Posts tagged ‘เวียงจันทน์’

November 28, 2010

Case Study from Thai Side: Let’s hope Laos hangs on to its identity

Cached:  http://www.nationmultimedia.com/2010/11/25/politics/Let&039;s-hope-Laos-hangs-on-to-its-identity-30143128.html

By Supalak Ganjanakhundee
The Nation
Published on November 25, 2010

Raising King Anouvong’s statue in the Laotian capital Vientiane could either be seen as a direct challenge to Thailand’s superior status or a strong message calling on its citizens to be brave and its ruling regime to stand firm in the face of dominance from all directions.

It is interesting that the Marxist-Leninist regime chose to use ancient kings instead of communist icons and contemporary heroes for its state-building endeavour. This could possibly be because the Laotians worship kingly spirits – they would never bow to a commoner.

Before King Anouvong, Laotian authorities put up King Fa Ngum’s statue in January 2003 as a memorial to the great unifier of the Lan Xang Kingdom in the 14th century.

Statues of old kings are not new to Vientiane. There’s already one of King Xetthathirat, who moved the capital city from Luang Prabang to Vientiane 450 years ago, and King Sisavang Vong, who played a part in the country gaining independence from the French.

The newest statue of King Anouvong, meanwhile, tells the story of a brave struggle against Siamese conquerors during his reign from 1805 to 1828.

King Anouvong took the throne when the Lan Xang kingdom was a part of the Siamese kingdom and he decided to shake off the yoke when, on a visit to Bangkok, he saw the harshness meted out to Lao prisoners. History has it that he personally was treated badly while attending King Rama II’s funeral.

Though he lost the battle against Siam, King Anouvong became a national hero and legend for the Lao people, even though in the Thai point of view, he was a mere rebel. The Siamese army ransacked the Lao capital, causing the downfall of the Lan Xang kingdom.

The ruling Lao People’s Revolutionary Party put up the statue as a memorial to the great king 182 years later and to mark the capital city’s 450 years.

The 8-metre statue faces the west, gazing across the mekong River at Thailand. His left hand holds up a sword, as his right hand points forward.

The Laotian government explained that the statue is meant to look like the king is mobilising his troops, but the costume is that of peaceful times. The king’s belt features the Naga, which is a Buddhist symbol of peace.

Government officials said the statue depicted King Anouvong as a brave king who never surrendered to Siamese dominance and is meant to remind the citizens that the country needs a leader like him.

Laos is a tiny country surrounded by big ones – Thailand is in the west, Vietnam in the east and the giant China in the north.

A balance of power among the major powerhouses is the only key for its survival.

These days, China is pouring a lot of resources into Laos in terms of grants, financial aid, soft loans and investment. It is difficult to resist an influx of Chinese people and cultural influence into Laos.

Meanwhile, Vietnam’s influence over the ruling party is also difficult to resist because they share a common history of struggling for independence. As for Thailand, it is practically a blood brother and has influenced Laos economically, socially and culturally for a long time.

Let’s hope that King Anouvong helps the brave Laotians protect their tiny nation from being taken over by others.

———-

———-

MORE: [PDF]

File Format: PDF/Adobe Acrobat – Quick View
of the committee responsible for the casting of the King Anouvong statue. Standing Deputy Prime Minister Somsavat Lengsavad, who led the meeting,
www.laoembassy.com/
———–

=============================

ฤกษ์มหาปฏิวัติเดือนตุลา สมโภชอนุสาวรีย์’เจ้าอะนุวง’

Cached:  http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/education/20101112/362558/

โดย : ทีมข่าวพิเศษ : เรื่อง / จิระศักดิ์ วงศ์คำจันทร์

ประชาชนลาวเฉลิม ฉลองเวียงจันทน์450ปี ชาตินิยมแบบคอมมิวนิสต์ลาว เชิดชูสดุดี”เจ้าอะนุวง”อย่างสูงส่ง เปิดอนุสาวรีย์สูง8.29เมตรบนแท่นสูง 5.50เมตร

“บรรดา สหายและแขกผู้มีเกียรติ โครงการปั้นหล่ออนุสาวรีย์เจ้าอะนุวง ได้สำเร็จเรียบร้อยแล้ว คณะกรรมการเฉลิมฉลองเวียงจันทน์เป็นนครหลวง 450 ปี ขอมอบโครงการดังกล่าวนี้ ให้กระทรวงแถลงข่าวและวัฒนธรรม พร้อมด้วยนครหลวง เป็นผู้รับผิดชอบปกปักรักษา คุ้มครองทำให้อนุสาวรีย์เจ้าอะนุวง ยืนยงเสถียรมั่นอยู่คู่ฟ้าดินลาวชั่วกาลนาน

…พร้อมกันนั้นก็เอาสถานที่สักการบูชา แห่งนี้ เป็นที่ศึกษาอบรมลูกลาวหลานลาว ให้มี ‘น้ำใจฮักเซื้อแพงซาด’ อันดูดดื่ม เตรียมพร้อมอุทิศตนให้แก่บ้านเมือง ในเฉพาะหน้านี้คือการเข้าร่วมการแข่งขันต่างๆ เพื่อสร้างผลงานอันใหญ่หลวงไว้ต้อนรับกองประชุมใหญ่ของพรรคฯ ที่จะมาถึงนี้ สร้างสรรค์ สปป.ลาวเรา ให้เจริญวัฒนายิ่งๆ ขึ้น สมดั่งความมุ่งมั่นปรารถนาอันแรงกล้า ของบรรพบุรุษของพวกเรา ใน วาระอันเป็นสิริมงคล ข้าพเจ้าขอเป็นเกียรติเรียนเชิญสหายจูมมะลี ไซยะสอน เลขาธิการคณะบริหารงานใหญ่ศูนย์กลางพรรคฯ ประธานประเทศ ลั่นฆ้องเปิดอนุสาวรีย์เจ้าอนุวง นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป..”

จบคำกล่าวรายงานของ สหายสมสะหวาด เล้งสะหวัด กรรมการกรมการเมืองประจำศูนย์กลางพรรคฯ รองนายกรัฐมนตรี สหายจูมมะลี ไซยะสอน ได้ทำพิธีจุดธูปเทียนชัย และลั่นฆ้องชัย 9 ครั้ง ถวายแด่ ‘เจ้าอะนุวง’ วีรกษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์ล้านช้างเวียงจันทน์

ณ สวนสาธารณะริมฝั่งโขง ตรงข้าม อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย รูปปั้นเจ้าอะนุวง ยืนตระหง่าน ด้วยท่วงท่าของกษัตริย์นักรบ พระหัตถ์ซ้ายกุมพระแสงดาบ พระหัตถ์ขวาผายไปเบื้องหน้า โดยมีพระพักตร์ผินลงไปทางใต้

นับเป็นอนุสาวรีย์กษัตริย์ลาวแห่งที่ สาม ซึ่งประดิษฐานอยู่ในเขตนครหลวงเวียงจันทน์ เป็นอนุสาวรีย์ที่ใหญ่ที่สุดและสูงที่สุด คือจากพื้นดินถึงจอมเกศ มีความสูง 14.99 เมตร เฉพาะรูปปั้นสูง 8.29 เมตร และแท่นรับรองสูง 5.50 เมตร

รูปปั้นเจ้าอะนุวง หล่อด้วยทองแดง คิดเป็นน้ำหนักถึง 8 ตัน โดยการบริจาคของกลุ่มบริษัท MMG จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งลงทุนขุดค้นแร่ทองคำและทองแดงอยู่ที่เมืองวีละบุลี แขวงสะหวันนะเขต

พิธีสมโภชและเฉลิมฉลองอันยิ่งใหญ่นี้ ได้ถ่ายทอดผ่านทีวีดาวเทียมของรัฐและเอกชนไปทั่วโลก เมื่อเย็นวันอาทิตย์ที่ 7 พฤศจิกายน ศกนี้

พรรคประชาชนปฏิวัติลาว พรรคแห่งลัทธิมาร์กซ-เลนิน มีเข็มมุ่งในอันที่จะทำให้ ‘ลาวใน’ กับ ‘ลาวนอก’ เกิดความปรองดองชาติ และรวมใจเป็นหนึ่งเดียว จึงหันมาให้ความสำคัญกับ ‘วีรกรรมแห่งวีรชน’ ของกษัตริย์ลาวในอดีต ดั่ง ปรากฏในคำกล่าวรายงานของ สหายบัวเงิน ซาพูวง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแถลงข่าวและวัฒนธรรม และเป็นประธานคณะอนุกรรมการโครงการปั้นหล่ออนุสาวรีย์เจ้าอะนุวง

“วันนี้วันที่ 7 เดือนพฤศจิกายน ค.ศ.2010 ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ วันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 12 พ.ศ.2553 ซึ่งตรงกับวันมหาปฏิวัติสังคมนิยมเดือนตุลาที่ลือชื่อของชนชั้นกรรมาชีพ และชนชั้นกรรมกรในโลก ได้หมุนเวียนมาบรรจบครบรอบ 93 ปี คณะกรรมการรับผิดชอบจัดงานเฉลิมฉลองนครหลวงเวียงจันทน์ครบรอบ 450 ปี พร้อมด้วยคณะพรรค อำนาจการปกครองนครหลวงเวียงจันทน์ กระทรวงแถลงข่าวและวัฒนธรรม ได้เชื้อเชิญพ่อแม่พี่น้องมาเต้าโฮมกันอยู่ในสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ เพื่อจะได้พร้อมกันเปิดพิธีประดิษฐานและสมโภชอนุสาวรีย์เจ้าอะนุวง วีรกษัตริย์ผู้องอาจกล้าหาญ และ ‘บ่ยอมจำนน’ ของอาณาจักรลาวล้านช้างเวียงจันทน์..”

‘มหาปฏิวัติสังคมนิยมเดือนตุลา’ ที่สหายบัวเงิน กล่าวอ้างนั้นคือเหตุการณ์เมื่อ ‘สหายเลนิน’ เดินทางจากฟินแลนด์เข้ามาเป็นผู้นำการปฏิวัติ โดยมอบหน้าที่ทางการทหารให้กับ ‘สหายทรอสกี้’

คืนวันที่ 6 พฤศจิกายน ค.ศ.1917 (ตามปฏิทินแบบสากล) พรรคบอลเชวิกได้ทำการยึดอำนาจในกรุงเปรโตกราด โดยยึดสถานที่สำคัญของประเทศ ให้เรือรบระดมยิงใส่พระราชวังฤดูหนาว จนรัฐบาลเคเรนสกี้ (รัฐบาลตัวแทนแห่งราชวงศ์โรมานอฟ) ไม่สามารถหยุดยั้งได้

7 พฤศจิกายน ค.ศ.1917 เลนินจึงจัดการประชุมสภาโซเวียของประชาชนชาวรัสเซียทั้งมวลว่า รัฐบาลชั่วคราวได้ล่มสลายแล้ว และเปลี่ยนชื่อเป็นสภาผู้ตรวจการของประชาชนให้มีอำนาจในการปริหารประเทศ

ใครเล่าจะนึกว่า สหายชาวลัทธิมาร์กซ-เลนิน แห่งสาธารณรัฐฝั่งซ้าย จะนำเอา ‘ฤกษ์ล้มเจ้ารัสเซีย’ มาเป็น ‘ฤกษ์รักเจ้าลาว’ กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งเวียงจันทน์?

แม้การก่อสร้างอนุสาวรีย์ของเจ้าอะนุวง ถือเป็นหนึ่งในทั้งหมด 21 โครงการที่ทางการลาวได้วางไว้ในแผนการเฉลิมฉลองการสถาปนานครหลวงเวียงจันทน์ ครบรอบ 450 ปี ที่กำหนดจะมีขึ้นในวันที่ 15-21 พฤศจิกายน 2553 แต่ในความรู้สึกของประชาชาติลาว การกอบกู้เอกราชที่ล้มเหลวของ ‘เจ้าอะนุวง’ ยังคงเป็นประวัติศาสตร์ บาดลึกมายาวนาน
0 0 0

โครงการก่อสร้างและปั้นหล่อเจ้าอะนุวง ได้ใช้เวลารวดเร็วมาก โดยเริ่มขึ้นเมื่อต้นปี 2553 คณะอนุกรรมการก่อสร้างฯ กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงสำรวจเก็บข้อมูลที่เมืองเซโปน แขวงสะหวันนะเขต จนสามารถค้นพบเอกสารทางประวัติศาสตร์และเชื้อสายคนที่ 6 ของเจ้าอะนุวง
อิงตามข้อมูลทางประวัติศาสตร์นั้น คณะอนุกรรมการ จึงได้ออกแบบเกี่ยวกับรูปโฉมโนมพรรณ การทรงเครื่องและอิริยาบถของพระองค์ ผ่านเวทีการประชุมสัมมนาทางวิชาการหลายครั้ง จึงเสนอขอคำชี้นำ และได้รับการอนุมัติจากองค์การสูงสุดของพรรคและรัฐ

‘สหายบัวเงิน’ ได้อธิบายความหมายของท่วงท่าอิริยาบถของเจ้าอะนุวง อันสำคัญยิ่งผ่านรายการข่าวทาง ‘โทละพาบแห่งซาดลาว’ ตอนหนึ่งว่า

“นักประวัติศาสตร์ได้ประชุมกันจนได้ข้อ คิดเห็นร่วมกันว่า ท่ามือของท่านที่ผายไปเบื้องหน้านั้น หมายถึงท่านให้อภัยแก่ผู้ที่เคยรุกราน เข่นฆ่าประชาชนพลเมืองลาว รวมทั้งตัวท่านเองอย่างโหดเหี้ยมสามานย์เมื่อก่อนนั้น ท่านอโหสิกรรม ท่านอภัยให้ ท่านก็เตรียมพร้อม แสดงความเป็นมิตร เป็นเพื่อนที่ใกล้ชิดที่ดีกับทุกๆ ชาติ กับทุกๆ ประเทศอยู่ในโลกใบนี้ อันนี้ข้าพเจ้าว่าเป็นความหมายคำนิยามที่สอดคล้องกับจิตใจของหลายๆ คน ยุคนี้เป็นโลกแห่งการพัวพัน สันติภาพ มิตรภาพ ก็คือการสร้างสรรค์พัฒนา ดังนั้นสิ่งที่เป็นอดีต สิ่งที่เป็นประวัติศาสตร์ พวกเราอโหสิกรรมให้ แต่พวกเราก็คิดว่า จะไม่ให้ความระทมขมขื่นหวนกลับคืนมาอีก”

คำว่า ‘ผู้รุกราน’ ที่สหายบัวเงินใช้เรียกแทน ‘กองทัพสยาม’นั้น ก็ไม่ต่างจากพิธีกรทีวีลาวทุกช่อง ต่างเรียกขานคู่สงครามของเจ้าอะนุวงว่า ‘ศักดินาต่างด้าว’ พรรคและรัฐบาล ต่างตระหนักดีถึงความละเอียดอ่อนในมุม ‘ประวัติศาสตร์บาดลึก’ ระหว่างไทย-ลาว

แต่ในบทรายงานอย่างเป็นทางการของ สหายสมสะหวาด เล้งสะหวัด กรรมการกรมการเมือง ศูนย์กลางพรรคฯ รองนายกรัฐมนตรี กลับปรากฏคำว่า ‘ศักดินาสยาม’ อย่างชัดเจน

“ประชาชนลาวทุกถ้วนหน้า ล้วนแต่จดจำรำลึกตลอดมาว่า เจ้าอะนุวงคือวีรกษัตริย์องค์หนึ่ง ที่มีน้ำใจรักชาติสูงส่ง ท่านเป็นจอมทัพที่องอาจ กล้าแกร่ง นำพาปวงชนลาวต่อสู้ ผ่านการรุกรานยึดครองของศักดินาสยาม ถึงแม้นว่าพระองค์ท่านจะถูกศัตรูจับกุมคุมขัง ทุบตีทรมานสามานย์ปานใดก็ตาม ท่านก็ยังยึดมั่นในความจงรักภักดีต่อประเทศชาติบ้านเมือง เด็ดขาด บ่ยอมต่อศัตรูหมู่มาร ดั่งที่ประชาชนลาวเราได้รู้ดีแล้วว่า การต่อสู้ภายใต้การนำพาของเจ้าอะนุวง แม้ว่าจะไม่ได้รับชัยชนะตามความมุ่งมาดปรารถนาก็ตาม แต่ได้เป็นแบบอย่าง กระจกส่องทางอันใสแจ้งแห่งน้ำใจต่อสู้ ยอมเสียสละทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อกอบกู้เอกราชเอามาให้ชาติของตน ทั้งยกให้เห็นน้ำใจรักชาติอันสูงส่ง ซึ่งเป็นมรดกอันล้ำค่าไว้ให้รุ่นลูกหลานของเรา สืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้..”

สิ่งที่พรรคประชาชนปฏิวัติลาว พรรคแห่งลัทธิมาร์กซ-เลนิน ได้มีมติเห็นชอบให้การยกย่องเชิดชูเจ้าอะนุวง ก็เนื่องมาจากเหตุผลที่ ‘สหายสมสะหวาด’ กล่าวมาข้างต้นนั้นเอง

คำเรียกขาน ‘ศักดินาสยาม’ น่าจะมีการเผยแพร่ผ่านสื่อทีวีลาวเพียงครั้งเดียว เพราะทุกครั้งที่มีรายงานข่าว หรือสกู๊ปข่าวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ราชวงศ์ล้านช้างเวียงจันทน์ สื่อมวลชนลาว จะได้ใช้คำว่า ‘ศักดินาต่างด้าว’ แทน

อย่างกรณีรายงานพิเศษเรื่อง ‘ก่อนจะสิ้นชื่อลาว’ ทางทีวีของรัฐ ได้ประดิษฐ์คำใหม่ขึ้นมาคือ ‘กองทัพศักดินาอาณาจักรใกล้เคียง’ เรียกแทนชื่อกองทัพสยาม

“ชาติลาวเป็นชาติหนึ่งที่เก่าแก่ในโลก ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีหลายสมัยที่มีชื่อเสียงโด่งดังรุ่งเรือง มีความสงบ ประชาชนอยู่ดีกินดี คนลาวเป็นคนซื่อสัตย์บริสุทธิ์ ฮักหอมสันติภาพ แต่ก็มีหลายครั้งที่ชาติลาวถูกคุกคาม เมื่อ ค.ศ.1778 กองทัพศักดินาอาณาจักรใกล้เคียง ได้โจมตีนครหลวงเวียงจันทน์ จูดเผาพระราชวัง หอโฮงวัดวาอาราม ทั้งกวาดต้อนประชาชนลาวไปแสนกว่าคน ด้วยมูลเชื้อวีรอาจหาญไม่ยอมจำนน ไม่ยอมเป็นขี้ข้าม้าใช้ของบรรพบุรุษ เจ้าอะนุวงก็คือกษัตริย์ลาวองค์หนึ่ง ที่นำพาประชาชนลาวลุกฮือขึ้นต่อสู้ เพื่อกอบกู้เอกราช และปกป้องแผ่นดินด้วยความวีรอาจหาญ เจ้าอะนุวงขึ้นปกครองในปี ค.ศ.1804 โดยมีนามว่า พะเจ้าไซยะเสดถาทิลาดที่ 3 ภายหลังขึ้นครองอำนาจ เจ้าอะนุวงได้นำพาประชาชนลาว สร้างสรรค์ฟื้นฟูอาณาจักรล้านช้างให้รุ่งเรืองเหลืองเหลื่อม”

“ในปี ค.ศ.1827 กองทัพศักดินาอาณาจักรใกล้เคียง ได้กลับมาบุกโจมตีนครหลวงเวียงจันทน์อีกครั้งหนึ่ง ในเวลานั้น เจ้าอะนุวงได้นำพาประชาชนลาวต่อสู้อย่างวีรอาจหาญ แต่สุดท้าย เพราะศัตรูมีอาวุธที่ทันสมัยและกำลังมากกว่าหลายเท่า จึงได้สูญเสียอาณาจักรล้านช้างอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเขาได้ชัยชนะแล้ว ก็ได้สั่งเผานครหลวงเวียงจันทน์ ให้เหลือเพียงเถ้าถ่าน และขนเอาทรัพย์สมบัติอันล้ำค่าของลาวไปหมด พร้อมกันนั้น ยังได้จับเจ้าอะนุวงและเชื้อพระวงศ์ทั้งหมดไปประจานและทรมาน จนในที่สุด เจ้าอะนุวงเสียชีวิตในเดือนมกราคม ปี ค.ศ.1829 แม้ว่าการต่อสู้ของเจ้าอะนุวง ไม่ได้รับชัยชนะ แต่มันได้กลายเป็นแบบอย่าง สมแล้วผู้เป็นวีรกษัตริย์ที่เก่งกล้า เป็นลูกหลานของชาติลาวที่องอาจกล้าหาญ เป็นวีรชนของชาติที่คนลาวจักสืบทอด จารึกคุณงามความดีของท่านตลอดกาลนาน”

จากบทรายงานที่นำเสนอผ่านทีวีของรัฐดัง กล่าว แสดงให้เห็นว่า ผู้นำพรรคและรัฐ สปป.ลาว ระมัดระวังการใช้ถ้อยคำที่จะส่งผลกระทบกระเทือนต่อความสัมพันธ์ระหว่าง ไทย-ลาว เนื่องจากพวกเขาทราบดีว่า ในความรู้สึกสำนึกชาตินิยมนั้น เปรียบเสมือนเชื้อไฟไวต่อการจุดกระแสลัทธิคลั่งชาติ

ด้วยเหตุนี้ คำศัพท์ที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่ว่า ‘ศักดินาต่างด้าว’ หรือ ‘กองทัพศักดินาอาณาจักรใกล้เคียง’ จึงถูกนำมาใช้ผ่านสื่อของรัฐ ดังนั้น เจตจำนงของพรรคประชาชนปฏิวัติลาว ในการฟื้นฟูวีรภาพ 3 กษัตริย์ คือ เจ้าฟ้างุ้ม เจ้าไซเสดถาทิลาด และเจ้าอะนุวง ก็คือการสร้างความรักความสามัคคีภายในชาติ มิได้มีจุดหมายที่จะขัดแย้งกับเพื่อนบ้าน

สมกับคำกล่าวของสหายบัวเงิน ที่บอกว่า “ยุคนี้เป็นโลกแห่งการพัวพัน สันติภาพ มิตรภาพ ก็คือการสร้างสรรค์พัฒนา” ลาวเองคงไม่คิดหรอกว่า อนุสาวรีย์เจ้าอะนุวง จะสร้างรอยแผลใหม่ให้แก่ประชาชาติไทย-ลาว ดั่งเช่นในอดีต

—————————-
รู้จัก ‘เจ้าอะนุวง’ ฉบับย่อ

กล่าวสำหรับอาณาจักรล้านช้าง เวียงจันทน์ ภายหลังได้ประกาศเอกราชจากพม่าในปี พ.ศ.2146 ในรัชสมัยของพระวรวงศาธรรมิกราช ซึ่งไม่มีศึกสงครามและการรุกรานจากภายนอกกว่า 100 ปี จนกระทั่งปี พ.ศ.2250 และปี พ.ศ.2256 อาณาจักรล้านช้างหลวงพระบางและจำปาสัก ก็ได้ประกาศแยกตัวออกจากราชอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ตามลำดับ โดยมีสาเหตุมาจากการแย่งชิงอำนาจระหว่างพี่น้องในราชวงศ์

จากความแตกแยกภายในดังกล่าว ทำให้อาณาจักรล้านช้างทั้งสาม ต้องตกไปเป็นประเทศราชของสยามอย่างสมบูรณ์ พ.ศ.2322 แต่ว่าในส่วนของนครเวียงจันทน์นั้น ก็ได้รับการทำนุบำรุงในทุกๆ ด้านอย่างต่อเนื่อง เฉพาะอย่างยิ่งในรัชสมัย เจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ 3 หรือพระเจ้าอนุวงศ์ หรือ ‘เจ้าอะนุวง’ (พ.ศ.2346-2370) นั้น พระองค์ได้ทรงพยายามทำนุบำรุง เช่น โปรดให้สร้างพระราชวังหอโรง วัดศรีบุญเรืองที่หนองคาย หอพระแก้ววัดช้างเผือกที่ศรีเชียงใหม่ สะพานข้ามแม่น้ำโขงจากวัดช้างเผือกมาที่นครเวียงจันทน์ และวัดสตหัสสาราม (วัดแสน หรือวัดศรีสะเกษในปัจจุบัน) เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังสันนิษฐานกันว่ามีวรรณกรรมสองเรื่องที่เกิดขึ้นในรัชสมัยเจ้าอนุวงศ์ ก็คือสาส์นลึบบ่สูญ และวรรณกรรมร้อยแก้วเรื่องพระลักษณ์-พระราม

ครั้นปี พ.ศ.2370 พระเจ้าอนุวงศ์ ก็ทรงได้ประกาศกู้เอกราชจากสยาม ซึ่งก็ทำให้พระเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงสยาม (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) ทรงเห็นว่าเจ้าอนุวงศ์นั้นเป็นกบฏ จึงให้ยกทัพไปตีนครเวียงจันทน์ และก็ให้ควบคุมตัวเจ้าอนุวงศ์ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์มาที่กรุงสยามในปี พ.ศ.2371

โดยเจ้าอนุวงศ์นั้น ก็สิ้นพระชนม์ในปีเดียวกัน อันถือเป็นการสิ้นสุดของราชวงศ์แห่งอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์อีกด้วย

ส่วนนครเวียงจันทน์ก็ถูกทำลายอย่างย่อยยับทุกอย่าง มีเพียงวัดศรีสะเกษเท่านั้น ที่รอดพ้นจากการถูกเผาทำลาย
…………

หมายเหตุ : ข้อมูลจาก เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 963 วันที่ 12 พฤศจิกายน 2553

คัดย่อบางส่วนจากบท ความเรื่อง ‘นครหลวงเวียงจันทน์ 450 ปี’ โดย ทรงฤทธิ์ โพนเงิน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือ ‘เวียงจันทน์ 450 ปี ภายใต้การนำพาอันฉลาดส่องใส’

Tags : เจ้าอนุวง เวียงจันทน์

=============

“เจ้าอะนุ” สถาปัตยกรรม เเห่งเมืองลาว

Cached:  http://www.chaoprayanews.com/2010/08/18/

  • วันพุธ 18 สิงหาคม 2553 9:21

วันนี้ (18 ส.ค.2553) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลลาว มีแผน งานหล่อพระบรมรูปของ “เจ้าอะนุ” สร้างด้วยทองทองแดงที่ผลิตจากเหมืองเซโปน ให้กับทางการถึง 8 ตัน หรือ 8,000 กิโลกรัม เพื่อกิจการนี้

รัฐบาล ลาวโดยกระทรวงแถลงข่าวและวัฒนธรรมเป็นเจ้างานดำเนินการ มีกำหนดจะหล่อพระบรมราชานุสาวรีย์ วีรกษัตริย์พระองค์นี้ เพื่อให้แล้วเสร็จทันเฉลิมฉลองครบรอบ 450 ปีการก่อตั้งนครเวียงจันทน์ในปลายปีนี้

ทองแดงจำนวนดังกล่าวหากคิดตามราคาซื้อขายในตลาดกรุงลอนดอนในเดือนนี้ คือ ประมาณ 7,300 ดอลลาร์ต่อตันก็จะเป็นมูลค่าประมาณ 58,400 ดอลลาร์ หรือ ประมาณ 1,927,000 บาทเศษ

นายริชาร์ด เทเลอร์ ผู้จัดการของ MMG LXML ประจำภูมิ ภาคเอเชียกล่าวว่า บริษัทและเหมืองทองใหญ่ที่สุดของลาว มีความภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนการพัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจและ สังคมของลาว ที่ผ่านมาเหมืองแห่งนี้ได้เคยถวายทองแดงให้แก่วัดหลายแห่งในลาวเพื่อหล่อพระ พุทธรูป

สมเด็จเจ้าอะนุ หรือ พระเจ้าอะนุวง หรือ “เจ้าอนุวงศ์” ที่คนไทยรู้จัก ทรงมีความผูกพันอย่างใกล้ชิดกับประวัติศาสตร์ราชอาณาจักรสยามสมัยกรุงรัตน โกสินทร์

เจ้า อะนุทรงประทับอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นเวลาหลายปีที่พระราชฐาน ซึ่งเรียกกันว่า “วังเจ้าลาว” ในปัจจุบันยังปรากฏร่องรอยส่วนกำแพงให้เห็น ที่บริเวณใต้สะพานพระราม 8

หลาย ปีก่อนหน้านี้ทางการลาวได้จัดสร้างพระบรมราชานุสรณ์ของเจ้าฟ้างุม ปฐมบรมกษัตริย์ที่ทรงรวบรวมแผ่นดินลาวให้เป็นปึกแผ่น ถนนเลียบฝั่งแม่น้ำโขงสายหนึ่งในเมืองหลวงตั้งชื่อตามพระนามของพระองค์

เดือน ที่แล้วทางการลาวกับภาคเอกชนของลาวได้จัดพิธีบวงสรวง พระบรมราชานุสาวรีย์ พระเจ้าไซเสดถาทิลาด ที่ประดิษฐานอยู่หน้าหน้าวัดพระธาตุหลวงเวียงจันทน์ เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตรีย์แห่งอาณาจักรล้านช้าง ที่เคยแผ่นอำนาจไพศาลไปทุกทิศ รวมทั้งเคยปกครองอาณาจักรสยามล้านนา ที่มีนครเชียงใหม่เป็นศูนย์กลาง

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 563 other followers

%d bloggers like this: