างสิ้นเชิง

พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๓ ระบุว่า “ทำลายบ้านเมืองเสียให้สิ้น เว้นไว้แต่วัดเท่านั้น” และกวาดต้อนคนทั้งหมดเพื่อ “ตัดรอนผ่อนกำลังอนุเสียให้สิ้น” ประวัติศาสตร์ลาว ให้ภาพชัดขึ้นอีกว่าสยาม “…ตัดต้นไม้ลงให้หมดไม่ผิดกับการทำไร่ แล้วเอาไฟเผา…พระพุทธรูปหลายร้อยหลายพันองค์ถูกไฟเผาจนละลายกองระเนนระนาด อยู่ตามวัดต่าง ๆ วัดในนครเวียงจันทน์เหลือเพียงวัดเดียวที่ไม่ถูกไฟไหม้คือวัดสีสะเกด…” อันเป็นที่ตั้งของกองทหารสยาม

ข้ามแม่น้ำโขงไปเที่ยวเวียงจันทน์ จะพบว่าร่องรอยความทรงจำเหล่านี้ยังมีอยู่

ที่ วัดสีสะเกด บริเวณขอบประตูเข้าสู่ระเบียงคดที่แล่นล้อมตัวโบสถ์ทั้ง ๔ ทิศ ยังปรากฏศิลาจารึกประวัติของวัด (ที่ถูกฝังเอาไว้ในเสาประตูด้านหนึ่ง) ระบุอย่างชัดเจนว่าวัดนี้สร้างโดยเจ้าอนุวงศ์ และตลอดระเบียงคดนั้นเต็มไปด้วยพระพุทธรูปชำรุด ๑๐,๑๓๖ องค์ที่เสียหายจากสงครามในอดีต

อีกฝั่งถนนคือพิพิธภัณฑ์หอพระแก้ว ซึ่งในอดีตเคยเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต

ใน ความทรงจำของคนลาว บ้างเล่าว่าหอพระแก้วถูกทำลายจากสงครามและขณะนี้พระแก้วมรกตไปอยู่ “ต่างประเทศ” บ้างก็ว่ากองทัพที่บุกมาทำลายคือทัพสยาม เรื่องนี้ไม่ปรากฏในแบบเรียนไทย และคนไทยก็อาจไม่ทราบว่าลาวได้บรรจุเนื้อหานี้ไว้ในตำราเรียนชั้นมัธยมฯ ละเอียดยิบ แถมยังมีการเผยแพร่ตามสื่อต่าง ๆ เป็นระยะเพื่อสร้างความรู้สึกชาตินิยม

ไม่ต่างอะไรกับการที่คุณครูในโรงเรียนไทยพร่ำบอกลูกศิษย์ว่า “พม่าเผากรุงศรีอยุธยา”

นัก ประวัติศาสตร์บางคนเชื่อว่า ส่วนหนึ่งของเส้นทางลี้ภัยน่าจะอาศัยถ้ำต่างๆ ด้วย เพราะตอนกลางของลาวเต็มได้วยภูเขาหินปูนและถ้ำจำนวนมาก ในภาพคือถ้ำนางลอด เมืองไซบัวทอง อยู่ห่างมหาชัยกองแก้วไปทางตะวันออกราว ๓๐ กิโลเมตร

ภูเขา ที่เห็นเบื้องหน้าคือที่ตั้งของ “ถ้ำเจ้าอนุ” อยู่บนเทือกเ้ขาสูงใกลเมืองไชสมบูน ที่ตั้งอยู่ในอดีตเขตพิเศษไชสมบูน ลึกเข้าไปในเขตป่าเขายังมีการสู้รบระหว่างชนเผ่าม้งกับทหารลาว เดินทวนแม่น้ำจ้าขึ้นไป สายน้ำจะพาเราไปถึงปากถ้ำเจ้าอนุ

ภาพ มุมกว้างอีกมุมหนึ่งของเมืองไชสมบูนที่ตั้งอยู่ในอดีตเขตพิเศษ (เขตประกาศกฎอัยการศึก) ของ สปป.ลาว ทุกวันนี้เป็นเมืองเล็กๆ ในหุบเขาที่ยังถูกควบคุมโดยกองกำลังทหารของรัฐบาลอย่างเข้มงวด เพราะความขัดแย้งกับชนเผ่าม้งในพื้นที่ยังไม่ยุติโดยสมบูรณ์

เสด็จลี้ภัยครั้งสุดท้ายที่เชียงขวาง

พระ ชะตาของเจ้าอนุวงศ์หลังเสด็จฯ ออกจากเวียงจันทน์ลำบากลำบนเพียงใด พงศาวดารมิได้ให้รายละเอียด เรารู้เพียงว่าขณะนั้นพระองค์มีพระชนมายุ ๖๐ พรรษาแล้ว พงศาวดารระบุเพียงว่าทัพสยามจับพระญาติวงศ์ในเจ้าอนุวงศ์บางส่วนได้ในวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๓๗๑ จากนั้น ๒๑ พฤศจิกายน ขุนนางของเจ้าน้อยผู้ครองเมืองพวน (เชียงขวาง)
ส่งสาส์นแจ้งแก่เจ้าพระยาราชสุภาวดีที่เวียงจันทน์ว่าเจ้าน้อยแต่งกองทัพ ออกลาดตระเวน และขอว่า “อนุหนีขึ้นไปจะจับส่งให้มิให้หนีไปได้ ขออย่าให้กองทัพกรุงยกติดตามเข้าไปในเขตแดนเมืองพวนเลย ไพร่บ้านพลเมืองจะสะดุ้งสะเทือนไป”

หลัง จากนั้นไม่กี่วัน เจ้าพระยาราชสุภาวดีก็ได้รับแจ้งว่าพบเจ้าอนุวงศ์แล้ว โดยเจ้าน้อย “ให้คนพิทักษ์รักษาอยู่ ๕๐ คน แล้วขอให้แต่งคนขึ้นไปจับเอาโดยเร็ว”

จน วันที่ ๑๕ มกราคม พ.ศ. ๒๓๗๑ ก็จับได้โดย “พระลับและนายหนานขัตติยะ เมืองน่าน ท้าวมหาพรหม เมืองหลวงพระบาง” นำมาส่งที่ค่ายหลวง แต่เจ้าราชวงศ์หลบหนีไปได้

ระราชปวัตของสมเด็ดพระเจ้าอะนุวงส์ฯ ระบุจุดสุดท้ายที่เจ้าอนุวงศ์ถูกจับว่า “อยู่น้ำไรตีนภูคังไข” ส่วน พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๓ เล่าว่าจับเจ้าอนุวงศ์ได้ที่ “น้ำไฮเชิงเขาไก่”

ผม ไม่พบชื่อสถานที่ดังกล่าวในแผนที่ลาวปัจจุบันเลย จนทราบจาก ดร. สุเนด โพทิสาน อดีตผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์แห่งชาติของลาว ซึ่งปัจจุบันได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยมหาสารคามมาเป็นอาจารย์พิเศษที่สถาบัน วิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสานว่า

“ลองไปที่ถ้ำจ้า เมืองไซสมบูน นั่นคือจุดที่เจ้าอนุวงศ์ถูกจับ”

ไม่คิดว่าประโยคนี้จะพาผมเข้าไปในเมืองที่ “ลึกลับ” ที่สุดแห่งหนึ่งของลาว

เมือง ที่ว่าคือ ไซสมบูน ที่ทางการลาวเพิ่งยกเลิกสถานะ “เขตพิเศษ” (เขตบังคับใช้กฎอัยการศึก) ไปเมื่อปี ๒๕๕๐ และบนแผนที่ท่องเที่ยวปรากฏชื่อ “ถ้ำเจ้าอนุ”

ทาง ไปไซสมบูนช่วง ๑๐๐ กิโลเมตรแรกจากเวียงจันทน์เป็นเส้นทางเดียวกับที่นักท่องเที่ยวใช้เดินทางไป วังเวียงและหลวงพระบาง แล้วแยกจากทางหลักที่บ้านท่าเรือเหนือเขื่อนน้ำงึม โดยพุ่งไปทางตะวันออกราว ๑๐๐ กิโลเมตร ผ่านเขตภูเขาสูงซึ่งเป็นที่ตั้งของภูเบี้ย ภูเขาสูงที่สุดของลาว

ถนน ลูกรังพาเราผ่านเขตป่าเขา ผ่านเหมืองภูเบี้ย เหมืองทองคำที่อยู่ระหว่างขุดแร่อย่างคึกคัก ผ่านหมู่บ้านเล็ก ๆ ของชาวม้งนับสิบหมู่บ้าน จนไปถึงเมืองไซสมบูนที่มีขนาดพอ ๆ กับหมู่บ้านเล็ก ๆ ของไทย

ผม และช่างภาพ-บุญกิจ สุทธิญาณานนท์ เป็นชาวต่างชาติเพียง ๒ คนในเมืองที่ทหารและสายลับจับตามอง เมื่อได้รับอนุญาตให้ไปดูถ้ำเจ้าอนุ ซึ่งหน่วยงานส่งเสริมการท่องเที่ยวของลาวระบุว่าเปิดให้นักท่องเที่ยวชม โดยมีทหารตามประกบถึง ๗ คน ก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ถ่ายภาพหรือจดข้อมูลใด ๆ ทั้งยังถูกตั้งคำถามถึงการเข้ามาโดยพลการ ซึ่งผมทราบดีว่าถ้าขออนุญาตอย่างเป็นทางการ
คงใช้เวลานับปี

ไกด์ ของเราโดนสอบหาว่าพาคนไทยซึ่งเป็น “ประติการ” (ปฏิกิริยา) เข้ามาในเมือง ผมและช่างภาพถูกริบหนังสือเดินทางไปราว ๒ ชั่วโมง นัยว่าเป็นประกันว่าเราจะไม่ทำอะไรนอกเหนือคำแนะนำของเจ้าหน้าที่

ถ้ำ เจ้าอนุนี้เข้าไปได้โดยเส้นทางลูกรังตอนเหนือของไซสมบูนที่ตัดเข้าไปยังทิว เขาสลับซับซ้อน คนที่นี่บอกว่าเป็นทางไปภูเบี้ยอันเป็น “เขตสับสน” (ยังมีการสู้รบระหว่างทหารลาวกับชนเผ่าม้ง) จากการสังเกตเป็นถ้ำขนาดใหญ่ มีปากถ้ำ ๒ แห่ง ถ้ำแรกเป็นถ้ำตื้น ๆ ส่วนอีกถ้ำหนึ่งนั้นลึก เพดานถ้ำสูง ตามพื้นเต็มไปด้วยถุงขนม ดูเผิน ๆ เป็นสถานที่พักผ่อนของชาวไซสมบูน หน้าถ้ำเป็นท้องนา มีลำธารตื้น ๆ สายหนึ่งชื่อ “น้ำจ้า” ไหลผ่าน สองฟากฝั่งเต็มไปด้วยต้นสาบเสือออกดอกสีม่วงไปทั่วบริเวณ

“นาน มาแล้วมีเรื่องเล่าว่า คนพวนกับคนเวียงจันทน์ที่โดนกวาดต้อนไปบางกอกพูดเสียดสีกันว่าลูกหลานเจ้า น้อยเมืองพวนขายชาติ” อาจารย์นูเล่าความทรงจำเกี่ยวกับการจับกุมเจ้าอนุวงศ์ที่ตกทอดมาถึงคนรุ่น เขาให้ฟัง และสรุปว่าคนลาวรุ่นหลังไม่น่าจะเคยได้ยินเรื่องนี้ แถมนักประวัติศาสตร์ลาวรุ่นหลังยังตั้งคำถามว่าเจ้าน้อยเมืองพวนเป็นคนจับ เจ้าอนุวงศ์หรือไม่

แต่ หากพิจารณาสถานภาพของเมืองพวน (เชียงขวาง) ในช่วงดังกล่าวจะพบว่า การประนีประนอมกับภัยใหญ่ที่มาถึงตรงหน้าอาจเป็นทางออกเดียวในการรักษาเมือง ด้วยพวนนั้นเป็นรัฐที่เล็กเสียยิ่งกว่าเวียงจันทน์หรือหลวงพระบาง มีสถานะเป็น “เมืองสามฝ่ายฟ้า” โดยปรากฏหลักฐานว่าต้องส่งบรรณาการให้แก่รัฐที่ใหญ่กว่าคือ เวียงจันทน์ เว้ และต่อมาคือกรุงเทพฯ

ลองดูใน ประวัติศาสตร์อาณาจักรพวน ที่เจ้าคำหลวงหน่อคำ เชื้อสายกษัตริย์พวนที่ปัจจุบันดำรงชีวิตอยู่ในสหรัฐอเมริกา เป็นผู้รวบรวมและตีพิมพ์เป็นภาษาลาวเมื่อปี ๒๕๔๙ เรายังพบสายสัมพันธ์แบบ “ทั้งรักทั้งชัง” ระหว่างเจ้าอนุวงศ์กับเจ้าน้อย ในฐานะกษัตริย์ประเทศราชและพระราชบุตรเขย

เพราะ เจ้าน้อยนั้นครั้งหนึ่งเคยถูกเจ้าอนุวงศ์จับไปไว้ที่เวียงจันทน์ ก่อนที่ต่อมามีความชอบได้อภิเษกกับพระราชธิดาองค์หนึ่งในเจ้าอนุวงศ์ สายสัมพันธ์นี้ทำให้ในช่วงสงครามปี ๒๓๖๙ เจ้าน้อยได้ทรงอุปถัมภ์พระญาติวงศ์ในเจ้าอนุวงศ์บางส่วนไว้ที่เมืองพวน ทว่าครั้งหลังนี้เหตุการณ์ได้บีบให้เจ้าน้อยจำต้องช่วยเหลือกรุงเทพฯ อย่างเลี่ยงไม่ได้เพื่อรักษาเมืองไว้ แม้ว่าเจ้าอนุวงศ์จะทรงเป็นพระสัสสุระ (พ่อตา)ของพระองค์ก็ตาม

ใน นครหลวงเวียงจันทรน์มีถนนหลายสายที่ตั้งชื่อตามกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ “ถนนเจ้าอนุ” ก็เป็นถนนสายหนึ่งที่ยืนยันถึงความเคารพวีรกษัตริย์พระองค์นี้ของคนลาว

พระ ธาตุหลวงด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเวียงจันทน์ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยว สำคัญ ในวันที่การท่องเที่ยวสร้างเม็ดเงินให้แก่ลาวมหาศาล น่าสนใจว่านักท่องเที่ยวที่ไปเยือนโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวไทย ส่วนใหญ่ไม่เคยรับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับเจ้าอนุวงศ์เลย

วาระสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพ

ที่บางกอกเมื่อการกู้ “เอกราช” ล้มเหลว ผลที่ตามมาคือเจ้าอนุวงศ์ทรงประสบชะตากรรมอันแสนสาหัส

พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๓ บรรยายอย่างละเอียดยิบว่า เจ้าอนุวงศ์ถูกทรมานตั้งแต่ถูกส่งมาถึงสระบุรี พระยาพิไชยวารีที่รับหน้าที่ควบคุม “ก็ทำกรงใส่อนุตั้งประจานไว้กลางเรือ” ส่งล่องแม่น้ำเจ้าพระยาลงมาจนถึงกรุงเทพฯ ในวันที่ ๑๕ มกราคม พ.ศ. ๒๓๗๑

จาก นั้นโปรดให้นำตัวเจ้าอนุวงศ์ไป “จำไว้ทิมแปดตำรวจ บุตรหลานผู้หญิงและภรรยาน้อยนั้นก็ส่งไปเป็นชาวสะดึงทั้งสิ้น แล้วรับสั่งให้ทำที่ประจานลงที่หน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ ทำเป็นกรงเหล็กใหญ่สำหรับใส่อนุ มีรั้วตารางล้อมรอบทั้ง ๔ ด้าน มีกรงเหล็กน้อย ๆ สำหรับใส่บุตรหลานภรรยาอนุถึง ๑๓ กรง มีเครื่องกรรมกรณ์คือ ครก สาก สำหรับโขลก มีเบ็ดสำหรับเกี่ยวแขวน มีกระทะสำหรับต้ม มีขวานสำหรับผ่าอก มีเลื่อยสำหรับเลื่อยไว้ครบทุกสิ่ง แล้วตั้งขาหย่างเสียบเป็นเวลาเช้า ๆ…”

รุ่ง เช้าจึงมีการนำตัวเจ้าอนุวงศ์ เจ้าราชบุตรโย้ และพระญาติวงศ์มาไว้ในกรง “ให้นางคำปล้องซึ่งเป็นอัครเทพีถือพัดกาบหมาก เข้าไปนั่งปรนนิบัติอยู่ในกรง ให้นางเมียน้อยสาว ๆ ซึ่งเจ้าพระยาราชสุภาวดีส่งลงมาอีกครั้งหลังนั้นแต่งตัวถือกะบายใส่ข้าวปลา อาหารออกไปเลี้ยงกันที่ประจาน”

ทั้ง ยังบรรยายว่ากระทำกันกลางแจ้งให้ราษฎรชายหญิงมุงดู จนคนที่ญาติถูกเกณฑ์ไปเสียชีวิตในสงครามพากัน “นั่งบ่นพรรณนาด่าแช่งทุกวัน ครั้นเวลาบ่ายแดดร่มก็เอาบุตรหลานที่จับได้มาขึ้นขาหย่างเป็นแถวกันให้ร้อง ประจานโทษตัว”

สถานที่ที่เจ้าอนุวงศ์ถูกทรมานปัจจุบันคือลานหน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรยปราสาทที่ตั้งอยู่ในกำแพงพระบรมมหาราชวังฝั่งตะวันออก

พระ ที่นั่งองค์นี้สร้างสมัยรัชกาลที่ ๑ ทำด้วยไม้ทั้งองค์ สันนิษฐานว่าสร้างตามแบบพระที่นั่งจักรวรรดิไพชยนต์บนกำแพงพระราชวังกรุง ศรีอยุธยา ถูกรื้อครั้งหนึ่งในสมัยรัชกาลที่ ๓ โดยยกยอดปราสาทและก่อใหม่ด้วยอิฐเพื่อเป็นที่ประทับของกรมสมเด็จพระศรีสุลา ลัย พระบรมราชชนนีในรัชกาลที่ ๕ โดยได้รับพระราชทานนามว่า “สุทธาสวรรย์” ถึงรัชกาลที่ ๔ จึงมีการบูรณะอีกครั้งและได้รับพระราชทานนามใหม่ว่า “พระที่นั่งสุทไธสวรรย์” เป็นหนึ่งใน “หมู่พระอภิเนาว์นิเวศน์” หมู่เรือนหลวงและอาคารแบบยุโรปที่รัชกาลที่ ๔ โปรดให้สร้างไว้ในสวนขวาเพื่อรับแขกบ้านแขกเมือง

ตรง นี้เองที่พงศาวดารไทยและลาวซึ่งแม้จะจัดเป็นหลักฐานชั้นรอง ด้วยแต่งขึ้นหลังเหตุการณ์หลายปี ต่างก็เล่าตรงกันว่าหลังถูกทรมาน ๗-๘ วัน เจ้าอนุวงศ์ขณะมีพระชนมายุ ๖๐ พรรษาได้ “ป่วยเป็นโรคลงโลหิตก็ตาย โปรดให้เอาศพไปเสียบประจานไว้ที่สำเหร่”

เป็น ฉากสุดท้ายของเจ้าอนุวงศ์ กษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านช้างร่มขาวเวียงจันทน์องค์สุดท้าย ที่เผชิญฉากจบด้วยความตายท่ามกลางเกมอำนาจของ ๒ อาณาจักรใหญ่ เป็นฉากสุดท้ายที่ไม่ต่างอะไรกับชะตากรรมของเจ้าน้อยเมืองพวน ซึ่งต่อมาถูกกษัตริย์เวียดนามสั่งประหารชีวิตเนื่องจากช่วยกองทัพสยามจับ เจ้าอนุวงศ์

เป็นฉากสุดท้ายที่ต่างจากความพยายามของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชในการนำอยุธยาหลุดจากอำนาจของหงสาวดีได้เป็นผลสำเร็จ

ผม จินตนาการไม่ออกว่า ถ้าเจ้าอนุวงศ์ทำสำเร็จจะเกิดอะไรขึ้น และกลับกัน ถ้าพระนเรศวรล้มเหลวและโดนพระเจ้านันทบุเรงกระทำเช่นนี้จะเกิดอะไรขึ้น

นอกจากจุดจบของกษัตริย์เวียงจันทน์แล้ว เรายังพบฉากอื่น ๆ ที่ไม่ถูกระบุไว้ในแบบเรียนประวัติศาสตร์สำนักชาตินิยมมาก่อน

เรา จะพบชะตากรรมกษัตริย์กัมพูชาหลายพระองค์ที่เจริญพระชนมายุในราชสำนักสยาม ถูกส่งกลับไปครองอาณาจักรและเผชิญความแตกแยกในกลุ่มขุนนางที่ฝักใฝ่เวียดนาม และสยาม

เรา จะพบชะตากรรมกษัตริย์เมืองเชียงรุ่ง เชียงใหม่ หลวงพระบาง ที่ต้องส่งเชื้อพระวงศ์มาเป็น “องค์ประกัน”ความจงรักภักดี เมื่อเสด็จสวรรคต เชื้อพระวงศ์ก็กลับไปครองราชย์ในกำกับของสยามและเผชิญเกมการเมืองระหว่างรัฐ มหาอำนาจ

เรา จะพบชะตากรรมขององเชียงสือ ที่มาพึ่งกรุงเทพฯ และกลับไปตั้งตนเป็นใหญ่ในเวียดนาม ปราบดาภิเษกเป็น “พระเจ้าเวียดนามยาลอง” ไม่ส่งบรรณาการให้สยามอีกต่อไปในฐานะผู้ครองอาณาจักรที่มีอำนาจทัดเทียม แต่สามารถเก็บส่วย อ้างอำนาจ และเป็นที่พึ่งให้แก่กษัตริย์เวียงจันทน์อันเป็นอาณาจักรเล็กกว่า โดยที่กษัตริย์เวียงจันทน์พระองค์นั้นเคยใช้ชีวิตอยู่เมืองบางกอกร่วมยุค สมัยเดียวกับพระองค์

สงคราม ครั้งนี้ยังเป็นเหตุให้เกิดการรบระหว่างกรุงเทพฯ-เว้ เป็นระยะเวลายาวนาน ก่อนจะสงบลงก็เมื่อฝรั่งเศสเข้ามาล่าอาณานิคมแถบนี้ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ทำให้รัฐต่าง ๆ ต้องปรับตัว ปรับระบบรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว อันเป็นเหตุให้เกิด “เส้นเขตแดน” และ “ประเทศ” ที่เรารู้จักกันทุกวันนี้ตามมา

ผล จากศึกเจ้าอนุวงศ์ยังหลงเหลืออยู่จนทุกวันนี้ ที่เห็นชัดที่สุดคือกลุ่มคนหลากชาติพันธุ์ในภาคอีสานซึ่งถ้ายึดตามแบบเรียน ประวัติศาสตร์ชาตินิยมมักมีคำอธิบายว่า คนเหล่านี้อพยพมา “พึ่งพระบรมโพธิสมภาร” โดยละม่อม ทว่าวันนี้ผมพบข้อมูลอีกด้านว่าอาจไม่เป็นเช่นนั้น ด้วยหลังศึกเจ้าอนุวงศ์ สยามเทครัวจากเมืองฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงรวมถึงเมืองฝั่งขวาแม่น้ำโขงที่อยู่ใน อำนาจของเวียงจันทน์ เพื่อตัดกำลังไม่ให้กบฏได้อีก ถือเป็นการอพยพครัวครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อุษาคเนย์

อาจารย์ สุวิทย์กล่าวถึงกรณีนี้ว่า “ครึ่งหนึ่งมาตั้งถิ่นฐานในอีสาน อีกครึ่งตั้งถิ่นฐานในภาคกลางและภาคเหนือ ครั้งแรกเกิดจากสยามต้องการลดอำนาจหัวเมืองลาว เมื่อเกิดสงครามกรุงเทพฯ-เว้ก็มีการอพยพอีกเพื่อไม่ให้คนเหล่านี้เป็นกำลัง ของเวียดนาม ผลคือเกิดเมืองในภาคอีสานถึง ๒๐ เมือง สิบสี่เมืองตั้งในสมัยรัชกาลที่ ๓ สี่เมืองตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ สองเมืองตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕”

เราจึงพบคนลาวพวน(คนเชียงขวาง) ลาวเวียง(คนเวียงจันทน์) ชาวผู้ไท(ตั้งถิ่นฐานอยู่ตรงพร

——–

This article comes from Sarakadee สารคดี
http://www.sarakadee.com/web

The URL for this story is:
http://www.sarakadee.com/web/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&artid=932

————

พระครูโพธารามพิทักษ์ (หลวงพ่อเขียน)เจ้าอาวาสวัดบ้านโบสถ์ และเจ้าคณะอำเภอโพธาราม นักปราชญ์ชาวบ้านผู้ศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์ลาวเวียง และได้เก็บรวบรวมมรดกทางวัฒนธรรมลาวเวียงไว้มากมาย

คิดมาตลอดเป็นเวลาเกือบเจ็ด สิบปีแล้ว  จากการศึกษาประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมอันดีงามของลาวเวียงมานานแล้ว  ทำอย่างไรคนลาวเวยงรุ่นหลังจึงจะเห็นคุณค่าและสืบสานฟื้นฟู รวมทั้งอนุรักษ์สิ่งดีงามเหล่านี้ไว้ได้ พอสภาองค์กรชุมชนตำบลบ้านเลือกและได้จัดทำโครงการขับเคลื่อนภูมิทัศน์ วัฒนธรรมลาวเวียง ในการจัดทำ “หอวัฒนธรรมลาวเวียง”อาตมาจึงให้การสนับสนุนเต็มที่

ในโอกาสปีใหม่ 2553 ท่านพระครูโพธารามพิทักษ์ (หลวงพ่อเขียน)ท่านมีความประสงค์จะมอบศาลาการเปรียญหลังงาม ที่มีคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรม ให้เป็นสถานที่เก็บรวบรวม สิ่งของเครื่องใช้ ที่สะท้อนวิถีชีวิตวัฒนธรรมของคนลาวเวียง และเป็นศูนย์การเรียนรู้ที่แสดงภูมิปัญญา  ศิปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของคนลาวเวียง รวมทั้งการจัดนิทรรศการงานพัฒนาของสภาองค์กรชุมชนตำบลบ้านเลือก

ที่มา นิตยสาร สารคดี ปีที่ ๒๕ ฉบับที่ ๒๙๑ เดือนพฤษภาคม ๒๕๕๒ ที่ว่าด้วย… “องค์ประกัน” ในราชสำนักสยาม แล้วเจ้าอนุวงศ์ประทับแห่งใดเมื่อมาเป็น “องค์ประกัน” ในราชสำนักสยาม ?

และบทสรุปของสารคดีเรื่องดังกล่าวในตอนท้าย น่าสนใจมากครับ

  • นอกจากจุดจบของกษัตริย์เวียงจันทน์แล้ว เรายังพบฉากอื่น ๆ ที่ไม่ถูกระบุไว้ในแบบเรียนประวัติศาสตร์สำนักชาตินิยมมาก่อน
  • เรา จะพบชะตากรรมกษัตริย์กัมพูชาหลายพระองค์ที่เจริญพระชนมายุในราชสำนักสยาม ถูกส่งกลับไปครองอาณาจักรและเผชิญความแตกแยกในกลุ่มขุนนางที่ฝักใฝ่เวียดนาม และสยาม
  • เรา จะพบชะตากรรมกษัตริย์เมืองเชียงรุ่ง เชียงใหม่ หลวงพระบาง ที่ต้องส่งเชื้อพระวงศ์มาเป็น “องค์ประกัน”ความจงรักภักดี เมื่อเสด็จสวรรคต เชื้อพระวงศ์ก็กลับไปครองราชย์ในกำกับของสยามและเผชิญเกมการเมืองระหว่างรัฐ มหาอำนาจ
  • เรา จะพบชะตากรรมขององเชียงสือ ที่มาพึ่งกรุงเทพฯ และกลับไปตั้งตนเป็นใหญ่ในเวียดนาม ปราบดาภิเษกเป็น “พระเจ้าเวียดนามยาลอง” ไม่ส่งบรรณาการให้สยามอีกต่อไปในฐานะผู้ครองอาณาจักรที่มีอำนาจทัดเทียม แต่สามารถเก็บส่วย อ้างอำนาจ และเป็นที่พึ่งให้แก่กษัตริย์เวียงจันทน์อันเป็นอาณาจักรเล็กกว่า โดยที่กษัตริย์เวียงจันทน์พระองค์นั้นเคยใช้ชีวิตอยู่เมืองบางกอกร่วมยุค สมัยเดียวกับพระองค์
  • สงคราม ครั้งนี้ยังเป็นเหตุให้เกิดการรบระหว่างกรุงเทพฯ-เว้ เป็นระยะเวลายาวนาน ก่อนจะสงบลงก็เมื่อฝรั่งเศสเข้ามาล่าอาณานิคมแถบนี้ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ทำให้รัฐต่าง ๆ ต้องปรับตัว ปรับระบบรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว อันเป็นเหตุให้เกิด “เส้นเขตแดน” และ “ประเทศ” ที่เรารู้จักกันทุกวันนี้ตามมา
  • ผล จากศึกเจ้าอนุวงศ์ยังหลงเหลืออยู่จนทุกวันนี้ ที่เห็นชัดที่สุดคือกลุ่มคนหลากชาติพันธุ์ในภาคอีสานซึ่งถ้ายึดตามแบบเรียน ประวัติศาสตร์ชาตินิยมมักมีคำอธิบายว่า คนเหล่านี้อพยพมา “พึ่งพระบรมโพธิสมภาร” โดยละม่อม ทว่าวันนี้ผมพบข้อมูลอีกด้านว่าอาจไม่เป็นเช่นนั้น ด้วยหลังศึกเจ้าอนุวงศ์ สยามเทครัวจากเมืองฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงรวมถึงเมืองฝั่งขวาแม่น้ำโขงที่อยู่ใน อำนาจของเวียงจันทน์ เพื่อตัดกำลังไม่ให้กบฏได้อีก ถือเป็นการอพยพครัวครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อุษาคเนย์
  • อาจารย์ สุวิทย์กล่าวถึงกรณีนี้ว่า “ครึ่งหนึ่งมาตั้งถิ่นฐานในอีสาน อีกครึ่งตั้งถิ่นฐานในภาคกลางและภาคเหนือ ครั้งแรกเกิดจากสยามต้องการลดอำนาจหัวเมืองลาว เมื่อเกิดสงครามกรุงเทพฯ-เว้ก็มีการอพยพอีกเพื่อไม่ให้คนเหล่านี้เป็นกำลัง ของเวียดนาม ผลคือเกิดเมืองในภาคอีสานถึง ๒๐ เมือง สิบสี่เมืองตั้งในสมัยรัชกาลที่ ๓ สี่เมืองตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ สองเมืองตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕”
  • เราจึงพบคนลาวพวน (คนเชียงขวาง) ลาวเวียง (คนเวียงจันทน์) ชาว “ผู้ไท” (ตั้ง ถิ่นฐานอยู่ตรงพรมแดนลาว-เวียดนาม) ลาวโซ่ง( “ผู้ไทดำ”จากแคว้นสิบสองจุไททางภาคเหนือของลาว) กะเลิง โซ่ แสก ย้อ(ญ้อ) โย้ย และคนนานาชาติพันธุ์ อยู่ใน “ประเทศไทย” ทางภาคอีสาน  คนเหล่านี้แหละที่เป็นผู้สร้างบ้านแปงเมือง เป็นบรรพบุรุษชาวอีสานซึ่งมีวัฒนธรรมร่วมกับคนในประเทศลาวปัจจุบัน
December 4, 2010

Case Study from outside world: Size matters – Tiao Anouvong

Size matters

Cached:  http://asiapacific.anu.edu.au/newmandala/2010/11/05/size-matters/

November 5th, 2010 by Simon Creak · 26 Comments

A new statue of Chao Anouvong, the last king of the Vientiane monarchy (r. 1804-28), is set to be unveiled in Vientiane in a ceremony on Sunday (stretching into Monday). Here are some pictures, sent in by a kind reader. Two things come immediately to mind when looking at the statue. First, it is very, very large. Eight metres tall, in fact. And, second, Chao Anouvong is seriously muscular. His chest looks like it has benefited from many years of press-ups or perhaps exercising with a chest expander, of the kind Prince Souphanouvong liked to use (you can see pictures of him exercising in the National Sports Committee Museum, among other places).

The large and muscular bearing of the statue rhymes with the robust and courageous image of Anouvong portrayed in Lao historiography. As the Vientiane Times said a few days ago: “Chao Anouvong … proved to be one of the bravest kings in Lao history, fighting against Siamese dominance without surrender from 1826-1828″. The irony, of course, is that the Chao Anouvong rebellion was a terrible failure.

But as Australians know well, Laos is hardly the only country to base a key national myth on a crushing military defeat. Out of defeat may grow glory. Indeed, Lao folk have been having some fun with Anouvong’s imposing appearance. An observer in Laos relates:

Lao people are joking that the floods in Thailand are because of Chao Anouvong scaring Thao Suranaree whose tears, or wet pants depending on the version being told, are dampening the countryside.

Thao Suranaree or Ya Mo was the woman who, in Thai historiography, supposedly brought the Anouvong rebellion down in Korat. Reversing the Lao joke, perhaps Anouvong has been made so large and muscular in order to regain his – and Laos’ – manhood after being so comprehensively defeated, and emasculated, at the hands of a woman?

For more pictures …

Here is Matichon’s supposedly translated version of this article.
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1288966798&grpid=01&catid=
Interestingly, it translated everything except the flood joke and little controversy surrounding Ya Mo.

Quality comment or not? Thumb up 1
———————–

อนุสาวรีย์สูง 8 เมตร ของ “เจ้าอนุวงศ์” ที่เวียงจันทน์ และประวัติศาสตร์ลาว-ไทย

Cahed:  http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1288966798&grpid=01&catid=

วันที่ 06 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 เวลา 11:00:00 น.

ไซมอน ครีก นักศึกษาระดับปริญญาเอกของมหาวิทยาลัยออสเตรเลียที่ทำการศึกษาเรื่องประเทศลาว ได้เขียนบทความสั้นๆ ว่าด้วยอนุสาวรีย์ “เจ้าอนุวงศ์” ที่เพิ่งถูกสร้างขึ้นใหม่ ณ กรุงเวียงจันทน์ และนำเผยแพร่ลงในเว็บล็อก “นิว มันดาลา” หรือ “นวมณฑล” มติชนออนไลน์เห็นว่าบทความดังกล่าวมีเนื้อหาน่าสนใจ จึงขออนุญาตแปลสรุปความและนำมาเผยแพร่ต่อดังนี้
อนุสาวรีย์ใหม่ของเจ้าอนุวงศ์ พระมหากษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์เวียงจันทน์ จะถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่กรุงเวียงจันทน์ในวันอาทิตย์ที่ 7 พฤศจิกายนนี้
สิ่งที่ครีกคิดเมื่อเห็นภาพนิ่งของอนุสาวรีย์ดังกล่าว ก็คือ หนึ่ง ด้วยความสูงถึง 8 เมตร นี่จึงเป็นอนุสาวรีย์ที่มีขนาดอภิมหามหึมาเป็นอย่างยิ่ง
สอง รูปร่างของเจ้าอนุวงศ์ที่ปรากฏผ่านอนุสาวรีย์ดังกล่าวอัดแน่นไปด้วยมัดกล้ามเนื้อ หน้าอกของพระองค์มีความเข้มแข็งบึกบึนราวกับอวัยวะส่วนนี้ได้ผ่านการออกกำลังกายมาเป็นเวลาต่อเนื่องหลายปี
รูป ลักษณ์ที่สูงใหญ่และอัดแน่นไปด้วยมัดกล้ามเนื้อของอนุสาวรีย์ซึ่งถูกสร้าง ขึ้นใหม่มีความสอดคล้องกับความเข้มแข็งมุ่งมั่นและภาพลักษณ์แห่งความกล้าหาญ ของเจ้าอนุวงศ์ที่ถูกบรรยายไว้ในประวัติศาสตร์นิพนธ์ลาว
ดังที่ หนังสือพิมพ์เวียงจันทน์ ไทมส์ เขียนไว้เมื่อไม่กี่วันก่อนว่า “เจ้าอนุวงศ์…พิสูจน์ให้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นหนึ่งในพระมหา กษัตริย์ผู้ห้าวหาญในประวัติศาสตร์ลาวด้วยการต่อสู้กับการครอบงำของสยาม อย่างไม่ยอมแพ้ตั้งแต่ปี ค.ศ.1826-1828 (พ.ศ.2369-2371)”
อย่างไรก็ตาม ความย้อนแย้งมีอยู่ว่า การก่อกบฏต่อสยามของเจ้าอนุวงศ์นั้นต้องประสบกับความล้มเหลวอย่างย่อยยับ เมื่อทัพเวียงจันทน์พลาดท่าเสียทีต่อท้าวสุรนารีที่โคราช
แต่ลักษณะเฉพาะว่าด้วยตำนานสำคัญๆ แห่งชาติลาว ก็คือ ตำนานยิ่งใหญ่เหล่านั้นมักจะถูกวางอยู่บนพื้นฐานเรื่องความพ่ายแพ้ ทางการศึกสงคราม (หรือยกย่องวีรบุรุษผู้พ่ายแพ้) ด้วยเหตุนี้ความพ่ายแพ้ใน ทางการทหารจึงสามารถนำมาสู่ความรุ่งโรจน์ในประวัติศาสตร์นิพนธ์ได้
เช่นกันกับรูปลักษณ์ใหญ่โตแข็งแรงที่ปรากฏผ่านอนุสาวรีย์เจ้าอนุวงศ์ ซึ่งครีกตีความว่า อาจถือเป็นการฟื้นฟู “ความเป็นชาย” ของกษัตริย์องค์นี้และประเทศลาว หลังจากต้องประสบความพ่ายแพ้ด้วยน้ำมือของสตรีที่เมืองโคราชเมื่อเกือบ 200 ปีก่อน

November 28, 2010

Case Study from Thai Side: Let’s hope Laos hangs on to its identity

Cached:  http://www.nationmultimedia.com/2010/11/25/politics/Let&039;s-hope-Laos-hangs-on-to-its-identity-30143128.html

By Supalak Ganjanakhundee
The Nation
Published on November 25, 2010

Raising King Anouvong’s statue in the Laotian capital Vientiane could either be seen as a direct challenge to Thailand’s superior status or a strong message calling on its citizens to be brave and its ruling regime to stand firm in the face of dominance from all directions.

It is interesting that the Marxist-Leninist regime chose to use ancient kings instead of communist icons and contemporary heroes for its state-building endeavour. This could possibly be because the Laotians worship kingly spirits – they would never bow to a commoner.

Before King Anouvong, Laotian authorities put up King Fa Ngum’s statue in January 2003 as a memorial to the great unifier of the Lan Xang Kingdom in the 14th century.

Statues of old kings are not new to Vientiane. There’s already one of King Xetthathirat, who moved the capital city from Luang Prabang to Vientiane 450 years ago, and King Sisavang Vong, who played a part in the country gaining independence from the French.

The newest statue of King Anouvong, meanwhile, tells the story of a brave struggle against Siamese conquerors during his reign from 1805 to 1828.

King Anouvong took the throne when the Lan Xang kingdom was a part of the Siamese kingdom and he decided to shake off the yoke when, on a visit to Bangkok, he saw the harshness meted out to Lao prisoners. History has it that he personally was treated badly while attending King Rama II’s funeral.

Though he lost the battle against Siam, King Anouvong became a national hero and legend for the Lao people, even though in the Thai point of view, he was a mere rebel. The Siamese army ransacked the Lao capital, causing the downfall of the Lan Xang kingdom.

The ruling Lao People’s Revolutionary Party put up the statue as a memorial to the great king 182 years later and to mark the capital city’s 450 years.

The 8-metre statue faces the west, gazing across the mekong River at Thailand. His left hand holds up a sword, as his right hand points forward.

The Laotian government explained that the statue is meant to look like the king is mobilising his troops, but the costume is that of peaceful times. The king’s belt features the Naga, which is a Buddhist symbol of peace.

Government officials said the statue depicted King Anouvong as a brave king who never surrendered to Siamese dominance and is meant to remind the citizens that the country needs a leader like him.

Laos is a tiny country surrounded by big ones – Thailand is in the west, Vietnam in the east and the giant China in the north.

A balance of power among the major powerhouses is the only key for its survival.

These days, China is pouring a lot of resources into Laos in terms of grants, financial aid, soft loans and investment. It is difficult to resist an influx of Chinese people and cultural influence into Laos.

Meanwhile, Vietnam’s influence over the ruling party is also difficult to resist because they share a common history of struggling for independence. As for Thailand, it is practically a blood brother and has influenced Laos economically, socially and culturally for a long time.

Let’s hope that King Anouvong helps the brave Laotians protect their tiny nation from being taken over by others.

———-

———-

MORE: [PDF]

File Format: PDF/Adobe Acrobat – Quick View
of the committee responsible for the casting of the King Anouvong statue. Standing Deputy Prime Minister Somsavat Lengsavad, who led the meeting,
www.laoembassy.com/
———–

=============================

ฤกษ์มหาปฏิวัติเดือนตุลา สมโภชอนุสาวรีย์’เจ้าอะนุวง’

Cached:  http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/education/20101112/362558/

โดย : ทีมข่าวพิเศษ : เรื่อง / จิระศักดิ์ วงศ์คำจันทร์

ประชาชนลาวเฉลิม ฉลองเวียงจันทน์450ปี ชาตินิยมแบบคอมมิวนิสต์ลาว เชิดชูสดุดี”เจ้าอะนุวง”อย่างสูงส่ง เปิดอนุสาวรีย์สูง8.29เมตรบนแท่นสูง 5.50เมตร

“บรรดา สหายและแขกผู้มีเกียรติ โครงการปั้นหล่ออนุสาวรีย์เจ้าอะนุวง ได้สำเร็จเรียบร้อยแล้ว คณะกรรมการเฉลิมฉลองเวียงจันทน์เป็นนครหลวง 450 ปี ขอมอบโครงการดังกล่าวนี้ ให้กระทรวงแถลงข่าวและวัฒนธรรม พร้อมด้วยนครหลวง เป็นผู้รับผิดชอบปกปักรักษา คุ้มครองทำให้อนุสาวรีย์เจ้าอะนุวง ยืนยงเสถียรมั่นอยู่คู่ฟ้าดินลาวชั่วกาลนาน

…พร้อมกันนั้นก็เอาสถานที่สักการบูชา แห่งนี้ เป็นที่ศึกษาอบรมลูกลาวหลานลาว ให้มี ‘น้ำใจฮักเซื้อแพงซาด’ อันดูดดื่ม เตรียมพร้อมอุทิศตนให้แก่บ้านเมือง ในเฉพาะหน้านี้คือการเข้าร่วมการแข่งขันต่างๆ เพื่อสร้างผลงานอันใหญ่หลวงไว้ต้อนรับกองประชุมใหญ่ของพรรคฯ ที่จะมาถึงนี้ สร้างสรรค์ สปป.ลาวเรา ให้เจริญวัฒนายิ่งๆ ขึ้น สมดั่งความมุ่งมั่นปรารถนาอันแรงกล้า ของบรรพบุรุษของพวกเรา ใน วาระอันเป็นสิริมงคล ข้าพเจ้าขอเป็นเกียรติเรียนเชิญสหายจูมมะลี ไซยะสอน เลขาธิการคณะบริหารงานใหญ่ศูนย์กลางพรรคฯ ประธานประเทศ ลั่นฆ้องเปิดอนุสาวรีย์เจ้าอนุวง นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป..”

จบคำกล่าวรายงานของ สหายสมสะหวาด เล้งสะหวัด กรรมการกรมการเมืองประจำศูนย์กลางพรรคฯ รองนายกรัฐมนตรี สหายจูมมะลี ไซยะสอน ได้ทำพิธีจุดธูปเทียนชัย และลั่นฆ้องชัย 9 ครั้ง ถวายแด่ ‘เจ้าอะนุวง’ วีรกษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์ล้านช้างเวียงจันทน์

ณ สวนสาธารณะริมฝั่งโขง ตรงข้าม อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย รูปปั้นเจ้าอะนุวง ยืนตระหง่าน ด้วยท่วงท่าของกษัตริย์นักรบ พระหัตถ์ซ้ายกุมพระแสงดาบ พระหัตถ์ขวาผายไปเบื้องหน้า โดยมีพระพักตร์ผินลงไปทางใต้

นับเป็นอนุสาวรีย์กษัตริย์ลาวแห่งที่ สาม ซึ่งประดิษฐานอยู่ในเขตนครหลวงเวียงจันทน์ เป็นอนุสาวรีย์ที่ใหญ่ที่สุดและสูงที่สุด คือจากพื้นดินถึงจอมเกศ มีความสูง 14.99 เมตร เฉพาะรูปปั้นสูง 8.29 เมตร และแท่นรับรองสูง 5.50 เมตร

รูปปั้นเจ้าอะนุวง หล่อด้วยทองแดง คิดเป็นน้ำหนักถึง 8 ตัน โดยการบริจาคของกลุ่มบริษัท MMG จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งลงทุนขุดค้นแร่ทองคำและทองแดงอยู่ที่เมืองวีละบุลี แขวงสะหวันนะเขต

พิธีสมโภชและเฉลิมฉลองอันยิ่งใหญ่นี้ ได้ถ่ายทอดผ่านทีวีดาวเทียมของรัฐและเอกชนไปทั่วโลก เมื่อเย็นวันอาทิตย์ที่ 7 พฤศจิกายน ศกนี้

พรรคประชาชนปฏิวัติลาว พรรคแห่งลัทธิมาร์กซ-เลนิน มีเข็มมุ่งในอันที่จะทำให้ ‘ลาวใน’ กับ ‘ลาวนอก’ เกิดความปรองดองชาติ และรวมใจเป็นหนึ่งเดียว จึงหันมาให้ความสำคัญกับ ‘วีรกรรมแห่งวีรชน’ ของกษัตริย์ลาวในอดีต ดั่ง ปรากฏในคำกล่าวรายงานของ สหายบัวเงิน ซาพูวง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแถลงข่าวและวัฒนธรรม และเป็นประธานคณะอนุกรรมการโครงการปั้นหล่ออนุสาวรีย์เจ้าอะนุวง

“วันนี้วันที่ 7 เดือนพฤศจิกายน ค.ศ.2010 ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ วันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 12 พ.ศ.2553 ซึ่งตรงกับวันมหาปฏิวัติสังคมนิยมเดือนตุลาที่ลือชื่อของชนชั้นกรรมาชีพ และชนชั้นกรรมกรในโลก ได้หมุนเวียนมาบรรจบครบรอบ 93 ปี คณะกรรมการรับผิดชอบจัดงานเฉลิมฉลองนครหลวงเวียงจันทน์ครบรอบ 450 ปี พร้อมด้วยคณะพรรค อำนาจการปกครองนครหลวงเวียงจันทน์ กระทรวงแถลงข่าวและวัฒนธรรม ได้เชื้อเชิญพ่อแม่พี่น้องมาเต้าโฮมกันอยู่ในสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ เพื่อจะได้พร้อมกันเปิดพิธีประดิษฐานและสมโภชอนุสาวรีย์เจ้าอะนุวง วีรกษัตริย์ผู้องอาจกล้าหาญ และ ‘บ่ยอมจำนน’ ของอาณาจักรลาวล้านช้างเวียงจันทน์..”

‘มหาปฏิวัติสังคมนิยมเดือนตุลา’ ที่สหายบัวเงิน กล่าวอ้างนั้นคือเหตุการณ์เมื่อ ‘สหายเลนิน’ เดินทางจากฟินแลนด์เข้ามาเป็นผู้นำการปฏิวัติ โดยมอบหน้าที่ทางการทหารให้กับ ‘สหายทรอสกี้’

คืนวันที่ 6 พฤศจิกายน ค.ศ.1917 (ตามปฏิทินแบบสากล) พรรคบอลเชวิกได้ทำการยึดอำนาจในกรุงเปรโตกราด โดยยึดสถานที่สำคัญของประเทศ ให้เรือรบระดมยิงใส่พระราชวังฤดูหนาว จนรัฐบาลเคเรนสกี้ (รัฐบาลตัวแทนแห่งราชวงศ์โรมานอฟ) ไม่สามารถหยุดยั้งได้

7 พฤศจิกายน ค.ศ.1917 เลนินจึงจัดการประชุมสภาโซเวียของประชาชนชาวรัสเซียทั้งมวลว่า รัฐบาลชั่วคราวได้ล่มสลายแล้ว และเปลี่ยนชื่อเป็นสภาผู้ตรวจการของประชาชนให้มีอำนาจในการปริหารประเทศ

ใครเล่าจะนึกว่า สหายชาวลัทธิมาร์กซ-เลนิน แห่งสาธารณรัฐฝั่งซ้าย จะนำเอา ‘ฤกษ์ล้มเจ้ารัสเซีย’ มาเป็น ‘ฤกษ์รักเจ้าลาว’ กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งเวียงจันทน์?

แม้การก่อสร้างอนุสาวรีย์ของเจ้าอะนุวง ถือเป็นหนึ่งในทั้งหมด 21 โครงการที่ทางการลาวได้วางไว้ในแผนการเฉลิมฉลองการสถาปนานครหลวงเวียงจันทน์ ครบรอบ 450 ปี ที่กำหนดจะมีขึ้นในวันที่ 15-21 พฤศจิกายน 2553 แต่ในความรู้สึกของประชาชาติลาว การกอบกู้เอกราชที่ล้มเหลวของ ‘เจ้าอะนุวง’ ยังคงเป็นประวัติศาสตร์ บาดลึกมายาวนาน
0 0 0

โครงการก่อสร้างและปั้นหล่อเจ้าอะนุวง ได้ใช้เวลารวดเร็วมาก โดยเริ่มขึ้นเมื่อต้นปี 2553 คณะอนุกรรมการก่อสร้างฯ กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงสำรวจเก็บข้อมูลที่เมืองเซโปน แขวงสะหวันนะเขต จนสามารถค้นพบเอกสารทางประวัติศาสตร์และเชื้อสายคนที่ 6 ของเจ้าอะนุวง
อิงตามข้อมูลทางประวัติศาสตร์นั้น คณะอนุกรรมการ จึงได้ออกแบบเกี่ยวกับรูปโฉมโนมพรรณ การทรงเครื่องและอิริยาบถของพระองค์ ผ่านเวทีการประชุมสัมมนาทางวิชาการหลายครั้ง จึงเสนอขอคำชี้นำ และได้รับการอนุมัติจากองค์การสูงสุดของพรรคและรัฐ

‘สหายบัวเงิน’ ได้อธิบายความหมายของท่วงท่าอิริยาบถของเจ้าอะนุวง อันสำคัญยิ่งผ่านรายการข่าวทาง ‘โทละพาบแห่งซาดลาว’ ตอนหนึ่งว่า

“นักประวัติศาสตร์ได้ประชุมกันจนได้ข้อ คิดเห็นร่วมกันว่า ท่ามือของท่านที่ผายไปเบื้องหน้านั้น หมายถึงท่านให้อภัยแก่ผู้ที่เคยรุกราน เข่นฆ่าประชาชนพลเมืองลาว รวมทั้งตัวท่านเองอย่างโหดเหี้ยมสามานย์เมื่อก่อนนั้น ท่านอโหสิกรรม ท่านอภัยให้ ท่านก็เตรียมพร้อม แสดงความเป็นมิตร เป็นเพื่อนที่ใกล้ชิดที่ดีกับทุกๆ ชาติ กับทุกๆ ประเทศอยู่ในโลกใบนี้ อันนี้ข้าพเจ้าว่าเป็นความหมายคำนิยามที่สอดคล้องกับจิตใจของหลายๆ คน ยุคนี้เป็นโลกแห่งการพัวพัน สันติภาพ มิตรภาพ ก็คือการสร้างสรรค์พัฒนา ดังนั้นสิ่งที่เป็นอดีต สิ่งที่เป็นประวัติศาสตร์ พวกเราอโหสิกรรมให้ แต่พวกเราก็คิดว่า จะไม่ให้ความระทมขมขื่นหวนกลับคืนมาอีก”

คำว่า ‘ผู้รุกราน’ ที่สหายบัวเงินใช้เรียกแทน ‘กองทัพสยาม’นั้น ก็ไม่ต่างจากพิธีกรทีวีลาวทุกช่อง ต่างเรียกขานคู่สงครามของเจ้าอะนุวงว่า ‘ศักดินาต่างด้าว’ พรรคและรัฐบาล ต่างตระหนักดีถึงความละเอียดอ่อนในมุม ‘ประวัติศาสตร์บาดลึก’ ระหว่างไทย-ลาว

แต่ในบทรายงานอย่างเป็นทางการของ สหายสมสะหวาด เล้งสะหวัด กรรมการกรมการเมือง ศูนย์กลางพรรคฯ รองนายกรัฐมนตรี กลับปรากฏคำว่า ‘ศักดินาสยาม’ อย่างชัดเจน

“ประชาชนลาวทุกถ้วนหน้า ล้วนแต่จดจำรำลึกตลอดมาว่า เจ้าอะนุวงคือวีรกษัตริย์องค์หนึ่ง ที่มีน้ำใจรักชาติสูงส่ง ท่านเป็นจอมทัพที่องอาจ กล้าแกร่ง นำพาปวงชนลาวต่อสู้ ผ่านการรุกรานยึดครองของศักดินาสยาม ถึงแม้นว่าพระองค์ท่านจะถูกศัตรูจับกุมคุมขัง ทุบตีทรมานสามานย์ปานใดก็ตาม ท่านก็ยังยึดมั่นในความจงรักภักดีต่อประเทศชาติบ้านเมือง เด็ดขาด บ่ยอมต่อศัตรูหมู่มาร ดั่งที่ประชาชนลาวเราได้รู้ดีแล้วว่า การต่อสู้ภายใต้การนำพาของเจ้าอะนุวง แม้ว่าจะไม่ได้รับชัยชนะตามความมุ่งมาดปรารถนาก็ตาม แต่ได้เป็นแบบอย่าง กระจกส่องทางอันใสแจ้งแห่งน้ำใจต่อสู้ ยอมเสียสละทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อกอบกู้เอกราชเอามาให้ชาติของตน ทั้งยกให้เห็นน้ำใจรักชาติอันสูงส่ง ซึ่งเป็นมรดกอันล้ำค่าไว้ให้รุ่นลูกหลานของเรา สืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้..”

สิ่งที่พรรคประชาชนปฏิวัติลาว พรรคแห่งลัทธิมาร์กซ-เลนิน ได้มีมติเห็นชอบให้การยกย่องเชิดชูเจ้าอะนุวง ก็เนื่องมาจากเหตุผลที่ ‘สหายสมสะหวาด’ กล่าวมาข้างต้นนั้นเอง

คำเรียกขาน ‘ศักดินาสยาม’ น่าจะมีการเผยแพร่ผ่านสื่อทีวีลาวเพียงครั้งเดียว เพราะทุกครั้งที่มีรายงานข่าว หรือสกู๊ปข่าวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ราชวงศ์ล้านช้างเวียงจันทน์ สื่อมวลชนลาว จะได้ใช้คำว่า ‘ศักดินาต่างด้าว’ แทน

อย่างกรณีรายงานพิเศษเรื่อง ‘ก่อนจะสิ้นชื่อลาว’ ทางทีวีของรัฐ ได้ประดิษฐ์คำใหม่ขึ้นมาคือ ‘กองทัพศักดินาอาณาจักรใกล้เคียง’ เรียกแทนชื่อกองทัพสยาม

“ชาติลาวเป็นชาติหนึ่งที่เก่าแก่ในโลก ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีหลายสมัยที่มีชื่อเสียงโด่งดังรุ่งเรือง มีความสงบ ประชาชนอยู่ดีกินดี คนลาวเป็นคนซื่อสัตย์บริสุทธิ์ ฮักหอมสันติภาพ แต่ก็มีหลายครั้งที่ชาติลาวถูกคุกคาม เมื่อ ค.ศ.1778 กองทัพศักดินาอาณาจักรใกล้เคียง ได้โจมตีนครหลวงเวียงจันทน์ จูดเผาพระราชวัง หอโฮงวัดวาอาราม ทั้งกวาดต้อนประชาชนลาวไปแสนกว่าคน ด้วยมูลเชื้อวีรอาจหาญไม่ยอมจำนน ไม่ยอมเป็นขี้ข้าม้าใช้ของบรรพบุรุษ เจ้าอะนุวงก็คือกษัตริย์ลาวองค์หนึ่ง ที่นำพาประชาชนลาวลุกฮือขึ้นต่อสู้ เพื่อกอบกู้เอกราช และปกป้องแผ่นดินด้วยความวีรอาจหาญ เจ้าอะนุวงขึ้นปกครองในปี ค.ศ.1804 โดยมีนามว่า พะเจ้าไซยะเสดถาทิลาดที่ 3 ภายหลังขึ้นครองอำนาจ เจ้าอะนุวงได้นำพาประชาชนลาว สร้างสรรค์ฟื้นฟูอาณาจักรล้านช้างให้รุ่งเรืองเหลืองเหลื่อม”

“ในปี ค.ศ.1827 กองทัพศักดินาอาณาจักรใกล้เคียง ได้กลับมาบุกโจมตีนครหลวงเวียงจันทน์อีกครั้งหนึ่ง ในเวลานั้น เจ้าอะนุวงได้นำพาประชาชนลาวต่อสู้อย่างวีรอาจหาญ แต่สุดท้าย เพราะศัตรูมีอาวุธที่ทันสมัยและกำลังมากกว่าหลายเท่า จึงได้สูญเสียอาณาจักรล้านช้างอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเขาได้ชัยชนะแล้ว ก็ได้สั่งเผานครหลวงเวียงจันทน์ ให้เหลือเพียงเถ้าถ่าน และขนเอาทรัพย์สมบัติอันล้ำค่าของลาวไปหมด พร้อมกันนั้น ยังได้จับเจ้าอะนุวงและเชื้อพระวงศ์ทั้งหมดไปประจานและทรมาน จนในที่สุด เจ้าอะนุวงเสียชีวิตในเดือนมกราคม ปี ค.ศ.1829 แม้ว่าการต่อสู้ของเจ้าอะนุวง ไม่ได้รับชัยชนะ แต่มันได้กลายเป็นแบบอย่าง สมแล้วผู้เป็นวีรกษัตริย์ที่เก่งกล้า เป็นลูกหลานของชาติลาวที่องอาจกล้าหาญ เป็นวีรชนของชาติที่คนลาวจักสืบทอด จารึกคุณงามความดีของท่านตลอดกาลนาน”

จากบทรายงานที่นำเสนอผ่านทีวีของรัฐดัง กล่าว แสดงให้เห็นว่า ผู้นำพรรคและรัฐ สปป.ลาว ระมัดระวังการใช้ถ้อยคำที่จะส่งผลกระทบกระเทือนต่อความสัมพันธ์ระหว่าง ไทย-ลาว เนื่องจากพวกเขาทราบดีว่า ในความรู้สึกสำนึกชาตินิยมนั้น เปรียบเสมือนเชื้อไฟไวต่อการจุดกระแสลัทธิคลั่งชาติ

ด้วยเหตุนี้ คำศัพท์ที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่ว่า ‘ศักดินาต่างด้าว’ หรือ ‘กองทัพศักดินาอาณาจักรใกล้เคียง’ จึงถูกนำมาใช้ผ่านสื่อของรัฐ ดังนั้น เจตจำนงของพรรคประชาชนปฏิวัติลาว ในการฟื้นฟูวีรภาพ 3 กษัตริย์ คือ เจ้าฟ้างุ้ม เจ้าไซเสดถาทิลาด และเจ้าอะนุวง ก็คือการสร้างความรักความสามัคคีภายในชาติ มิได้มีจุดหมายที่จะขัดแย้งกับเพื่อนบ้าน

สมกับคำกล่าวของสหายบัวเงิน ที่บอกว่า “ยุคนี้เป็นโลกแห่งการพัวพัน สันติภาพ มิตรภาพ ก็คือการสร้างสรรค์พัฒนา” ลาวเองคงไม่คิดหรอกว่า อนุสาวรีย์เจ้าอะนุวง จะสร้างรอยแผลใหม่ให้แก่ประชาชาติไทย-ลาว ดั่งเช่นในอดีต

—————————-
รู้จัก ‘เจ้าอะนุวง’ ฉบับย่อ

กล่าวสำหรับอาณาจักรล้านช้าง เวียงจันทน์ ภายหลังได้ประกาศเอกราชจากพม่าในปี พ.ศ.2146 ในรัชสมัยของพระวรวงศาธรรมิกราช ซึ่งไม่มีศึกสงครามและการรุกรานจากภายนอกกว่า 100 ปี จนกระทั่งปี พ.ศ.2250 และปี พ.ศ.2256 อาณาจักรล้านช้างหลวงพระบางและจำปาสัก ก็ได้ประกาศแยกตัวออกจากราชอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ตามลำดับ โดยมีสาเหตุมาจากการแย่งชิงอำนาจระหว่างพี่น้องในราชวงศ์

จากความแตกแยกภายในดังกล่าว ทำให้อาณาจักรล้านช้างทั้งสาม ต้องตกไปเป็นประเทศราชของสยามอย่างสมบูรณ์ พ.ศ.2322 แต่ว่าในส่วนของนครเวียงจันทน์นั้น ก็ได้รับการทำนุบำรุงในทุกๆ ด้านอย่างต่อเนื่อง เฉพาะอย่างยิ่งในรัชสมัย เจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ 3 หรือพระเจ้าอนุวงศ์ หรือ ‘เจ้าอะนุวง’ (พ.ศ.2346-2370) นั้น พระองค์ได้ทรงพยายามทำนุบำรุง เช่น โปรดให้สร้างพระราชวังหอโรง วัดศรีบุญเรืองที่หนองคาย หอพระแก้ววัดช้างเผือกที่ศรีเชียงใหม่ สะพานข้ามแม่น้ำโขงจากวัดช้างเผือกมาที่นครเวียงจันทน์ และวัดสตหัสสาราม (วัดแสน หรือวัดศรีสะเกษในปัจจุบัน) เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังสันนิษฐานกันว่ามีวรรณกรรมสองเรื่องที่เกิดขึ้นในรัชสมัยเจ้าอนุวงศ์ ก็คือสาส์นลึบบ่สูญ และวรรณกรรมร้อยแก้วเรื่องพระลักษณ์-พระราม

ครั้นปี พ.ศ.2370 พระเจ้าอนุวงศ์ ก็ทรงได้ประกาศกู้เอกราชจากสยาม ซึ่งก็ทำให้พระเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงสยาม (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) ทรงเห็นว่าเจ้าอนุวงศ์นั้นเป็นกบฏ จึงให้ยกทัพไปตีนครเวียงจันทน์ และก็ให้ควบคุมตัวเจ้าอนุวงศ์ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์มาที่กรุงสยามในปี พ.ศ.2371

โดยเจ้าอนุวงศ์นั้น ก็สิ้นพระชนม์ในปีเดียวกัน อันถือเป็นการสิ้นสุดของราชวงศ์แห่งอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์อีกด้วย

ส่วนนครเวียงจันทน์ก็ถูกทำลายอย่างย่อยยับทุกอย่าง มีเพียงวัดศรีสะเกษเท่านั้น ที่รอดพ้นจากการถูกเผาทำลาย
…………

หมายเหตุ : ข้อมูลจาก เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 963 วันที่ 12 พฤศจิกายน 2553

คัดย่อบางส่วนจากบท ความเรื่อง ‘นครหลวงเวียงจันทน์ 450 ปี’ โดย ทรงฤทธิ์ โพนเงิน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือ ‘เวียงจันทน์ 450 ปี ภายใต้การนำพาอันฉลาดส่องใส’

Tags : เจ้าอนุวง เวียงจันทน์

=============

“เจ้าอะนุ” สถาปัตยกรรม เเห่งเมืองลาว

Cached:  http://www.chaoprayanews.com/2010/08/18/

  • วันพุธ 18 สิงหาคม 2553 9:21

วันนี้ (18 ส.ค.2553) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลลาว มีแผน งานหล่อพระบรมรูปของ “เจ้าอะนุ” สร้างด้วยทองทองแดงที่ผลิตจากเหมืองเซโปน ให้กับทางการถึง 8 ตัน หรือ 8,000 กิโลกรัม เพื่อกิจการนี้

รัฐบาล ลาวโดยกระทรวงแถลงข่าวและวัฒนธรรมเป็นเจ้างานดำเนินการ มีกำหนดจะหล่อพระบรมราชานุสาวรีย์ วีรกษัตริย์พระองค์นี้ เพื่อให้แล้วเสร็จทันเฉลิมฉลองครบรอบ 450 ปีการก่อตั้งนครเวียงจันทน์ในปลายปีนี้

ทองแดงจำนวนดังกล่าวหากคิดตามราคาซื้อขายในตลาดกรุงลอนดอนในเดือนนี้ คือ ประมาณ 7,300 ดอลลาร์ต่อตันก็จะเป็นมูลค่าประมาณ 58,400 ดอลลาร์ หรือ ประมาณ 1,927,000 บาทเศษ

นายริชาร์ด เทเลอร์ ผู้จัดการของ MMG LXML ประจำภูมิ ภาคเอเชียกล่าวว่า บริษัทและเหมืองทองใหญ่ที่สุดของลาว มีความภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนการพัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจและ สังคมของลาว ที่ผ่านมาเหมืองแห่งนี้ได้เคยถวายทองแดงให้แก่วัดหลายแห่งในลาวเพื่อหล่อพระ พุทธรูป

สมเด็จเจ้าอะนุ หรือ พระเจ้าอะนุวง หรือ “เจ้าอนุวงศ์” ที่คนไทยรู้จัก ทรงมีความผูกพันอย่างใกล้ชิดกับประวัติศาสตร์ราชอาณาจักรสยามสมัยกรุงรัตน โกสินทร์

เจ้า อะนุทรงประทับอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นเวลาหลายปีที่พระราชฐาน ซึ่งเรียกกันว่า “วังเจ้าลาว” ในปัจจุบันยังปรากฏร่องรอยส่วนกำแพงให้เห็น ที่บริเวณใต้สะพานพระราม 8

หลาย ปีก่อนหน้านี้ทางการลาวได้จัดสร้างพระบรมราชานุสรณ์ของเจ้าฟ้างุม ปฐมบรมกษัตริย์ที่ทรงรวบรวมแผ่นดินลาวให้เป็นปึกแผ่น ถนนเลียบฝั่งแม่น้ำโขงสายหนึ่งในเมืองหลวงตั้งชื่อตามพระนามของพระองค์

เดือน ที่แล้วทางการลาวกับภาคเอกชนของลาวได้จัดพิธีบวงสรวง พระบรมราชานุสาวรีย์ พระเจ้าไซเสดถาทิลาด ที่ประดิษฐานอยู่หน้าหน้าวัดพระธาตุหลวงเวียงจันทน์ เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตรีย์แห่งอาณาจักรล้านช้าง ที่เคยแผ่นอำนาจไพศาลไปทุกทิศ รวมทั้งเคยปกครองอาณาจักรสยามล้านนา ที่มีนครเชียงใหม่เป็นศูนย์กลาง

November 9, 2010

Case Study from Thai Side: พบเชื้อพระวงศ์คนที่ 6 “เจ้าอะนุวง” บรมกษัตริย์ลาวทรงให้อภัย “ผู้รุกราน” – Update_05

View Original Source:  http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9530000157799

โดย วุฒิพงษ์ หลักคำ-บุญญะสาร

ทรงให้อภัย--- พระเจ้าอะนุวงของลาว ประทับยืนหันพระพักตร์ข้ามแม่น้ำโขงสู่ทางทิศใต้ ไปยังดินแดนที่ครั้งหนึ่งพระองค์ทรงนำไพร่พลทำสงครามต่อสู้ ในความพยายามประกาศเอกราชแต่ไม่สำเร็จ รัฐมนตรีของลาวกล่าวว่า พระหัตถ์เบื้องขวาที่ยื่นออกไปเบื้องหน้าและผายออก แสดงให้เห็น "การให้อภัย" แก่ "ผู้รุกราน" และ ผู้ที่เคยทำทารุณกรรมต่อพระองค์กับชาวลาวเมื่อกว่า 100 ปีก่อน พิธีประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ จัดขึ้นบ่ายวันอาทิตย์ (7 พ.ย.).

ASTVผู้จัดการออนไลน์ – ทางการลาวได้สืบค้นพบบุคคลที่เป็น “เชื้อพระวงศ์คนที่ 6” ของพระเจ้าอะนุวง พร้อมพบหลักฐานใหม่เกี่ยวกับกษัตริย์พระองค์สุดท้ายแห่งอาณาจักรเวียงจันทน์ ซึ่งนำมาสู่การสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์บรมกษัตริย์ ผู้ทรงนำชาวลาวลุกฮือต่อสู้ ให้พ้นจากการเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรสยามเมื่อกว่า 100 ปีก่อน

การสืบพบบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับหลักฐานใหม่ๆ ทำให้สามารถกำหนดรูปทรงสัณฐานบรมกษัตริย์ของชาวลาวได้ นายสมสะหวาด เล่งสะหวัด รองนายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการจัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 450 ปีนครเวียงจันทน์ เปิดเผยในพิธีประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรี ในบ่ายวันอาทิตย์ (7 พ.ย.) ที่ผ่านมา

รูปปั้นหล่อพระเจ้าอะนุวง ทรงพระภูษาแบบจอมทัพ พระหัตถ์เบื้องซ้ายทรงกุมพระขันธ์มั่น พระหัตถ์ขวายื่นตรงออกเบื้องหน้าและผายออก ซึ่ง นายบัวเงิน ซาพูวง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแถลงข่าวและวัฒนธรรม กล่าวว่า เป็นการแสดง “การให้อภัย” แก่ผู้รุกรานอาณาจักรลาวและกระทำทารุณต่อพระองค์กับชาวลาวในอดีต

พิธีประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ จัดขึ้นเป็นรัฐพิธี มีผู้นำระดับสูงของพรรคประชาชนปฏิวัติลาวและรัฐบาล เข้าร่วมจำนวนมาก เช่นเดียวกับชาวนครเวียงจันทน์นับพันๆ คน โทรทัศน์แห่งชาติถ่ายทอดสดตลอดงาน และ “ASTVผู้จัดการออนไลน์” รับชมได้ในกรุงเทพฯ

“เจ้าอะนุ” เป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ แม้ความพยายามกอบกู้เอกราชจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ก็เป็นตัวอย่างของชาวลาวผู้มีจิตใจรักชาติ รักเอกราช มีความหวงแหนและหยิ่งทะนงในชาติของตน นายสมสะหวาด กล่าวระหว่างรายงานต่อ พล.ท.จูมมะลี ไซยะสอน ประธานประเทศ เลขาธิการใหญ่พรรคประชาชนปฏิวัติลาว ประธานในรัฐพิธีเมื่อวันอาทิตย์

โครงการเริ่มขึ้นในต้นปี 2010 คณะอนุกรรมการก่อสร้างและปั้นหล่อ กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงสำรวจเก็บข้อมูลที่เมืองเซโปน แขวงสะหวันนะเขต “จนสามารถค้นพบเอกสารทางประวัติศาสตร์และเชื้อสายคนที่ 6 ของเจ้าอะนุวง..” รองนายกฯ ผู้ประจำการรัฐบาล กล่าว

“อิงตามข้อมูลทางประวัติศาสตร์นั้น คณะอนุกรรมการ จึงได้ออกแบบเกี่ยวกับรูปโฉมโนมพรรณ การทรงเครื่อง (พระภูษา) และอิริยาบถของพระองค์ มีการประชุมสัมมนาทางวิชาการหลายครั้ง จนเป็นเอกภาพกัน จากนั้นจึงเสนอขอคำชี้นำและได้รับการตกลงจากองค์การสูงสุดของพรรคและรัฐ” นายสมสะหวาดกล่าวถึงที่มาของพระบรมรูป

พระบรมราชานุสาวรีย์ประทับยืนตระหง่านอยู่ที่สวนสาธารณะริมฝั่งแม่ น้ำโขง ฝั่งตรงข้าม อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคายของไทย ทรงหันพระพักตร์ลงทิศใต้ สู่ดินแดนที่ครั้งหนึ่งบรมกษัตริย์ของลาวได้พยายามต่อสู้ เพื่อให้ “อาณาจักรจันทบูลีสีสัตนาคนหุต” พ้นจากการเป็นประเทศราช.

 

ภาพบนจอโทรทัศน์แห่งชาติซูมเข้าใกล้ รูปปั้นหล่อทองสำริด เป็นครั้งแรกที่ทุกฝ่ายได้เห็นพระโฉมของบรมกษัตริย์ของลาวที่เหมือนหรือใกล้ เคียงกับพระองค์จริงมากที่สุด รองนายกฯ ลาวกล่าวว่า ทำจำลองขึ้นตามหลักฐานที่ค้นพบใหม่และจากคำบอกเล่าของ "เชื้อพระวงศ์คนที่ 6" ที่สืบค้นพบเมื่อต้นปีนี้ ในแขวงสะหวันนะเขต

พระบรมราชานุสาวรีย์พระเจ้าอะนุวงสูงเกือบ 15 เมตร ประทับยืนตระหง่านเป็นนิรันดรที่สวนสาธารณะใหญ่ริมแม่น้ำโขงนครเวียงจันทน์ เป็นเครื่องเตือนใจ "ไม่ให้ความเลวร้ายในประวัติศาสตร์" หวนกลับคืนมาอีก รัฐมนตรีของลาวกล่าว

ภาพบนจอโทรทัศน์แห่งชาติซูมเข้าใกล้ รูปปั้นหล่อทองสำริด เป็นครั้งแรกที่ทุกฝ่ายได้เห็นพระโฉมของบรมกษัตริย์ของลาวที่เหมือนหรือใกล้ เคียงกับพระองค์จริงมากที่สุด รองนายกฯ ลาวกล่าวว่า ทำจำลองขึ้นตามหลักฐานที่ค้นพบใหม่และจากคำบอกเล่าของ "เชื้อพระวงศ์คนที่ 6" ที่สืบค้นพบเมื่อต้นปีนี้ ในแขวงสะหวันนะเขต

**ประวัติศาสตร์อันขมขื่น**

“พระเจ้าอะนุวง” ที่ชาวไทยรู้จักในพระนาม “เจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์” ในประวัติศาสตร์ ทรงผูกพันกับราชอาณาจักรสยามมากที่สุด ทรงพำนักและศึกษาร่ำเรียนอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นเวลาหลายปี ในรัชสมัยพระมหาเจษฎาราชเจ้า พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มหาราชพระองค์ล่าสุดของชาวไทย

ภายหลังได้กลับไปครองราชสมบัติในเวียงจันทน์ พระเจ้าอะนุวงทรง “ก่อกบฏ” และ นำกำลังพล 4 ทัพ จำนวนหลายหมื่นคนข้ามแม่น้ำโขงใน 4 ทิศทาง เพื่อนำชาวลาวที่ถูกกวาดต้อน และถูกบังคับใช้งานหนักกลับสู่อาณาจักรลาวอีกครั้ง

ประวัติศาสตร์ของลาวระบุว่า มีชาวลาวเสียชีวิตล้มตายไปนับหมื่นๆ คน จากการเกณฑ์แรงงานไปขุดคลองแสนแสบโดยอาณาจักรสยาม

การศึกครั้งนั้น แม่ทัพคนหนึ่งของลาวนำกำลังพลข้ามเขาดงพญาไฟไปจนถึง จ.สระบุรี ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ เพียง 80 กิโลเมตร เพื่อนำชาวลาวอีกนับหมื่นกลับคืนบ้านสู่เกิด

พระเจ้าอะนุวงทรงเตรียมการเป็นเวลาหลายเดือน โดยร่วมกันกับพระราชบุตรเย้ ที่ครองราชอาณาจักรจำปาสักทางใต้ แม้จะไม่ได้รับความร่วมมือจากราชอาณาจักรล้านช้างแห่งหลวงพระบางก็ตาม โดยทรงเชื่อว่าเป็นโอกาสเหมาะที่จะประกาศเอกราช ในขณะที่อาณาจักรสยามถูกกดดันจากนักล่าอาณานิคมอังกฤษทางตอนใต้

แต่นักประวัติศาสตร์ในยุคต่อมาลงความเห็นว่า “เจ้าอนุวงศ์” ประเมินความเข้มแข็งของอาณาจักรใหญ่แห่งลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาต่ำเกินไป.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 ทรงบัญชาให้กองทัพสยามจำนวน 8 ทัพไปปราบ “กบฏเจ้าอนุวงศ์” แต่ถูกทัพลาวต่อต้านอย่างเหนียวแน่น และใช้เวลานานถึง 2 ปี ฝ่ายสยามสูญเสียกำลังพลกับนายกองจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในความพยายามเข้าตีค่ายทหารลาว ที่ “เมืองหล่ม” และ เมืองหนองบัวลำพู

พระยาราชสุภาวดี (ต้นตระกูลสิงหเสนีย์) แม่ทัพใหญ่ได้รับบาดเจ็บ โดยแม่ทัพของฝ่ายลาวคนหนึ่ง “ควบม้าพุ่งเข้าใส่ใช้หอกแทงเข้าบริเวณท้องน้อย พระยาราชสุภาวดีล้มลง น้องชายของพระยาราชสุภาวดี ซึ่งเป็นนายกองคนหนึ่ง รีบเข้าไปช่วยเหลือแต่ถูกฟันด้วยดาบจนเสียชีวิต” นักเขียนคนหนึ่งของลาวบันทึกข้อมูลทางประวัติศาสตร์

อย่างไรก็ตาม แม่ทัพใหญ่กองทัพสยาม ยังบัญชาการศึกจนกระทั่งได้รับชัยชนะ

กองทัพสยามยกข้ามโขง บุกเข้าถึงกรุงเวียงจันทน์ เผาเมืองจนราบคาบ วัดวาอารามสำคัญทุกแห่งถูกเผาทำลายวอด ยกเว้นวัดสีสะเกดเพียงแห่งเดียว ซึ่งเป็นที่ตั้งทัพและเป็นที่เผาศพทหารสองฝ่ายที่เสียชีวิตจากการศึก

วัดสีสะเกดได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ในสมัยพระเจ้าอะนุวง พระอุโบสถยังปรากฏเป็นสถาปัตยกรรมแบบรัตนโกสินทร์มากระทั่งทุกวันนี้ และ ขบวนแห่พิธีประดิษฐานพระบรมรูปเมื่อวันอาทิตย์ ก็เริ่มจากวัดสีสะเกด …

ทางการลาวไม่ได้ให้รายละเอียดใดๆ เกี่ยวกับ “เชื้อพระวงศ์คนที่ 6” ที่สืบค้นพบเมื่อต้นปีนี้

แต่ตามหน้าประวัติศาสตร์ของลาว พระเจ้าอะนุวง พระอุปราชกับพระราชบุตร ที่ทรงหลบหนีจากเวียงจันทน์ ถูกกองทหารสยามที่มีกำลัง 500 นายตามจนพบในสะหวันนะเขต ต่อมาถูกนำไปกรุงเทพฯ โดยทางเรือ (ตามลำน้ำเจ้าพระยา) ทรงถูกขังในกรงเหล็กอย่างแน่นหนา เช่นเดียวกับเชื้อพระวงศ์ทุกพระองค์.

ในกรุงเทพฯ พระเจ้าอะนุวง ทรงถูกขังไว้ที่ “กรมตำรวจ” ใกล้กับวัดจักรวรรดิ เวลาเช้าทุกวัน “เชลยศึก” จะถูกนำไปประจานที่สนามหลวง โดยแยกขังในกรงเหล็กรวม 13 กรง พระราชบุตรทุกพระองค์ถูกบังคับให้ร้องประจานตัวเองทุกวัน… เป็นเหตุทำให้ชาวลาวในยุคหนึ่ง เรียกเมืองหลวงของสยามว่า “บางกอกกรงเหล็ก”

“การทรมานดำเนินไปเป็นเวลา 8 วัน พระเจ้าอะนุวงทรงสิ้นพระชนม์ ถึงกระนั้นพระศพก็ยังถูกนำไปเสียบประจานที่สำเหร่…” นักเขียนชาวลาวคนหนึ่ง เขียนเกร็ดประวัติศาสตร์ในช่วงเวลาสำคัญ แต่ไม่ได้กล่าวถึงชะตากรรมของพระมเหสี พระสนม ที่ได้รับอนุญาตให้ปรนนิบัติขณะถูกคุมขัง ตลอดจนเชื้อพระวงศ์อื่นๆ

อย่างไรก็ตาม ปราชญ์ของลาว กล่าวว่า ลักษณะของพระบรมรูปที่ทำพิธีประดิษฐานในวันอาทิตย์นี้ แสดงให้เห็นว่า พระเจ้าแผ่นดินพระองค์สุดท้ายของเวียงจันทน์ ทรงให้อภัยแก่ทุกสิ่งทุกอย่าง

พระบรมราชานุสาวรียังเป็นสิ่งเตือนใจ “ไม่ให้ประวัติศาสตร์ที่ระทมขมขื่นนั้นกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง” รัฐมนตรีช่วยว่ากรกระทรวงแถลงข่าวและวัฒนธรรมลาว ให้สัมภาษณ์ผ่านโทรทัศน์ลาวสตาร์ เมื่อวันที่ 2 พ.ย.ซึ่งทางการนำรูปปั้นหล่อขึ้นติดตั้งบนแท่นแล้วเสร็จ

This slideshow requires JavaScript.

ตามรายงานของรองนายกรัฐมนตรีลาวเมื่อวันอาทิตย์ พระบรมราชานุสาวรีมีความสูงจากพื้นถึงจอมเกศรวม 14.99 เมตร เฉพาะรูปปั้นหล่อสูง 8.29 เมตร ฐานตั้งกว้างเป็นสีเหลี่ยมจัตุรัสด้านละ 5.50 เมตร

การปั้นหล่อใช้วัสดุภายในประเทศทั้งสิ้น และ เป็นผลงานของนักวิชาการกับช่างลาวล้วน ทั้งหมดแล้วเสร็จลงในเวลาเพียง 4 เดือนครึ่ง จากปรกติที่จะต้องใช้เวลานาน 6 เดือน นายสมสะหวาด กล่าว

เหมืองทองเซโปนโดยบริษัทมินมีทัลส์กรู๊ปล้านช้างมิเนอรัลส์จำกัด (MMG Lane Xang Minerals) บริจาคทองแดงน้ำหนัก 8 ตันเพื่อการนี้

บริษัทธุรกิจเอกชน รัฐวิสาหกิจ และประชาชนจำนวนมาก ได้ร่วมบริจาคเป็นเงิน วัสดุต่างๆ เพื่อการสร้างพระบรมราชานุสาวรีพระเจ้าอะนุวง รองนายกรัฐมนตรีลาว กล่าว.

==========================

ฤกษ์ใหญ่ 8 พ.ย.เบิกพระเนตร “พระเจ้าอะนุ” ตระหง่านริมโขง

Cached:  http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9530000155825

ภาพที่นำขึ้นเผยแพร่ในบล็อกสมาคมลาว ระบุว่าถ่ายวันที่ 2 พ.ย.2553 เจ้าหน้าที่ลาวกำลังนำพระรูปที่หล่อด้วยทองสำริดของพระเจ้าอะนุวง กำลังถูกนำขึ้นประดิษฐานบนฐานตั้งในสวนสาธารณะเจ้าอะนุ ความสูงทั้งหมดกว่า 20 เมตร จะทรงประดิษฐานตระหง่านอยู่ริมฝั่งโขง ทรงหันพระพักตร์ลงเบื้องใต้ ข้ามแม่น้ำไปยังทิศที่ตั้งของราชขอาณาจักรสยามในอดีต ดินแดนที่ชาวลาวจำนวนมากเคยถูกกวาดต้อนไปเมื่อประมาณ 200 ปีก่อน

ASTVผู้จัดการออนไลน์ — ทางการลาวได้กำหนดวันที่ 8 พ.ย.2553 เป็นวันทำพิธีเบิกพระเนตร พระบรมราชานุสาวรีย์พระเจ้าอะนุวง และ พิธีประดิษฐานถูกกำหนดขึ้นใหญ่โตก่อนหน้านั้น 1 วัน มีผู้นำระดับสูงเข้าร่วมขบวนแห่งกับชาวเมืองหลวง

จากนั้นเป็นต้นไป พระมหากษัตริย์ของชาวลาวจะทรงประดิษฐานอย่างเป็นนิรันดร ณ ริมฝั่งแม่น้ำโขง ทรงประทับยืนหันพระพักตร์ข้ามไปยังฝั่งไทย ที่ตั้งของ “ราชอาณาจักรสยาม” ที่พระองค์ทรงต่อสู้ให้พ้นจากการเป็นประเทศราช เมื่อเกือบ 200 ปีก่อน แม้จะไม่ประสบความสำเร็จ

การหล่อและจัดทำพระบรมราชนุสาวรีพระเจ้าอะนุ ดำเนินมาอย่างเป็นขั้นเป็นตอนตั้งแต่หลายเดือนก่อน เพื่อให้ทันเปิดร่วมการเฉลิมฉลอง 450 ปีการก่อตั้งนครเวียงจันทน์ ที่จะเริ่มขึ้นในเดือนนี้

ตามรายงานของสื่อทางการลาวขบวนแห่พระบรมราชานุสาวรีย์จะเริ่มจากวัด สีสะเกด วัดเก่าแก่ที่พระเจ้าอะนุวง ทรงให้ฟื้นฟูบูรณะขึ้นมาใหม่ และกลายเป็นวัดในใจกลางความสัมพันธ์ไทย-ลาวสมัยราชอาณาจักรมาตลอด

กระทรวงวัฒนธรรมและแถลงข่าวจัดการ แถลงเกี่ยวกับงานพิธีนี้ในสัปดาห์ปลายเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ขบวนแห่จะเริ่มเวลาประมาณ 15 นาฬิกา และไปถึงบังบริเวณสวนสาธารณะเจ้าอะนุ เวลา 17 น.ที่นั่น อยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ริมถนนเจ้าอะนุ ที่อยู่ไม่ไกลจากโรงแรมล้านช้าง โรงแรมเก่าแก่คู่เมืองหลวงของลาว

พล.ท.จูมมะลี ไซยะสอน เลขาธิการใหญ่พรรคประชาชนปฏิวัติลาว และประธานประเทศ จะทำพิธีลั่นฆ้องชัย 9 ครั้ง มีการจุดพลุ ก่อนที่มหาชนจะร่วมกันร้องเพลงสะดุพระเจ้าอะนุ หนังสือพิมพ์เศรษฐกิจ-สังคม กล่าว

ขบวนแห่จะนำหน้าด้วยขบวนของคณะกรรมการระดับชาติ 50 คน ตามด้วยขบวนพระสงฆ์ 120 รูป ขบวนเจ้าหน้าที่ชาย-หญิงอีก 100 คน จากนั้นเป็นขบวนศิลปะ ซึ่งประกอบด้วยขบวนฟ้อนนางแก้ว ขบวนรำแข่งเรือ ขบวนรำปีใหม่ และขบวนเซิ้งบั้งไฟ รวมทั้งหมด 1,050 คน

ค่ำวันเดียวกันจะมีพิธีอัญเชิญพระบรมราชานุสาวรีย์ขึ้นประดิษฐานบน แท่นสูง ตั้งตระหง่านกลางสวนสาธารณะใหญ่ โดยหันพระพักตร์ลงใต้สู่แม่น้ำโขง ในคืนวันเดียวกันจะมีการจัดแสดงมหรสพ และการละเล่นต่างๆ ตลอดทั้งคืนเพื่อฉลองสมโภช สื่อของทางการกล่าว

ทางการได้กำหนดเอาเช้าวันที่ 8 พ.ย.ทำพิธีเบิกพระเนตรพระบรมราชานุสาวรีย์พระเจ้าอะนุวง งานนี้จะมีการจัดทำบุญจำนวน 63 กอง เพื่อรำลึกพระมหากรุณาธิคุณพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของชนชาติลาว.

“สมควรจัดกองบุญจำนวน 63 กอง เท่านั้น ด้วยเหตุผลคือ เจ้าอะนุวง ทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ 62 ชันษา (ค.ศ.1767-1829 จากการค้นคว้าศึกษาของมหาสีลา วีละวง ปราชญ์ของชาวลาว) เพื่อเป็นสิริมงคล จึงเพิ่มอายุอีก 1 กอง” ดร.บุนเที่ยง สิหลิปะพัน อธิบดีกรมวิจิตรศิลป์ กระทรวงแถลงข่าวและวัฒนธรรม กล่าวกับเศรษฐกิจ-สังคม

พระเจ้าอะนุวง ที่ชาวไทยรู้จักในชื่อ “เจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์” ในประวัติศาสตร์ ทรงพำนักอยู่ในกรุงรัตนโกสินทร์เป็นเวลาหลายปี และทรงรู้จักอาณาจักรสยามเป็นอย่างดี

หลังกลับสู่ราชอาณาจักรแห่งเวียงจันทน์ พระองค์ทรงตระเตรียมไพร่พล เพื่อกลับไปนำชาวลาว ที่่ถูกกวาดต้อนไปยังอีกฟากหนึ่งของแม่น้ำโขง คืนสู่แผ่นดินแม่

แต่ความพยายามของพระเจ้าอะนุวงในการประกาศเอกราช นำราชอาณาจักรลาวให้พ้นจากการเป็นประเทศราชของอาณาจักรสยามไม่ประสบความสำเร็จ

กองทัพที่เหนือกว่าของสยามบุกเข้าตีนครถึงเวียงจันทน์อีกครั้งหนึ่ง พระเจ้าอะนุวงทรงหลบหนี แต่ทรงถูกจับในเวลาต่อมา ถูกลงโทษด้วยการขังประจาน จนกระทั่งสิ้นพระชนม์ในสมัยสมเด็จพระเจษฎาราชเจ้า พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ปัจจุบันร่องรอยของ “วังเจ้าลาว” ยังพอมีให้เห็นที่ใต้สะพานพระราม 8 ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก ที่นั่นเคยเป็นที่ประทับของ “เจ้าอนุวงศ์” กับ ครอบครัว

ทางการลาวในยุคใหม่กำลังฟื้นฟูพระเกียรติประวัติของปฐมบรมกษัตริย์ หลายพระองค์ขึ้นมาเพื่อให้คนรุ่นปัจจุบันศึกษาเป็นบทเรียนเกี่ยวกับความรัก ชาติรักแผ่นดิน และการสร้างประเทศชาติจนกระทั่งมีวิวัฒนาการมาเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาวในทุกวันนี้

ในนครเวียงจันทน์มีพระบรมราชานุสรณ์ พระมหากษัตริย์หลายพระองค์ คือ พะเจ้าไซเสดถาทิลาด พระเจ้าสีสะหว่างวง เจ้าฟ้างุม และ ล่าสุดคือ พระเจ้าอะนุ ซึ่งสื่อของทางการลาว กล่าวว่าจะเป็นพระบรมชานุสาวรีย์ใหญ่ที่สุดในประเทศ.

ภาพจากเว็บไซต์หนังสือพิมพ์เศรษฐกิจ-สังคม 12 ต.ค.2553 พล.ท.จูมมะลี ไซยะสอน กับ นายสมสะหวาด เล่งสะหวัด รองนายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการจัดงานเฉลิมฉลอง 450 ปีการก่อตั้งนครเวียงจันทน์ ไปร่วมในพิธีหล่อพระเศียรพระเจ้าอนะวง ผู้นำสูงสุดของลาวมีกำหนดจะไปเป็นประธานพิธีประดิษฐานบรมกษัตริย์อีกครั้ง หนึ่งสุดสัปดาห์นี้.

ภาพจากเว็บไซต์หนังสือพิมพ์เศรษฐกิจ-สังคม 12 ต.ค.2553 เจ้าหน้าที่ลาวกำลังหล่อพระเศียรพระเจ้าอะนุวง ซึ่งเป็นชิ้นสุดท้ายในขบวนการหล่อและจัดทำพระบรมรูปทองสำริด อีกไม่กี่วันก็จะกลายเป็นพระบรมราชานุสาวรีใหญ่ที่สุดของประเทศ ประดิษฐานตระหง่านอยู่ริมแม่น้ำโขง

ภาพจากเว็บไซต์ pasalao.com "โรงเรียนเจ้าอะนุ" ในนครเวียงจันน์ โรงเรียนเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งของเมืองหลวง ตั้งชื่อตามพระนามของบรมกษัตริย์ เมื่อหลายปีก่อนสื่อของทางการเคยตีพิมพ์เผยแพร่ข่าวว่าจะมีการทุบทิ้งเพื่อ สร้างใหม่ ท่ามกลางเสียงคัดค้าน และในที่สุดก็อนุรักษ์เอาไว้ ให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษา

ภาพหนังสือพิมพ์เวียงจันทน์ใหม่ ก.พ.2553 "โรงเรียนประถมเจ้าอะนุ" หลังใหม่ที่สร้างเสร็จและเปิดใช้แล้ว เป็นอาคารสถาปัตยกรรมลาวสมัยใหม่ที่โอ่อ่ายิ่งกว่าเดิม นอกจากนั้นยังมีถนนสายยาวเลียบแม่น้ำโขงกับสวนสาธารณะใหญ่ริมแม่น้ำอีกแห่ง หนึ่งและสนามกีฬาหลักสำหรับการแข่งขันซีเกมส์ปลายปีที่แล้ว ทั้งหมดได้รับการตั้งชื่อเพื่อเทอดพระเกียรติบรมกษัตริย์

Related News:

Best Comments from Thai side – Thanks to ASTV manager:

New comments

___

ความคิดเห็นที่ 137 from ASTV Manager.co.thai

ไม่มีใครที่ไหนหรอกที่จะเขียนประวัติศาสตร์ยอมรับว่าตัวเองเป็นโจรไปรุกราน ประเทศอื่น แม้แต่ญีปุ่นเองที่ไปรุกรานจีนก็ยังไม่ยอมรับและยังสร้างตำราเรียนบิดเบือน ความจริงอีก…
ความจริงคือสิ่งไม่ตาย

===>>

ประวัติศาสตร์สยามก็บอกชัดว่าทำลายเมืองจริง จะผิดกันตรงการกระทำ ของเจ้าอนุวงศ์เท่านั้นที่แตกต่างชัดเจน จะโยนให้คนอื่นเป็นโจรอยู่ร่ำไปก็ใช่ที่ ถ้าตัวเองเป็นฝ่ายมีชัยบ้าง รู้ได้อย่างไรว่าตัวเองจะไม่ใช่โจร
อยู่กับปัจจุบันเถอะ

ก่อนหน้าที่สยามจะไปยึดครอง แผ่นดินตรงนั้นเรียกอะไรถ้าไม่ใช่ ล้านช้าง
ของสยามตั้งแต่เมื่อไร?

แล้วราชอาณาจักรของชาวกวย-กุยล่ะ มีปรากฏชัดเจนทางประวัติศาสตร์ การที่อยุ่แถวอัตบือของลาว และเหนือของเขมรในปัจจุบัน ไป ยึดครองเค้าไป จะตอบยังไง แม้ทุกวันนี้จริงๆ เค้าก้ออยากเป็นอิสระ ถ้าพูดแบบนั้น มันมีที่สุดตรงไหนอ่ะ เค้าก้อให้อภัยเหมือนกันแหล่ะ ไช่ไหมล่ะ

อย่างประเทศมอญในพม่าอีก เค้าเป็นประเทศอิสระและเจริญมาช้านาน ยังยึดเค้าไปได้เลย
มีที่สุดไหมถ้างั้น

ความจริงคือลาวไม่รักดี ไปฝักใฝ่ญวนแกวในสมัยนั้น ทั้งที่เชื้อสายชาติพันธ์เป็นเชื้อสายเดียวกับไทย ฉะนั้นจึงสมควรแล้วที่กษัตริย์ลาวในสมัยนั้นได้รับผลตอบแทนอย่างสาสมกับการ ทรยศกับคนเชื้อสายเผ่าพันธ์เดียวกัน
มันไม่รักดี

เสียมสืบเชื้อสายมาจากพวกขอม ส่วนลาวก็คือพวกดาวและไตเผ่าต่างๆรวมกัน คนละเชื้อสาย ส่วนที่จะดูถูกบรรพบุรุษลาวเช่นใดก็เป็นสิทธ์ของคุณ เพราะถ้าผมเป็นพม่าผมก็จะบอกกับคุณว่าที่สยามโดนรุกรานก็สมควรแล้วที่ บรรพบุรุษของคุณไม่รักดี จองหองแถมยังปากชั่วๆเหมือนกับคุณนี้ละ
รู้ไว้ช่ะ

ไอบ้าเชื้อชาติเผ่าพันธ์
ภาษาใก้ลเคียง เผ่าพันธ์ใก้ลเคียงก็ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นประเทศเดียวกัน ดูจากเมกากับอังกฤษ อาหรับทั้งหลาย มาเล อินโด และอื่นๆอีกเยอะแยะ ออกความเห็นอย่างนี้เขาเรียกว่าปัญญาอ่อนเข้าใจไหม
น่าสังเวชจริงๆ

พวกขี้ข้าไม่รักดีนี่ยังไม่รู้สำนึก มาอ้างบิดเบือนว่าไทยลาวไม่ใช่เผ่าพันธ์เดียวกัน คงเรียนมาน้อยหรือไร้การศึกษาแต่อยากอวดรู้ จึงอ้างสิ่งผิดประจานตัวเอง สมกับที่ศึกษามาจากประเทศด้อยพัฒนา ไม่รู้จักเงาหัวว่าด้อยพัฒนา แต่มีปากชั่วเหมือนสุนัขมาเห่าหอนให้น่ารำคาญในนี้ ไม่รักดีเหมือนบรรพบุรุษ คงจะสิ้นชาติเป็นขี้ข้าญวนเร็วๆนี้แหละ
พวกขี้ข้าไม่รักดี

พวกด้อยพัฒนาปัญญาอ่อน ไม่เจียมตัวจริง ๆ เสียเวลาที่จะไปสนใจ ไร้สาระ ไร้การศึกษา น่าสมเพช ไม่สมควรที่จะลดตัวไปยุ่งเกี่ยวด้วยกับพวกชั้นต่ำอย่างนี้ มันคนละชั้นกัน เหอ ๆๆๆๆ
พวกด้อยพัฒนาปัญญาอ่อน

ก็ดูคำพูดของคุณชิครับ คนที่มีการศึกษาดีเขาพูดกันอย่างนี้หรือ???? มีทั้งด่าทั้งดูถูกเหยียดหยามสระพัด เท่าที่เห็นมามีแต่ไพร่สถุนเท่านั้นละที่เป็นเช่นนี้
เรื่องจริง

ก็ดูคำพูดของคุณชิครับ คนที่มีการศึกษาดีเขาพูดกันอย่างนี้หรือ???? มีทั้งด่าทั้งดูถูกเหยียดหยามสารพัด เท่าที่เห็นมามีแต่ไพร่สถุนเท่านั้นละที่เป็นเช่นนี้
เรื่องจริง

พวกสถุนชั้นต่ำอย่างนี้ สมควรแล้วที่ใครเขาจะดูถูกเหยียดหยาม เพราะไม่รู้ตัวไม่เจียมเงาหัว ไปว่าเขาก่อนว่าปากชั่ว ทั้งที่ตัวเองชั่วกว่า รู้ไม่จริงและบิดเบือนข้าง ๆ คู ๆ ถ้าตัวเองรู้ว่าตัวต่ำกว่าจริง และยอมรับ คนเขาจะยกย่องสรรเสริญ และให้ความเมตตา และช่วยเหลือกัน แต่นี่ไม่รู้ตัวแสดงอาการเหิมเกริม ก็สมควรแล้วที่เขาจะเหยียดหยามเพราะมันเป็นความจริง
เรื่องจริงของสถุน

คนดีมีการศึกษาเขาไม่พูดกันอย่างนี้หรอก
จำเอาไว้

คนมีมันสมองเขาไม่หน้าหนา มาต่อปากต่อคำอย่างนี้หรอก รู้ตัวว่าด้อยกว่า ถ้ามีสมอง เขาจะอายและหลบหน้าไปนานแล้ว เหอ ๆๆๆๆ
คนหน้าหนา

จำเป็นอะไรต้องหลบ ถ้าคุณว่าคนอื่นหน้าหนา คุณก็หน้าด้านไม่แพ้กันหรอก คุณมีเหตุผลของคุณ ผมก็มีเหตุผลของผมก็แค่นั้น มันน่าจะเป็นเรื่องที่คุยกันแต่ที่คุณไปดูถูกเหยียดหยามประเทศเพื่อนบ้าน เช่นนั้น คุณคิดว่าคุณทำถูกแล้วหรือ?? ถ้าคุณคิดว่าตัวเองทำถูกก็ไม่มีอะไรที่ต้องพูดกัน แต่อย่าลืมว่าสายสัมพันธ์ไทยลาวเป็นสิ่งที่เราๆควรให้ความสำคัญ ที่ผ่านมาตั้งแต่รากหญ้าประชาชนไปจนถึงสถาบันสูงสุดอันเป็นที่เคารพต่าง เพียรพยายามที่จะเสรีมสร้างสายสำพันธ์นี้ให้มั่นคงและยืนยาว ผมถือสิ่งเหล่านั้นเป็นความรับผิดชอบของตนเช่นกัน ส่วนคุณ ถ้าคุณหากไม่สนใจ ไม่ถือเป็นสิ่งสำคัญ คุณก็เดีนตามเส้นทางการทำลายของคุณไป ส่วนผม ผมก็มีเส้นทางของผมที่ไม่มีใครจะสามารถจะมาบงการได้
ก็เท่านั้น

___

เจ้าอะนุวง เป็นต้นแบบของคนลาวที่แท้จิง เมื่อคิดเถิง ปะหวัดสาดแล้ว ความเป็นลาวล้านช้าง ช่างมีความหมายและยิ่งใหย่ หากราชอานาจัก ล้านช้างยังคงไว้แห่งความ สะเมีพาบ ความรัก ความสามักคี และ กานให้อะไพ พวกเฮาลูกหลาน ลาวล้านช้าง คงจะมีความสุขยิ่งกว่าที่เป็นอยู่ในปัดจุบัน บ่มีใผที่จะฮักเฮา เหมือนลาวฮักลาว เลือดลาวล้านช้าง
pailao9@yahoo.com

==============

ขอให้ดวงวิญญาณของท่านไปสู่สุขคติ พร้อมด้วยเหล่าครอบครัวและญาติมิตรสหายที่จากไป อยากจะให้เหล่าผู้รักชาติได้เห็นว่า วันนี้บ้านเมืองของเราเป็นอิสระแล้ว ความฝันที่ท่านหวังไว้และสิ่งที่ท่านเคยทำ ลูก หลานชาวลาวขอสัญญาว่าจะสามัคคีกันและจะทำทุกอย่างเพื่อความก้าวหน้าของแผ่น ดินแม่ เราไม่อยากเดินไปข้างหน้าด้วยความอิจฉาริษยาซึ่งกันและกันเหมือนในอดีตอีก แล้ว ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมามันเจ็บปวดสำหรับลูกหลานชาวลาวและพวกเราได้เรียนรู้ มาพอแล้ว

Cheer Laos !
ลาวล้านช้าง

================

ความคิดเห็นที่ 97

ประวัติศาสตร์มีไว้ให้ศึกษาแต่ไม่ได้มีไว้ให้โกรธแค้นกัน.  อยากให้หันไปมองประเทศแถบยุโรปตะวันตก หรือแม้แต่ญี่ปุ่นกับอเมริกาในสงครามโลก ซึ่งเป็นอะไรที่โหดร้ายกว่าประวัติศาสตร์ในอินโดจีนมากมาย.  รูปการศึกเมื่อครั้งโบราณฝ่ายใดได้ชัย ก็ต้องเผาเมืองผู้ปราชัย และกวาดต้อนทรัพยสิน เหมือนกันหมด ส่วนความสูญเสีย คนรุ่นหลังก็ต้องอภัยซึ่งกันและกันครับ.  เราจะรวมเป็นประชาคมอาเซี่ยนในอีกไม่ช้า ไม่ควรมัวแต่ขุ่นข้องหมองใจกัน หมดยุคของการรบพุ่งแย่งชิงดินแดนแล้วครับ.

จับมือกันแล้วก้าวไปข้างหน้าเถิด พี่น้องอินโดจีน พี่น้องอาเซี่ยน

.
เริ่มต้นด้วยการให้อภัย

===============

ความคิดเห็นที่ 127

รุ่นทวดรุ่นยาย ปัจจุบันกลายเป็นคนสระบุรี แต่เชื้อชาติเดิมเป็นลาว เข้ามาพร้อมเจ้าอนุวงศ์ .. ยายเคยบอกว่า ไม่ได้เข้ามาเป็นกบฎ แต่จะเข้ามาช่วยไทยต่างหาก บางทีประวัติศาสตร์ก็อาจเปลี่ยนได้ … ยศฐาบรรดาศักดิ์ ผลประโยชน์
2345

==>>>

ในพื้นเวียงของลาวบันทึกไว้ต่างจากบันทึกของสยาม.  เท่าที่อ่านก็มีข้อสังเกตอยู่ว่าหากเจ้าอนุวงศ์จะมาช่วยสยาม น่าจะแจ้งให้ราชสำนักสยามซึ่งคุ้นเคยกับเจ้าอนุวงศ์อย่างมากได้ทราบ การที่เจ้าอนุนำทัพเพื่อจับตัวเจ้าเมืองโคราชที่รังแกราษฎร เป็นประเด็นที่ทำให้ทางสยามซึ่งไม่ทราบข่าวมาก่อนเข้าใจผิดได้.  เป็นแค่ข้อสังเกตนะครับ ถ้าเจ้าอนุมีเจตนาที่ดีก็น่าเสียดายที่เข้าใจผิดกัน
เรียนรู้และศึกษา

บรรพบุรุษคุณถูกกวาดต้อนมาในฐานะเชลยศึกต่างหาก ไม่ได้มาพร้อมกับเจ้าอนุวงศ์ แต่ถูกกวาดต้อนโดยทหารสยาม
เจงกิสข่าน

==============

ความคิดเห็นที่ 144

เป็นผู้ร้ายมายาวนาน อยู่ๆทำมั้ยอยากเป็นพระเอกขึ้นมา ชาวลาวมองว่า การไปยึดครองแผ่นดินผู้อื่น เผาบ้านเผาเมือง เผาวัดวาอาราม เข่นฆ่าผู้คนคือโจรปล้นแผ่นดิน ก็ถูกต้องแล้ว สยามยังเรียก 3 จังหวัดภาคใต้ว่า โจรใต้ เรียกพวกเสื้อแดงว่าพวกควายแดง เฮาเรียกโจรก็โกธร จะเรียกควายก็เคืองขุ่น เอาไงดีล่ะ?
คนริมของ

==============

ความคิดเห็นที่ 142

ไทยกับลาวมันก็พูดภาษาเดียวกัน ไม่รู้ว่าลาวจะตะแบงไปเพื่ออะไร ลาวยังไม่เจริญทั้งในด้านจิตใจและกายภาพ

  • แท้ที่จริง ลาวไม่ได้ทำอะไรให้ไทยเรานะ เขาแค่สร้างอนุสารีย์วิระกษัติย์เขา ไม่น่าจะร้อนหัวไทยเราเลย แล้วไปว่าเขา เราไม่ชาติต่ำกว่าเขาเหรอ ไม่น่าเกิดมาเป็นไทยเลย
    ดวงกมล
  • ทยกับลาวมันก็พูดภาษาเดียวกัน ไม่รู้ว่าลาวจะตะแบงไปเพื่ออะไร ลาวยังไม่เจริญทั้งในด้านจิตใจและกายภาพ
    ———————————-
    ไทย ลาวพูดภาษาเดียวกัน แต่ลาวฟังภาษาไทยรุ้เรื่อง ส่วนไทยฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่อง มันน่าอายจริงเลย คนอิสานร่วมประเทศเดียวกับไทยสยามมาเกือน 200 ปิ ไทยอัปรีย์มันฟังภาษาลาวอิสานไม่ได้ ใครละตะแบงกันหว่า
    อีสานไม่ใช่สยาม

==============

ASTV:  ความคิดเห็นที่ 38 – from original ASTV Manager.co.thai

หนังสืออานามสยามยุทธเมื่อพิมพ์แจ้งไว้หน้าปก ว่า เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ที่สมุหนายกในรัชกาลที่ 3 กรุงเทพฯ เป็นผู้เรียบเรียงไว้ 55 เล่ม สมุดไทยตัวรง ว่าด้วยรายงานราชการกองทัพไทย ไปทำศึกสงครามกันกับ ลาว เขมร ญวน ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ต้นสมัยรัตนโกสินทร์ กล่าวได้ว่าไทยสิ้นสุดการสงครามกับพม่าลงเนื่องจากอังกฤษแผ่ขยายอิทธิพลเข้า ไปยึดครองพม่า แต่ไทยก็ต้องหันไปเผชิญปัญหาการสงครามกับลาว กัมพูชา และเวียดนามโดยเริ่มตั้งแต่การปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ ที่ฉวยโอกาสขณะที่ไทยเตรียมการระวังป้องกันพระนครจากการรุกรานของอังกฤษ

ใน พ.ศ.2369 กองทัพหน้าของเวียงจันท์จู่โจมเข้ามาถึงสระบุรี ส่วนทัพหลวงของเจ้าอนุวงศ์เข้ายึดครองนครราชสีมา ส่วนทางด้านนครศรีธรรมราชรายงานว่าสามารถส่งทหารมาช่วยขัดตาทัพได้เพียงแค่ 2,000 คนเพราะมีกำลังเรืออังกฤษมาจอดอยู่ในน่านน้ำมลายู จำนวน ห้าลำ ไม่ทราบว่าจะไปที่ใด กรุงรัตนโกสินทร์จึงมีศึกที่จะต้องระวังทางด้านใต้อีกทางหนึ่ง กองทัพที่สอง สาม และสี่ ซึ่งเตรียมจะขึ้นไปทางปราจีนบุรี จำต้องถูกเรียกกลับให้ลงไปรักษาปากแม่น้ำเจ้าพระยา การสงครามกับเวียงจันทน์ต้องใช้เวลาถึงสามปี กว่าจะจับเจ้าอนุวงศ์ได้ และได้อาณาจักรลาวคืนมา

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ทศพร วงศรัตน์ (ราชบัณฑิต) ได้ตั้งข้อสังเกตว่า เหตุการใน พระอภัยมณีคำกลอนของสุนทรภู่ที่ได้ประพันธ์ไว้นั้น ตรง กับเหตุการณ์จริง ห้วงเวลาที่ เจ้าอนุวงศ์กบฏเวียงจันทน์ ถูกจับขังกรงส่งมาถึงกรุงเทพฯ ในวันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2371 หลังจากที่ได้รับการแช่งด่าทรมานหน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ ประมาณ 7 วัน 8 วัน ก็ตาย (พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ร.3) ในกรณีนี้วันพุธของสุนทรภู่เท่ากับได้เพิ่มความชัดเจนให้แก่ประวัติศาสตร์ ไทย พระอภัยมณีคำกลอน ตอนที่ 26 หน้าที่ 415 อุศเรนตายแล้วผีไปเข้านางวาลี ความว่า

___

“ชักชะงาก รากเลือด เป็นลิ่มลิ่ม
ถึงปัจฉิม ชีวาตม์ ก็ขาดสาย
เป็นวันพุธ อุศเรน ถึงเวรตาย
ปีศาจร้าย ร้องก้อง ท้องพระโรง”

___

ย้อน ไปเมื่อครั้งรัชกาลที่ 2 เมื่อครั้งสมเด็จพระนั่งเกล้าฯยังเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร และเจ้าพระยาบดินทรเดชา เป็นจมื่นเสมอใจราช วันหนึ่งมีการเสด็จพระราชดำเนินทางเรือวันนั้นเป็นฤดูหนาวหมอกลงจัดเรือของ จมื่นเสมอใจราชผ่านมาพลัดหลง และเฉียดเรือพระที่นั่งของกรมพระราชวังบวรฯ อันเป็นความผิดพระอัยการฐานตัดหน้าฉาน ต้องโทษจำขังอยู่ระยะหนึ่ง กรม หมื่นเจษฎาฯ ทรงเห็นหน่วยก้านของ จมื่นเสมอใจราช ว่าเป็นคนเข้มแข็งจะเป็นหลักของบ้านเมืองต่อไปได้ จึงขอพระราชทานอภัยโทษ ไม่นานจมื่นเสมอใจราช ได้เลื่อนเป็นพระยาเกษตรรักษา อยู่ในกรมนา พระยาเกษตรรักษา ออกไปทำนาหลวงอยู่พักหนึ่ง ก็ถึงคราวเคราะห์มีคนกล่าวโทษว่าล้อมรั้วทำค่ายคูประตูหอรบที่กองนาคล้ายจะ ส้องสุมกำลังพลเป็นกบฎ จึงต้องพระราชอาญาจำคุกอยู่นาน จนสิ้นรัชสมัยของสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย กรมหมื่นเจษฎาฯ ได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ จึงโปรดให้พ้นโทษเข้ารับราชการใหม่เป็นพระยาราชสุภาวดี

เจ้า พระยาบดินทรเดชา เวลานั้นได้เป็นที่พระยาราชสุภาวดี แล้วแต่ยังไม่มีบ้านเรือนจะอยู่แน่นอน คราวนี้ลงอยู่ในแพลอย ซึ่งว่าที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดของสมัยโน้น เพราะธรรมดาชาวบ้านชาวช่อง แม้แต่ขุนนางบางท่านก็อยู่แพกันแทบทั้งนั้น ในภาพโบราณ จะเห็นแพจอดกันเป็นตับตามแม่น้ำลำคลอง

พระยาพิไชยวารี (เจ้าสัวโต) เป็นข้าหลวงเดิม ในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ เช่นเดียวกัน จึงชักชวนให้เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์) นำแพมาจอดปักหลักที่ท่าน้ำหน้าบ้าน พระยาพิไชยวารี ผู้นี้ต่อมาในรัชกาลที่ ๔ ได้เป็น เจ้าพระยานิกรบดินทร์ ต้นสกุล ‘กัลยาณมิตร’

เมื่อเกิดศึก เวียงจันทน์ พระยาราชสุภาวดีได้เป็นแม่ทัพสู้รบกับข้าศึกอย่างเข้มแข็งมากในการประจันบาน กันครั้งนั้น เจ้าราชวงศ์แม่ทัพลาวเอาหอกแทง ถูกท้องพระยาราชสุภาวดี พระรายราชสุภาวดีชักมีดหมอที่เหน็บไว้แทงสวนไปถูกที่ขา ทนายของท่านเอาปืนยิงถูกเจ้าราชวงศ์บาดเจ็บเล็กน้อย คนของเจ้าราชวงศ์พานายของตนถอนตัวออกไป พระยาราชสุภาวดีเอานิ้วแยงดูแผลว่าไม่ลึกนัก จึงเอารัดประคตพันรองเอวให้แน่นแล้วเรียกให้คนเอาแคร่มาหามบัญชาการรบจนทหาร ลาวแตกพ่ายไป ความสัมพันธ์ระหว่างพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 กับเจ้าพระยาบดินทรเดชา จัดว่าลึกซึ้งนัก ร.3 ทรงเรียกเจ้าพระยาบดินทรฯว่า พี่สิงห์ บางครั้งเมื่อเข้าเฝ้าในที่รโหฐานทรงโยนหมอนอิงให้กับเจ้าพระยาบดินทรฯ ท้าวข้อศอก เจ้าพระยาบดินทรฯ รับไว้แล้วก็วางไว้ข้างหน้าหาได้ใช้หมอนนั้นไม่ การกระทำเช่นที่ทรงทำนี้ ไพร่พล คนใดมีหรือจะไม่ตื้นตันด้วยความจงรัก (จำนง เทพหัสดิน ณ อยุธยา, อำนาจอยู่หนใด ชีวประวัติเหมือนนวนิยายของนักปกครอง 7 ท่าน.–พิมพ์ครั้งที่ 1.–กรุงเทพฯ : พัฒนา, 2533.หน้า139-140)

ตลอดเวลาแห่งช่วงสงคราม นี้ ญวนได้ให้การสนับสนุนลาวอย่างเต็มที่ไม่เพียงแต่ลาวเท่านั้นประเทศกัมพูชา ซึ่งเคยขึ้นอยู่กับไทยมาหลายร้อยปี ญวนก็ได้เข้ามาแทรกแซงโดยสนับสนุนราชบุตรีของเจ้าแผ่นดินกัมพูชาที่ทิวงคต ให้เป็นกษัตริย์ และได้พยามทุกวิถีทางที่จะกลืนกัมพูชาให้เป็นของ ญวน จากศึกครั้งนี้ป็นต้นเหตุนำไปสู่การสงครามกับกัมพูชาและเวียดนาม และขยายต่อเป็นสงครามยืดเยื้อกับเวียดนาม ที่ใช้เวลายาวนานถึง 14 ปี (พ.ศ.2378 – 2392)

ใน พ.ศ.2376 เมืองไซง่อนก่อการจราจลโดยฝ่ายกบฏ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เป็น แม่ทัพบกยกกองทัพไปตีเขมรและหัวเมืองญวนลงไปถึงเมืองไซง่อนเพื่อช่วยฝ่ายกบฏ และให้เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค) เป็นแม่ทัพเรือไปตีหัวเมืองเขมรและญวนตามชายฝั่งทะเล โดยไปสมทบกับกองทัพบกที่เมืองไซง่อน ในส่วนของกองทัพเรือต้องยกกำลังไปหลายครั้งเช่นเดียวกับการรบทางบก

ใน สงครามกับญวนครั้งนี้ เจ้าพระยาบดินทรฯ ได้สั่งให้ตัดศีรษะนายขำ บุตรคนที่ 18 ของท่านในข้อหาขลาดกลัวต่ออริราชศัตรู อันเป็นการลงโทษอย่างรุนแรง เป็นมาตรการที่ให้ ไพร่พล เกิดความยำเกรงต่อกฎข้อบังคับและคำสั่ง จนเป็นกำลังไปสู่ชัยชนะได้

ในพ.ศ.2384 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์เป็นแม่ทัพเรือยกกองทัพเรือ ไป ตีเมืองโจดก เรือรบไทยที่เดินทางไปร่วมรบในครั้งนี้มี เรือกำปั่นพุทธอำนาจ เทพโกสินทร์ ราชฤทธิ์ วิทยาคม อุดมเดช เรือค่าย เรือปักหลั่น และเรือมัจฉานุ ซึ่งใช้บรรทุกเสบียงอาหาร อย่างไรก็ดีการรบทางเรือครั้งนี้ไม่ประสบผลสำเร็จเนื่องจากทหารไทยไม่ชำนาญ ภูมิประเทศ และเรือ ไทยมีสมรรถนะที่ด้อยกว่า เรือญวน (ดูรายละเอียดใน พลเรือตรี แชน ปัจจุสานนท์, 2508) ทั้งในเรื่องของขนาดและประสิทธิภาพ ด้วยเหตุผลดังกล่าวพระบาทสมเด็จพระนั่ง เกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงเห็นความจำเป็นที่จะต้องต่อเรือรบใหม่เป็นเรือ ป้อมอย่างญวน สามารถติดตั้งปืนใหญ่ได้หลายกระบอก ทั้งนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าพระยาพระคลังเป็น แม่กอง อำนวยการต่อเรือป้อมแบบญวนไว้ใช้ในราชการ 80 ลำ ในที่สุดการรบระหว่างญวนกับไทยที่ยืดเยื้อมาถึง 14 ปี ก็ต้องยุติลงโดยพระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้ยกเลิกการศึกครั้งนี้และมีการเจรจาสงบศึกใน พ.ศ.2390 เพราะ ทรงพิจารณาเห็นว่ามีแต่จะสิ้นเปลืองทรัพยากรและกำลังคน เปรียบเหมือนว่ายน้ำท่ามกลางมหาสมุทรไม่เห็นเกาะเห็นฝั่ง (พันเอก หม่อมราชวงศ์ ศุภวัฒน์ เกษมศรี, 2531 : 291)

หนังสืออานามสยามยุทธ ฉบับสรุปของกรมยุทธศึกษาทหาร กองบัญชาการทหารสูงสุดเรื่องนี้ป็นการย่อเรื่องการสงครามระหว่างไทยกับลาว กัมพูชาและเวียดนาม ซึ่งเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) สมุหนายกอัครมหาเสนาบดีที่ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นแม่ทัพในทำสงคราม บันทึกหลักฐานไว้เป็นรายงานราชการกองทัพที่ปฏิบัติการในสงครามดังกล่าว ได้มีการจัดลำดับหัวข้อเรื่องใหม่ ใช้สำนวนภาษาตามสมัยปัจจุบัน เพื่อสะดวกแก่ผู้อ่านและเข้าใจง่ายขึ้นกว่าฉบับเต็ม เนื้อหาที่น่าสนใจของหนังสือ ได้แก่ วิธีการดำเนินการทางทหารของไทยในอดีตความเฉลียวฉลาดรอบคอบ ละเอียดถี่ถ้วนของผู้นำทางการทหาร นับตั้งแต่องค์พระมหากษัตริย์ เรื่อยลงไปจนถึงขุนนางแม่ทัพนายกองน้อยใหญ่ แสดงให้เห็นถึงกระบวนการจัดทัพ การวางแผนการรบ การดำเนินกลยุทธ์ อุบายและเล่ห์กลการศึกการจัดการด้านกำลังพล ขวัญและกำลังใจของทหาร การส่งกำลังบำรุงการจัดการกับพลเมืองและดินแดนที่ยึดได้ ซึ่งยังคงทันสมัยและเป็นความรู้อันเป็นประโยชน์แก่วงการทหารไทยในปัจจุบัน ได้เป็นอย่างดี แม้ว่าจะผ่านกาลเวลามานานถึงเกือบ 200 ปี. (กรมยุทธศึกษาทหาร กองบัญชาการทหารสูงสุด. อานามสยามยุทธ ฉบับสรุปเรื่อง. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์กรมแผนที่ทหาร กองบัญชาการทหารสูงสุด. 2542. 95 หน้า)

ลาวเขียนมั่วความจริงคือลาวไปเข้ากับญวน

=============

ความคิดเห็นที่ 7

ชอบก็ตรง “การให้อภัย” นี่แหละ ไม่มีฝ่ายไหนถูกฝ่ายไหนผิด ต่างฝ่ายต่างทำเพื่อผลประโยชน์ตัวเองกันทั้งนั้น สุดท้ายนี้ก็ดีใจที่ไทยลาวกลับมาอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ไม่เหมือนพวกเนรคุณขะแมดำดินบางพวก

================

ความคิดเห็นที่ 88

ประเทศไหนเอาประวัติศาสตร์มาเถียงกัน จะยกความเชื่อเป็นตอนๆ เพื่อประโยชน์ของตน, หาก จะคุยเรื่องอดีตที่ผ่านมา น่าจะยกเอาช่วงเวลาที่ยังไม่มีประเทศมาคุยกัน เช่น ยุคก่อนประวัติศาสตร์ แบบนี้จะไม่มีปัญหาระหว่างประเทศ
คำว่า”ประเทศ” เกิดมาภายหลังมนุษย์ เป็นคำเป็นภาษาทางการเมือง ทางรัฐศาสตร์ ทางการปกครอง ไม่ได้เป็นไปเพื่อโลก หรืออยู่เพื่อโลก ในอนาคตนิยามของคำว่าประเทศอาจถูกยกเลิกไปากโลกนี้ เหมือนกรณีคำว่า เชื้อชาติ (race) ถูกยกเลิกออกจาก passport อีก 5 ปี เรา 10 ประเทศ จะรวมเป็น AEC แล้ว เร่งปรับตัวกันหน่อยนะครับทุกท่าน
AEC 2015

==============

ความคิดเห็นที่ 63

ที่ว่า “กองทัพสยามยกข้ามโขง บุกเข้าถึงกรุงเวียงจันทน์ เผาเมืองจนราบคาบ วัดวาอารามสำคัญทุกแห่งถูกเผาทำลายวอด ยกเว้นวัดสีสะเกดเพียงแห่งเดียว ซึ่งเป็นที่ตั้งทัพและเป็นที่เผาศพทหารสองฝ่ายที่เสียชีวิตจากการศึก”

นั้น เป็นการพูดความจริงด้านเดียวนะครับ ของจริงคือ ก่อนที่พระราชสุภาวดี (สิงห์) แม่ทัพสยามจะยกทัพข้ามแม่น้ำโขงไปนั้น ได้ให้โอกาศครั้งสุดท้ายแก่เจ้าอนุวงศ์ ที่จะกลับใจมาขออภัยโทษจากสมเด็จพระนั่งเกล้า (ร.๓)

ตอนแรกเจ้า อนุวงศ์ก็ยังรับปากว่าจะสงบศึกและติดตามแม่ทัพสยามกลับกรุงเทพฯ แต่ในคืนนั้นทางฝ่ายลาวได้มอมเหล้าฝ่ายสยามที่ไปเจรจา แล้วจับฆ่าเสียเกือบหมด จากทหารสยามที่ส่งไปเกลี้ยกล่อมเจ้าอนุวงศ์ ๕๐ นาย มีเพียง ๓ นายเท่านั้นที่ว่ายข้ามโขงกลับมาได้ ที่เหลือตายหมด ด้วยเหตุนี้พระราชสุภาวดีแม่ทัพสยามจึงโกรธมากที่เจ้าอนุวงศ์ไม่รักษาคำพูด และสั่งบุกเวียงจันทร์ทันที ที่เหลือก็เป็นอย่างที่ทราบกัน

ปล. ลูกหลานเจ้าอนุวงศ์บางส่วนไม่เข้าร่วมกับเจ้าอนุวงศ์ก็มีเยอะครับ และรับราชการต่อมาได้เป็นถึงเจ้าเมืืองอุบล คือ เจ้าพรหมเทวานุเคราะห์วงศ์ หรือ เจ้าหน่อคำ เป็นเจ้าเมืองอุบลราชธานี ลำดับที่ 5 (ช่วงปี พ.ศ. ๒๔๐๙-๒๔๒๕)
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยเจ้าหน่อคำเป็นบุตรของเจ้าคี่ ซึ่งเป็นหลานปู่เจ้าอนุวงศ์ แห่งเมืองเวียงจันทน์
สองฝั่งโขงพี่น้องกัน

================


Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 576 other followers

%d bloggers like this: