น้ำท่วมกับนักค้าไม้(เถื่อน)ในลุ่มน้ำโขง

Mekong Corridor
All about Mekong basin
Permalink : http://www.oknation.net/blog/mekong

น้ำท่วมกับนักค้าไม้(เถื่อน)ในลุ่มน้ำโขง

Cached:  http://www.oknation.net/blog/mekong/2010/11/05/entry-1

จะว่าไปแล้วปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ป่าไม้ในเขตลุ่มแม่น้ำโขงถูกตัดทำลายไปอย่างรวดเร็วมากในตลอดช่วง 20 ปี มานี้ก็คือการปฏิรูปทางเศรษฐกิจของบรรดาประเทศในลุ่มน้ำแห่งนี้เพื่อรองรับ การค้าและการลงทุนจากต่างประเทศมากขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ด้วยเป้าหมายที่จะนำเอาเงินตราเข้าไปใช้จ่ายในการพัฒนาประเทศชาติเพื่อทำให้ ประชาชนของตนหลุดพ้นจากความยากจนให้ได้

แต่ เนื่องจากว่าการปฏิรูปทางเศรษฐกิจที่เป็นจริงนั้นกลับเป็นเพียงการเปิดโอกาส ให้ทุนต่างชาติเข้าไปทำการขุดค้นทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์เพื่อส่งออก เป็นด้านหลักเท่านั้น จึงทำให้ผลที่เกิดขึ้นในความเป็นจริง ก็คือยิ่งรัฐบาลมีความต้องการเงินตราต่างประเทศมากเท่าไหร่ ก็ต้องอนุญาตให้นาย ทุนต่างชาติทำการขุดค้นทรัพยากรธรรมชาติได้มากขึ้นเป็นเงาตามตัว และทรัพยากรธรรมชาติที่เหล่านายทุนนิยมชมชอบที่สุด เนื่องจากเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สามารถขุดค้นได้ง่ายที่สุด อีกทั้งยังได้ผลประโยชน์ตอบแทนงามๆด้วยนั้น ก็คือป่าไม้

ครั้น เมื่อนายทุนเหล่านี้ได้ผลประโยชน์ตอบแทนงามๆแล้วนั้นกลับไม่รู้จักพอ หากแต่อยากได้มากขึ้นอีก จึงเป็นที่มาของขบวนการลักลอบตัดไม้เพื่อการค้าเถื่อนข้ามชาติในเวลาต่อมา

โดยองค์การสืบสวนสภาพแวดล้อม (Environmental Investigation Agency—EIA) ซึ่ง มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ได้เสนอรายงานผลการสืบสวนสถานการณ์ที่เกี่ยวกับการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าของ บรรดาประเทศในเขตลุ่มแม่น้ำโขงในช่วงปี 2006-2010 นี้ ว่าการลักลอบตัดไม้เพื่อการค้าเถื่อนได้เพิ่มระดับความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ในเขตชายแดนของพม่า ลาว และกัมพูชานั้น ถือเป็นเขตที่มีการลักลอบตัดไม้เพื่อส่งไปขายในจีน ไทยและเวียดนามมากที่สุด

ซึ่ง EIA ได้ ยกตัวอย่างถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนลาวที่ติดต่อกับเวียดนาม ว่าไม้ที่ถูกลัก ลอบตัดในเขตชายแดนลาวแล้วลักลอบขนส่งไปขายให้พวกพ่อค้าไม้และเจ้าของโรงงาน แปรรูปไม้ในเวียดนามนั้นมีปริมาตรเฉลี่ยที่มากกว่า 450,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี ซึ่งก็ทำให้เวียดนามสร้างรายรับจากการส่งออกเฟอร์นิเจอร์ไปต่างประเทศได้มากกว่า 2,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐในแต่ละปีหรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 10 เท่าเลยทีเดียวถ้าหากเปรียบเทียบกับช่วงปี 2001-2005

แต่ การลักลอบตัดไม้เพื่อการค้าเถื่อนดังกล่าวนี้ในลาวก็ไม่ได้มีอยู่เฉพาะในเขต พื้นที่ที่ติดต่อชายแดนกับเวียดนามเท่านั้น หากยังเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในพื้นที่ที่ติดต่อชายแดนกับจีนและไทยอีกด้วย ซึ่งก็ทำให้ EIA เชื่อว่าในแต่ละปีนั้นป่าไม้ในลาวได้ถูกตัดและลักลอบขนส่งไปขายให้กับบรรดาพ่อค้าไม้ในเวียดนาม จีน และ ไทย รวมกันไม่น้อยกว่า 1 ล้านลูกบาศก์เมตรอย่างแน่นอน

ทั้งนี้โดยจากการสำรวจสภาพป่าไม้ในลาวเมื่อปี 1992 นั้น พบว่าป่าไม้ในลาวยังมีความหนาแน่นคิดเป็นสัดส่วนถึง 48% ของพื้นที่ทั้งหมดในลาว ครั้นต่อมาในปี 1998 กลับปรากฏว่าสภาพป่าไม้ในลาวได้ลดระดับความหนาแน่นลงเป็น 41% ของ พื้นที่ทั้งหมดและล่าสุดด้วยการยืนยันของ คำอ้วน บุบผา รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบงานในด้านการปฏิรูปที่ดินในลาว นั้นก็ได้ออกมาระบุอย่างชัดเจนว่าป่าไม้ในลาวยังคงสภาพความหนาแน่นเหลืออยู่ เพียง 35% เท่านั้นในปัจจุบันนี้

แน่ นอนว่าการลักลอบตัดไม้เพื่อการค้าเถื่อนนี้ย่อมไม่ใช่เพียงสาเหตุเดียวเท่า นั้นที่ทำให้ป่าไม้ในลาวลดระดับความหนาแน่นลงอย่างรวดเร็วเช่นนี้ เพราะการที่ปรากฏว่าประชาชนลาวยังคงตัดไม้ทำลายป่าเพื่อการทำไร่เลื่อนลอยใน พื้นที่กว่า 20,000 เฮกตาร์ และการที่จะต้องตัดไม้ออกจากเขตก่อสร้างเขื่อนต่างๆ รวมถึงการตัดไม้ (เกินโควตา) ในเขตสัมปทานคิดเป็นปริมาตรรวมกันอีกมากกว่า 1 ล้านลูกบาศก์เมตรในแต่ละปีนั้น ก็นับเป็นสาเหตุที่สำคัญด้วยเช่นกัน

สถานการณ์อย่างเดียวกันนี้ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลยสำหรับในกัมพูชา เพราะจากการรายงานขององค์การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ Global Witness จากอังกฤษ ที่สหประชาชาติสนับสนุนให้เข้าไปสังเกตการณ์และตรวจสอบสภาพป่าไม้ในกัมพูชาในช่วงกว่า 15 ปี มานี้ ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าสาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้ป่าไม้ในกัมพูชาต้องลดระดับ ความหนาแน่นลงอย่างรวดเร็วและมากที่สุด ก็คือการลักลอบตัดไม้เพื่อการค้าเถื่อนที่มีนักการเมือง นายทุน และขุนศึกร่วมมือกันเป็นขบวนการใหญ่

โดย Global Witness ได้ประเมินสถานการณ์ไปในแนวทางเดียวกันกับองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization—FAO) ว่านับจากปี 2000 เป็น ต้นมาจน ถึงปัจจุบันการลักลอบตัดไม้เพื่อการค้าเถื่อนได้ทำให้สภาพป่าไม้ของกัมพูชา มีอันต้องลดระดับความหนาแน่นลงคิดเป็นสัดส่วนที่มากถึง 32% ของป่าไม้ทั้งหมดและก็ได้เป็นผลทำให้ป่าไม้ของกัมพูชายังคงเหลือความหนาแน่นอยู่เพียงไม่ถึง 35% ของพื้นที่ทั้งหมดเท่านั้นในทุกวันนี้

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกัมพูชาของ ฮุน เซน ก็ไม่ได้ให้การยอมรับต่อรายงานดังกล่าวนี้เลย อีกทั้งยังได้ตอบโต้ด้วยการขับไล่ Global Witness ให้ออกไปจากกัมพูชาอีกต่างหาก เนื่องจากไม่พอใจเป็นอย่างยิ่งที่รายงานดังกล่าวของ Global Witness ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า

“…ขบวน การลักลอบตัดไม้เพื่อการค้าเถื่อนที่มีเครือข่ายใหญ่ที่สุดในกัมพูชานั้น ล้วนแล้วแต่มีเส้นสายโยงใยใกล้ชิดกับ ฮุน เซน และครอบครัวทั้งสิ้น โดยกลุ่มหนึ่งที่มีผลประโยชน์ไม่ใช่น้อยจากการค้าไม้เถื่อนในกัมพูชาที่ได้ ลักลอบส่งออกไปเวียดนาม และจีนเป็นส่วนใหญ่นั้น ก็คือเหล่าขุนศึกในกองพลน้อยที่ 70 ซึ่งเป็นกองกำลังส่วนตัวที่ ฮุน เซน ตั้งขึ้นมาเพื่อป้องกันตนเองเป็นการเฉพาะ…”

โดยในปัจจุบันนี้ กองพลน้อยที่ 70 มีกำลังทหารในสังกัดมากกว่า 5,000 นาย ซึ่งจะได้รับเงินเดือนสูงกว่าทหารที่อยู่ในสังกัดหน่วยอื่นๆ มากถึง 6 เท่า ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ Global Witness เชื่อว่าเงินที่นำมาจ่ายเป็นเงินเดือนของทหารกว่า 5,000 นายดังกล่าวนี้ก็มาจากขบวนการค้าไม้เถื่อนนั่นเอง

ส่วนทางด้าน สัม รังสี ผู้นำพรรคสัม รังสี ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านในตลอดช่วงกว่า 15 ปีมานี้ ก็เคยเสนอรายงานต่อกลุ่มประเทศผู้บริจาค (Donor Countries) ที่ ให้ความช่วยเหลือด้านงบประมาณแก่รัฐบาลกัมพูชาว่า การค้าไม้เถื่อนที่ได้รับการร่วมมือเป็นอย่างดีจากทั้งผู้มีอำนาจทางการ เมืองและในกองทัพกัมพูชาภายใต้ ฮุน เซน นั้นได้สร้างความเสียหายให้กับกัมพูชาเกินกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีเลยทีเดียว

สำหรับในพม่าก็มีสถานการณ์ที่เลวร้ายไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพราะจากรายงานขององค์การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ World Rainforest Movement (WRM) ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่านับจากปี 1998 เป็น ต้นมานั้น ไม้ซุงจากพม่าได้ถูกขนส่งไปจีนแล้วคิดเป็นปริมาตรรวมมากกว่า 20 ล้านลูกบาศก์เมตร

ส่วน สภาพป่าไม้ของพม่าในเขตที่ติดต่อกับชายแดนไทยนั้น ก็แทบจะเรียกได้เลยว่าภูเขาทุกลูกนั้นได้แปรสภาพไปเป็นภูเขาหัวโล้นแทบทั้ง สิ้นแล้ว เนื่องเพราะสงครามที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น ก็ได้เป็นสาเหตุทำให้ชนกลุ่มน้อยเผ่าต่างๆต้องให้สัมปทานป่าไม้แก่บรรดาพ่อ ค้าไม้ในไทยเพื่อแลกกับเสบียงอยารักษาโรคและอาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อนำมาสู้รบ กับรัฐบาลทหารพม่าในตลอดช่วงกว่า 48 ปีมานี้

ภาย ใต้สภาพการณ์เช่นนี้ไม่เพียงจะทำให้พม่าต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติ ทั้งน้ำท่วมและภัยแห้งแล้งที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกันกับกัมพูชาและลาวเท่านั้น หากแต่นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติยังเชื่อด้วยว่าสภาพป่าไม้ที่ลดระดับ ความหนาแน่นลงอย่างมากและรวดเร็วเช่นนี้ ก็คือสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาสภาวะโลกร้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก็จะติดตามมาด้วยความอดอยากของประชากรในแถบนี้มากยิ่งขึ้นอย่างหลีก เลี่ยงไม่ได้

ทั้ง นี้โดยโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ เคยเสนอรายงานว่าเอเชียจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพ อากาศโลกภายในระยะเวลา 4 ทศวรรษข้างหน้านี้ ซึ่งก็จะทำ ให้มีประชากรมากกว่า 130 ล้านคนที่จะต้องเสี่ยงต่อการที่จะขาดแคลนอาหารภายในปี 2050 อัน มีสาเหตุมาจากความแห้งแล้งและอุทกภัยที่รุนแรงมากขึ้นทุกปี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นทุกๆปีนั้นก็ยังจะทำให้ผลผลิตข้าวลดน้อยถอยลง เรื่อยๆอีกด้วย

โดยสภาพการณ์ดังกล่าวนี้ยังจะทำให้พื้นที่ที่ใช้น้ำฝนทำนาในจีนนั้นก็ต้องลดลงในอัตราส่วนระหว่าง 5%-12% ส่วนบังคลาเทศนั้นก็จะมีผลผลิตข้าวลดลงไม่น้อยกว่า10% ภายในปี 2050 ดัง กล่าว นอก จากนี้ อินเดียก็จะขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรงเนื่องจากธารน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยได้ เกิดการละลาย และลดขนาดเล็กลงอย่างต่อเนื่อง

ยิ่งไปกว่านั้น ประชากรมากกว่า 100 ล้านคนในทั่วเอเชียก็ยังจะต้องประสบอุทกภัยอย่างหนักอีกด้วย เนื่องจากระดับน้ำทะเลที่จะสูงขึ้นประมาณ 1-3 มิลลิเมตร ต่อปี ซึ่งถือว่าสูงกว่าระดับน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วโลก ทั้งยังจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว การเกษตรและการประมงในประเทศที่เป็นเกาะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วยเช่นกัน

เพราะ ฉะนั้น ก็ย่อมจะเป็นสิ่งที่แน่นอนว่าถ้าหากการลักลอบตัดไม้เพื่อการค้าเถื่อนในลุ่ม แม่น้ำโขง ซึ่งเป็นแม่น้ำสายสำคัญที่มีความยาวเป็นอันดับ 12 ของ โลกนั้นยังคงเป็นอยู่เช่นนี้ต่อไปด้วยความโลภโมโทสันของนักค้าไม้ทั้งหลาย นั้น ก็ย่อมจะเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดภัยพิบัติทั้งหลายดังกล่าวขึ้นก่อนที่จะถึงปี 2050 ได้ เช่นกัน โดยสิ่งบอกเหตุที่เกิดขึ้นแล้วในเวลานี้ ก็คือทุกประเทศในลุ่มแม่น้ำโขง กล่าวคือทั้งจีน พม่า ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนามนั้นต่างก็ต้องประสบภัยน้ำท่วมรุนแรงขึ้นทุกที ซึ่งก็เช่นเดียว กันกับภัยแห้งแล้งอย่างแสนสาหัสในตลอดครึ่งแรกของปีนี้นั่นเอง!!!

ทรงฤทธิ์ โพนเงิน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: