King Anouvong’s descendant is living face of history and case study from Isan side??? **ประวัติศาสตร์อันขมขื่น** Update_04

The historians have been actively gathering information about the former monarch’s past before a new statue is unveiled at Chao Anouvong Park later this year. The event will be part of activities to mark the 450th anniversary of Vientiane as capital of Laos.

Chao Anouvong was the last king of the Vientiane monarchy, reigning in the Lao capital from 1805 to 1828.

The committee responsible for creating the statue wants to make it as close to lifelike as possible, according to the Lao historians who have pored over reams of historic documents to ensure its accuracy.

The historians and officials from the Ministry of Information and Culture have recently discovered important evidence including a stamp which was used to authorise documents in Chao Anouvong’s reign.

They have also found many of the king’s personal possessions which have been used to shed further light on his past.

Recently, the team went to Savannakhet province to visit a family which claims Chao Anouvong as an illustrious ancestor.

Mr Norkham claims to be a sixth generation descendant of the 19th century ruler.

To verify the claim, the team dug deeper by talking to his elderly family members, in search of clues that could link them to the king.

One relative told historians the story of Chao Anouvong’s sixth wife.

Modern-day Xepon district was formerly known as Vang Ang Kham and was ruled by the younger brother of King Kamsomphou. When he passed away, Vang Ang Kham was left without a ruler and the people decided to ask Chao Anouvong in Vientiane to give them a leader.

The king responded to the request by appointing his sixth wife, Nanglao, who was about six months pregnant, to rule Vang Ang Kham.

Before she left Vientiane, the king told his queen to send her baby back to Vientiane if it was female; if it was male, the child would be allowed to rule Vang Ang Kham.

The baby was a boy and, in successive years, Vang Ang Kham was ruled by Chao Anouvong’s descendants, with Mr Norkham believed to be the son of Chao Teng, who once ruled the district.

The 77-year-old bears a strong physical appearance to portraits of Chao Anouvong. He also has two elderly relatives who are believed to be daughters-in-law of Chao Anouvong’s successors – Aunt Kaly, who is 99, and Aunt Mang, who is thought to be an incredible 120 years old.

Mr Norkham has sons and a daughter.

Because of his physical similarity to Chao Anouvong, Mr Norkham has been chosen as the model for the king’s statue. A team of 15 Lao craftsmen is currently working on the bronze figure.

“Since Chao Anouvong is remembered for reuniting the country, his statue will depict the strength of his leadership, and should be as close to lifelike as possible,” said the Head of the Ministry of Information and Culture’s Fine Arts Department, Dr Bounthieng Siripaphanh.

With a wealth of existing history related to Chao Anouvong, the committee responsible for organising the anniversary celebrations is confident it will not be difficult for craftsmen to create a statue which bears a lifelike resemblance to the king. The committee is raising funds to supplement the budget allocated by the government for the project.

The statue, which is costing about 5 billion kip to make, will stand about 8 metres high and 3 metres wide. The king will be represented holding a sword in his left hand while gesturing with his right.

According to Lao history, the eighteenth century brought the decline of the Lane Xang monarchy. The Kingdom split into three hostile dynasties and was invaded and controlled by Siamese feudalism. However, the Lao people maintained their unity, frequently rebelling against Siamese dominance. The most outstanding movement was the nation-wide campaign led by national hero King Anouvong in 1827-1828. Though the uprising was quelled, the movement was a significant page in Lao history in the cause of national defence and has ever since been remembered as such.

Between 1828 and 1829 Siam forced more than 100,000 Lao people, including king family members to resettle as prisoners of war in Bangkok. The Siamese ransacked and burned all houses in the capital, stealing valuables from all temples in Vientiane (except Sisaketh Temple). They also took the most sacred Buddha images – the Phra Bang and the Emerald Buddha – from the Lao capital.

Source: Vientiane Times
June 26, 2010.

————-

===============

Case Study from Thai side:

**ประวัติศาสตร์อันขมขื่น**

The real history of Chao Anouvong, he want to get rit of Khorat’s governor who oppress Lao people

หลวงยกบัตรเมืองโคราช ขออนุญาตมายังราชสำนักสยามเพื่อขอปราบพวกข่าที่ดอนโขง บ้านด่าน เมื่อได้พระบรมราชานุญาต หลวงยกบัตรก็ดำเนินแผนร้ายของตนเองทันที โดยทำตัวเป็นผู้ยิ่งใหญ่ขูดรีดชาวพื้นเมือง เมืองใดไม่ยอมก็ยกทัพเข้าตี ผู้คนล้มตายไปเป็นจำนวนมากมีพระยาไกรเจ้าเมืองภูขันไม่ยอมอ่อนต่อเมืองโคราช ได้ฟ้องร้องไปยังราชสำนักสยามๆ ได้ส่งคุณมหาอมาตย์ขึ้นไปไต่สอนความ เมื่อพบกับหลวงยกบัตรเมืองโคราช ก็ได้รับสินบนและได้ฟังแต่ข้อความดีๆ จากปากของหลวงยกบัตรคุณมหาอมาตย์เดินทางกลับเพื่อไปรายงานต่อราชสำนักสยาม พระยาไกรได้ฟ้องร้องไปอีก คุณมหาอมาตย์ก็เดินทางไปอีกเช่นเคย คราวนี้ได้นำหลวงยกบัตรมากรุงเทพฯ ด้วย หลวงยกบัตรจัดเครื่องบรรณาการ มี เงิน ทอง เครื่องครามของป่า ข้าทาสลงมาถวายต่อราชสำนักด้วยและในที่สุดหลวงยกบัตรก็ได้รับแต่งตั้งเป็น พระยาพรหมภักดี เป็นการตอบแทน พร้อมทั้งให้สัญญาว่าเมื่อใดที่เจ้าเมืองโคราชถึงแก่อสัญญากรรมแล้ว ทางกรุงเทพฯ จะแต่งตั้งพระยาพรหมภักดีขึ้นครองเมืองแทน

เมื่อพระ พรหมภักดีเป็นที่โปรดปรานของราชสำนักสยามก็ได้ตั้งหน้าตั้งตารีดนาทาเร้นชาว พื้นเมืองหนักข้อยิ่งขึ้นทุกวัน ชาวพื้นเมืองที่ถูกกดขี่นั้น มีพวกข่ารวมอยู่ด้วยพวกข่าได้รวมตัวกันต่อสู้และท้ายที่สุดก็ได้ภิกษุสา หรือเจ้าหัวสาเป็นผู้นำในการต่อสู้ พวกข่าได้ไปขอขึ้นเป็นไพร่มากมาย และได้ตั้งตัวเป็นอยู่ที่เขาเก็ดโง้ง บ้านหนองบัว แขวงจำปาศักดิ์

เมื่อ มีพวกข่ามาขึ้นมากมาย แทนที่พระยาพรหมภักดีจะเข้าไปต่อสู้ กลับวางแผนยั่วยุให้เจ้าหัวสา เผาเมืองบาศักดิ์และให้ตั้งตนเป็นใหญ่ครองเมืองบาศักดิ์ โดยตนเองจะสนับสนุน เจ้าหัวสา มีความักใหญ่ใฝ่สูงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ไม่รู้แผนของพระยาพรหมภักดี ก็เลยยกทัพไปตีเมืองบาศักดิ์ โดยมีทหารของพระยาพรหมภักดีช่วยเหลือด้วย และสามารถยึดเมืองได้และเผาเมืองทิ้งเสีย ผู้คนในเมืองต่างแดนแตกตื่นและหนีไปยังเมืองต่างๆ รวมทั้งเมืองจำปาศักดิ์หนีไปหาพระยาพรหม
การกระทำของเจ้าหัวสา ทำความเดือดร้อนให้แก่ขาวบ้านเป็นอย่างมาก ทำให้พระอนุรุธราช เจ้าเมืองเวียงจันทน์ออกปราบปราม และจับเจ้าหัวสาได้ เมื่อได้ทำการสอบสวนเจ้าหัวสา ก็สารภาพว่า พระยาพรหมภักดีเป็นผู้ยุแหย่ พระองค์พิโรธมาก จึงให้ทหารไปตามตัวพระยาพรหมมาสอบสวน พระยาพรหมปฏิเสธและจากสาเหตุดังกล่าวทำให้ทั้งสองขัดแย้งกันมากขึ้น ในที่สุด ทั้งพระอนุรุธราช พระยาพรหม ลงมากรุงเทพฯ พร้อมทั้งเจ้าหัวสา และพรรคพวกซึ่งถูกข้อหาขบถ

จากการสอบสวนพระยาพรหมภักดี แม้จะมีความผิดแต่ก็ทรงเห็นว่ามีคุณต่อแผ่นดินก็ยกโทษให้ พระอนุรุธราชทูลขอให้ราชบุตรของพระองค์ครองเมืองจำปาศักดิ์ ก็ทรงอนุญาต พระยาพรหมภักดีเห็นว่า พระอนุรุธราชมีอำนาจมากขึ้นทุกวัน จึงทูลว่าเมื่อเจ้าเมืองเวียงจันทน์มีอำนาจมาก พวกลาวก็จะกลับไปยังเมืองเวียงจันทน์หมด มีทางแก้ก็อยู่ต้องจดเลกพวกลาวเสียก่อน ทางราชสำนักสยามเห็นชอบด้วย จึงโปรดกล้าฯ ให้หมื่นภักดี หมื่นพิทักษ์ ไปเป็นแม่กองสักเลกที่เมืองกาฬสินธุ์ ละคร เหมราษฐ์ บังมุกอุบล ตามลำดับ พอดีกับเจ้าเมืองโคราชถึงแก่อสัญญกรรมพระยาพรหมภักดีก็ได้โปรดเกล้าฯ ให้ครองเมืองแทน

การสักเลกจึงทวีความรุนแรงขึ้น ชาวบ้านชาวเมืองเดือดร้อนมากขึ้นทุกวัน ผู้คนถูกกวาดต้อนย้ายถิ่นฐานพลัดนาคาที่อยู่และต่างหนีไปพึ่งเมือง เวียงจันทน์ ความขัดแย้งทวีอย่างรุนแรงขึ้นทุกวัน ระหว่างเจ้าเมืองเวียงจันทน์กับพระยาพรหมภักดี และถึงจุดระเบิดเมื่อพระยาพรหมภักดีแจ้งไปยังเมืองบาศักดิ์ให้นำทหารไปตีพวก ข่า เจ้าบาศักดิ์ไม่พอใจจึงไปทูลเจ้าเมืองเวียงจันทน์ เจ้าเวียงจันทน์ทรงกริ้วพระยาพรหมภักดีมาก เพราะทำความเดือดร้อนให้แก่ชาวลาวและข่ามากขึ้นทุกวัน จึงจัดทัพจาเวียงจันทน์ออกกวาดล้างกองสักเลก และหมายล้มอำนาจของพระยาพรหมภักดีด้วย เพราะเห็นความชั่วร้ายของพวกเหล่านี้มากมายเพราะนอกจากจะทารุณประชาชนแล้ว แม้แต่ข้าทาสที่อยู่รักษาพระธาตุพนมก็ถูกพวกพระยาพรหมภักดีกวาดต้อนไปเสีย สิ้น อันเป็นการลบหลู่ดุหมิ่นต่อพระศาสนาอย่างมาก

ทัพของพระอนุรุธราช เจ้าเมืองเวียงจันทน์ ได้จับนายกองสักเลก และเจ้าเมืองที่ข่มเหงราษฎร์ฆ่าเสียสิ้น ทุกคนกลัวพระบารมี ในที่สุดเวียงจันทน์ก็เดินทัพเข้าสู่โคราช กรรมการเมืองยอมอ่อนน้อม ขณะนั้นพระพรหมภักดีหายไปไม่ปรากฏตัว ทัพเวียงจันทน์รวบรวมทรัพย์สมบัติและกวาดต้อนผู้คนไปกักกันไว้ที่ค่ายมูล เค็ง (ทุ่งสัมริด) อีกส่วนหนึ่งก็ออกล่าตัวพระยาพรหมภักดี โดยมีพระยาไกรเป็นหัวหน้า

ดูเหมือนจะเป็นแผนการของพระยาพรหมภักดี ซึ่งคอยหลบซ่อนอยู่ที่เมืองขุขัน พอทราบข่าวว่าพรรคพวกถูกกวาดต้อนไปกักกันที่ค่ายมูลเค็ง พระยาพรหมภักดีก็ปลอมตัวเป็นไพร่แล้วลอบเข้ามาอยู่ในค่ายมูลเค็ง วางแผนกับลูกน้องในการที่จะหยุดยั้งการกวาดต้อนไปเวียงจันทน์ให้ช้าลง เช่น ขอหยุดเพื่อรวบรวมครอบครัวที่กระจัดกระจายให้ครบถ้วนเสียก่อน ขอซ่อมพาหนะในการขนเสบียงเป็นต้น เจ้าเมืองเวียงจันทน์ทรงอนุญาต และพระองค์เสด็จไปรวบรวมไพร่พลในเมืองอื่นๆ ต่อไป ได้แก่ กาฬสินธุ์ ละคร แปะ (บุรีรัมย์) ปัก (ปักธงชัย) ร้อยเอ็ด ในขณะนั้นทางค่ายมูลเค็งก่อความไม่สงบ ได้ฆ่าพวกทหารเวียงจันทน์ตายเกือบหมด และพ่ายแพ้หนีไป เจ้าเมืองเวียงจันทน์ทราบข่าวก็พิโรธมาก จึงจัดให้ถอยทัพก่อน และให้รีบรวบรวมไพร่พลอพยพกลับเวียงจันทน์

ความ ทราบมาถึงราชสำนักสยามจากเมืองโคราช ซึ่งทางกรุงเทพฯ ทราบเพียงว่า เจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์เป็นขบถ จึงโปรดให้พระยามุนินทรเจ้าลือเดช (เจ้าพระยาบดินทร์เดชาสิงห์ สิงหเสนีย์) เมื่อทัพทางกรุงเทพฯ ขึ้นไป ทัพลาวแตกพ่ายไปยับเยิน เจ้าเมืองเวียงจันทน์เห็นลางพ่ายของตนเอง จึงหมายที่จะไปพึ่งแกว (ญวน) แต่ในที่สุดพระองค์ถูกทัพหลวงของไทยจับตัวได้ และถูกส่งตัวไปยังกรุงเทพฯ ในที่สุดถึงแก่ทิวงคต ไปสู่สวรรค์ชั้นไตรตรึงษ์

หลังจากสวรรค์ของเจ้าอนุวงศ์ เนื้อหาได้กล่าวถึงสงครามระหว่างไทยกับเวียดนาม.

Cached:  http://bbznet.pukpik.com/scripts2/view.php?user=g7_ptk&board=2&id=32&c=1&order=lastpost

Case Study from IsanFreedom side:

——–

พื้นเวียง …บางส่วนของประวัติศาสตร์ลาว-สยา

พื้นเวียง


**ประวัติศาสตร์อันขมขื่น**

( ความจริงโดยตัวของมันเองไม่เคยเปลี่ยนสิ่งที่เปลี่ยนมีแต่ความคิดของคนเท่านั้น )

เรียนทุกท่าน

ต้นฉบับเรื่อง ‘พื้นเวียง’ ตอนท้าย ส่วนของคำประพันธ์ร้อยกรองที่ขาดหายไป ได้คัดลอกเตรียมเอาไว้นานมาแล้ว โดยความตั้งใจที่จะนำขึ้นบนเว็บไซต์ เพื่อให้เนื้อหามีความสมบูรณ์ครบถ้วน แต่ก็ไม่มีโอกาสได้ตรวจทานพิสูจน์อักษรเสียที.  กระทั่งเวลาผ่านไปหลายปี ปรากฏว่าไม่สามารถค้นหา หนังสือต้นฉบับดังกล่าวได้ จึงไม่อาจเทียบเคียง ตรวจสอบตามที่ตั้งใจไว้

แต่ครั้นจะเก็บเอาไว้เฉย ๆ หรือทิ้งไปเสียก็น่าเสียดาย เพราะอย่างน้อยอาจจะเป็นประโยชน์อยู่บ้าง สำหรับผู้จะสนใจใฝ่ศึกษาให้กว้างขวางต่อไป หากจะมีที่ขาดตกบกพร่องประการใด ต้องน้อมขออภัยและรับผิด ในข้อผิดพลาดอันสุดวิสัยนั้น

ผู้สนใจสามารถ DOWLOADเอกสารได้ที่นี่

********************************************************************************************************

คำชี้แจง

ข้อมูลนี้มาจากหนังสือซึ่งตีพิมพ์ในปี พ.ศ. ๒๕๒๕, ๒ ทศวรรษผ่านไปนับจากการตีพิมพ์ และเกือบ ๒ ศตวรรษผ่านไปนับจากเรื่องราวที่ได้เกิดขึ้น.  สภาพการณ์ต่าง ๆทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง รวมทั้ง ทัศนคติมุมมอง กระแสความคิด ต่างก็เปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของยุคสมัย.  ผู้ศึกษาพึงพิจารณาด้วยความเป็นธรรมมากกว่าการยึดถือตามอคติแล ความรู้สึกส่วนตัว

https://i0.wp.com/geocities.com/all4dreamz/more/wiang.gif

คำนำของผู้จัดพิมพ์

“พื้นเวียง”เป็นวรรณกรรมท้องถิ่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเนื้อหาที่น่าสนใจมาก เพราะเป็นวรรณกรรมที่สะท้อนให้เห็นถึง การกดขี่ของผู้ปกครองที่มีต่อผู้อยู่ใต้ปกครอง ซึ่งแทบจะไม่ปรากฏในวรรณกรรมไทยเลย วรรณกรรมเรื่องนี้นอกจากจะให้รสทางวรรณกรรมแล้ว ก็ยังให้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นทัศนะที่ต่างจากที่เคยรับทราบกันมา โดยเฉพาะในกรณีขบถเจ้าอนุวงศ์และสงครามที่ทุ่งสัมริด.


เป็นการยากที่จะนำวรรณกรรมเรื่องนี้มาศึกษา เพราะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ซึ่งผู้วิเคราะห์ก็ได้พยายามนำมาศึกษาตามแนว Historical Approach โดยการนำเอกสารหลายฝ่ายมาศึกษา ประเมินค่าและวิเคราะห์ตามหลักวิชาการ แต่ก็มิได้ถือว่า บทวิเคราะห์ดังกล่าวนี้เป็นข้อถูกต้องที่สุด ที่นำมาจัดพิมพ์ก็เพื่อจุดประสงค์ที่จะเปิดประเด็นการศึกษา เพื่อประโยชน์ในทางวิชาการ…..

สำนักพิมพ์อดีต

LINKS พื้นเวียง :

กาญจนาภิเษก-อุบลราชธานี

เรื่องย่อหนังสือใบลาน

ภาษาพื้นเมืองอีสาน

————

คำนำ : ผู้เขียน

วรรณกรรม พื้นบ้านอีสานเรื่อง “พื้นเวียง” เป็นที่แพร่หลายและรู้จักกันโดยทั่วไปในหมู่ชาวลาวและชาวอีสานเหนือ เพราะได้ร้องขับขานกันในหมู่ผู้คน จนกลายเป็นเรื่องปกติสามัญ ซึ่งออกเป็นที่น่าประหลาดใจที่วรรณกรรมพื้นบ้านเรื่องนี้ในอดีตมิได้รับการ เอาใจใส่ หรือนำมาศึกษาจากนักประวัติศาสตร์ และนักวรรณกรรมของท้องถิ่นหรือจากกรุงเทพฯเท่าที่ควรเลย

แต่ดูออกจะ ค่อนข้างผิดพลาดไปบ้าง ถ้าจะกล่าวว่า “เอกสารพื้นเวียง” ไม่ได้รับความสนใจจากนักวิชาการ เพราะต้นฉบับใบลานพื้นเวียงนั้น ได้ถูกนำจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มาไว้ที่หอสมุดแห่งชาติ ตั้งแต่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพยังดำรงตำแหน่งเป็นเสนาบดีกระทรวง มหาดไทย และคงจะได้รับการแปลเป็นภาษาไทยกลางตั้งแต่ครั้งนั้นเสียด้วยซ้ำ แต่เพราะว่าเนื้อหาในพื้นเวียงเป็นเรื่องที่ทางกรุงเทพฯรับไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องที่ตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิงกับพระราชพงศาวดารกรุงรัตน โกสินทร์ โดยเฉพาะเรื่องการกบฏของเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์ เป็นที่รู้กันในหมู่คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทยชุดปัจจุบันว่า “เอกสารพื้นเวียง” ได้เคยนำมาเข้าในที่ประชุมไม่น้อยกว่าหนึ่งครั้งแล้ว แต่ก็มิได้นำมาเปิดเผยต่อสาธารณชน เพราะมีเนื้อหาที่ขัดแย้งกับเอกสารในกรุงเทพฯ อย่างชนิดที่ว่ารับไม่ได้เอาเลยทีเดียว เอกสารหรือวรรณกรรมชิ้นนี้จึงถูกบรรจุไว้อย่างระมัดระวังในสุสานหนังสือของ หอสมุดแห่งชาติ และกลายเป็นเอกสารต้องห้ามไปโดยปริยาย

เมื่อเดือน ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๑ นิตยสาร”สยามนิกร” ได้ตีพิมพ์บทความชิ้นหนึ่งเรื่อง “เอกสารพื้นเวียง: ข้อขัดแย้งใหม่ในประวัติศาสตร์” นับเป็นการเปิดประเด็นการศึกษา “เอกสารพื้นเวียง” อย่างจริงจังออกสู่สาธารณชน และบทความชิ้นนี้นำไปสู่กรสัมนาประวัติศาสตร์อีสานที่จัดขึ้นในจังหวัด มหาสารคาม เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๒๑ อาจารย์ธวัช บุญโณทก จากวิทยาลัยครูนครราชสีมา ได้นำ “เอกสารพื้นเวียง” มาศึกษาและเสนอบทความดังกล่าวในที่ประชุม ปรากฏว่าได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง แต่ก็ไม่สามารถที่จะเข้าถึง “เอกสาร”ดังกล่าวได้อย่างสะดวกนัก เพราะผู้เข้าร่วมสัมมนามัวแต่ไปพะวงแต่เรื่อง “ปัญหาความมั่นคงของชาติ”มากเกินไป ได้มีนักวิชาการหลายคนได้พยายามชี้แจงให้เห็นว่า “พื้นเวียง”มีเนื้อหาใส่ไคล้ส่วนกลางโดยตลอด เพราะผู้เขียนเป็นคนต่างด้าว เขาพากันกล่าวอย่างหน้าตาเฉยโดยมิได้อ่านต้นฉบับเสียด้วยซ้ำ เพราะก็เป็นการยากที่จะอ่านเอกสารชิ้นดังกล่าว เพราะถูกเขียนด้วยตัวหนังสือท้องถิ่นอีสาน

ในระหว่างช่วงเวลาแห่ง การถกเถียงนี้เอง “พื้นเวียง”ก็ได้รับการถ่ายทอดออกเป็นภาษาไทยกลางอย่างเงียบ ๆ เป็นเอกสารโรเนียวและแพร่หลายในแวดวงนักวิชาการแคบ ๆไม่ระบุคนปริวรรต แต่อ้างว่าลอกมาจากต้นฉบับที่มีอยู่ในหอสมุดแห่งชาติ ซึ่งถือกันว่าเป็นต้นฉบับที่สมบูรณ์ที่สุดเล่มหนึ่งเท่าที่ปรากฏ

ข้าพเจ้า ได้มีโอกาสสอบสวนเอกสารชิ้นนี้จาก อาจารย์ จารุบุตร เรืองสุวรรณ ผู้เชี่ยวชาญวรรณกรรมอีสาน ได้รับการยืนยีนว่าเป็นฉบับหอสมุดแห่งชาติ และได้มีโอกาสสอบถาม รองศาสตราจารย์ธวัช บุญโณทก ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มการค้นคว้า ก็ไม่ได้รับการยืนยันหรือปฏิเสธ ด้วยความสนใจจึงไปสอบสวนจากต้นฉบับใบลานจากหอสมุดแห่งชาติ ปรากฏว่าเป็นต้นฉบับเดียวกัน มีเนื้อหาเหมือนกันโดยตลอด และเข้าใจว่าผู้ปริวรรตจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ภาษาอีสาน(โบราณ)เป็นอย่าง ดี ซึ่งน่าจะเป็นฉบับปริวรรตที่ทำขึ้นโดยเจ้าหน้าที่หอสมุดแห่งชาติ ซึ่งต้นฉบับดังกล่าวได้นำมาตีพิมพ์ลงในภาคผนวกของหนังสือเล่มนี้ “พื้นเวียง”เป็นชื่อที่จ่าหน้าไว้ในใบลาน แต่ฉบับหอสมุดแห่งชาติ เจ้าหน้าที่กรมศิลปากรเขียนไว้ว่า “พงศาวดารเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์” เขียนขึ้นเป็นร้อยกรองอย่างไพเราะ วิธีการเขียนเป็นลักษณะการบันทึกจากความทรงจำ มีเนื้อหาสะท้อนให้เห็นภาพการถูกกดขี่ของชาวพื้นเมือง จนถึงขั้นจับอาวุธขึ้นต่อสู้ และในที่สุดก็ถูกปราบปรามจากผู้ปกครองอย่างราบคาบ ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่าความทะเยอทะยานของคน ๆหนึ่ง กับการสักเลกประชาชนที่ค่อนข้างจะโหดร้ายนั้นนำไปสู่สงครามที่โหดร้ายและ ทารุณที่สุดในยุคหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทย
เนื้อหา “พื้นเวียง” ดำเนินเรื่องตามเหตุการณ์ที่ตนพบเห็นมากกว่าที่จะรับรู้มาโดยการบอกเล่า เมื่อได้ตรวจสอบขั้นพื้นฐานแล้วจะเห็นว่า “เอกสาร”เล่มนี้มีเนื้อหาสอดคล้องกับเอกสารชั้นหนึ่ง(primary source) ของฝ่ายไทยเองและลาว

แต่ที่แตกต่างกับเอกสารฝ่ายไทยนั้นเป็นเป็น เอกสารที่นักพงศาวดารไทยเขียนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ เสียส่วนใหญ่ ห่างจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นธรรมดาอยู่เองที่เนื้อหาค่อนข้างบิดเบี้ยวไปมาก และเอกสารที่เขียนขึ้นในช่วงหลังนี้เอง ที่กลายเป็นเอกสารอ้างอิงสำหรับนักประวัติศาสตร์ไทยและต่างประเทศ แม้แต่ในงานเขียนของ Walter F.Valla, Siam under Rama III ซึ่งได้รับการยกย่องในหมู่นักวิชาการไทยว่า เป็นหนังสือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับรัชสมัยรัชกาลที่ ๓ ดีที่สุดเล่มหนึ่ง แต่ในบทที่ว่าด้วยลาวนั้น Valla ใช้เอกสารฝ่ายไทยแทบทั้งสิ้น และเป็นเอกสารที่เขียนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ นี้เอง เนื้อหาจึงมิได้ต่างไปจากตำราในประวัติศาสตร์ไทยเลย

การนำ “พื้นเวียง”มาศึกษา มิใช่ต้องการที่จะสร้างความแตกแยกหรือทำให้เกิดความร้าวฉานในหมู่ชาวไทย และก่อนการศึกษาขอให้เข้าใจว่า การเมืองในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ผิดแผกต่างจากการเมืองในสมัยเกิดรัฐประชาชาติซึ่งแรกมีในสมัยรัชกาลที่ ๕ ที่เน้นความเป็น “ประเทศ” ชาติ” และ “เชื้อชาติ” อย่างค่อนข้างชัดแจ้ง ทำให้นักพงศาวดารในสมัยรัชกาลที่ ๕ มีเป้าหมายในการเขียนประวัติศาสตร์ไทยโบราณ เน้นความมั่นคงของรัฐประชาชาติมากเกินไป ความคิดของนักพงศาวดารได้ก้าวก่ายไปในงานบันทึกเรื่องราวในอดีต ในยุคสมัยที่ยังมิได้เกิดรัฐประชาชาติ ความสำนึกทางการเมืองของคนสมัยอยุธยา หรือแม้แต่สมัยรัชกาลที่ ๕ โดยเฉพาะในช่วงที่ถูกคุกคามจากจักรวรรดินิยมตะวันตก สาเหตุอันหนึ่งนี้ ทำให้นักพงศาวดารได้มองกรณีขบถเข้าอนุวงศ์ด้วยแว่นสายตาของการเกิดรัฐประชา ชาติแล้วผู้ช่วยศาสตราจารย์

ประทีป ชุมพล
ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี
มหาวิทยาลัยศิลปากร

———-

พื้นฐานประวัติศาสตร์

ตำนาน เกี่ยวกับที่มาของชนชาติลาว ได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับที่มาของประวัติศาสตร์ตระกูลของตนเองว่า มีกลุ่มชนอยู่สองกลุ่มที่อยู่ในบริเวณลุ่มแม่น้ำโขงตอนกลาง (บริเวณลาวปัจจุบัน) ชนกลุ่มแรกตำนานกล่าวว่า ได้อพยพลงมาพร้อมกับชนกลุ่มที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณลุ่มแม่น้ำกก การอพยพถ้าวิเคราะห์จากตำนาน ก็พอจะกล่าวได้ว่า เป็นการอพยพของกลุ่มชนที่ยังเร่ร่อนยังชีพด้วยการล่าสัตว์ และยังไม่มีการตั้งถิ่นฐานแน่นอน พวกนี้อาจจัดอยู่ในมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ยุคล่าสัตว์ การอพยพครั้งนั้นเกิดขึ้นเพราะการล่าสัตว์ไม่พอกิน เกิดการแย่งอาหารกัน จึงพากันอพยพลงมาตามแม่น้ำโขง ส่วนใหญ่กระจายอยู่ตามแม่น้ำกก อีกส่วนหนึ่งอพยพต่อไป กระจายลงไปตามแม่น้ำโขงตอนล่างลงไป

ส่วน อีกกลุ่มหนึ่งก็คือตำนานของตนเอง คือกลุ่มพงศาวดารล้านช้าง กล่าวว่าตนเองเป็นกลุ่มชนอยู่ที่นั่นมาแต่เดิม มิได้อพยพมาจากไหน แต่ในกลุ่มนี้ก็ยังมีแบ่งออกเป็น ๒ พวก พวกที่เจริญกว่าพวกหนึ่งคือพวกลาว กับพวกข่าซึ่งมีความเจริญด้อยกว่า ตำนานของชนทั้งสองกลุ่ม คือพวกที่อพยพเข้ามากับพวกที่ตั้งถิ่นฐานมาแต่เดิมนั้น ดูค่อนข้างจะกลมกลืนกันมาก ในด้านการผสมกันทางวัฒนธรรม เพราะไม่สามารถแยกแยะออกมาได้ถึงความแตกต่างกัน (ยกเว้นพวกข่า)

แต่ การอพยพของพวกที่ลงมาจากลุ่มแม่น้ำโขงตอนบนนั้น คงมีอย่างปกติ แม้ในชั้นหลังทำให้ชนกลุ่มล้านนา กับชนกลุ่มล้านช้างชีวันตรายธรรมร่วมกัน ซึ่งทางอยุธยาหรือกรุงเทพฯ ก็เรียกชนสองกลุ่มนี้ว่า ลาว และ John F. Cady กล่าวไว้ในหนังสือ Its Historical Development ว่า คนลาวนั้นเป็นพวกเดียวกันกับพวกเชียงใหม่ ความคิดเห็นของนักประวัติศาสตร์ตะวันตกก็สอดคล้องกับเนื้อหาในตำนานและ ประวัติศาสตร์ไทยและลาว

ประวัติศาสตร์ของลาวเริ่มปรากฏชัดขึ้นใน ช่วงที่สุโขทัยอ่อนกำลังลงเพราะถูกอยุธยารุกราน และเหนือขึ้นไปคือเวียดนามก็กำลังถูกจีนในราชวงศ์เหม็งทำลาย จากเหตุการณ์รอบข้างทำให้ลาวปลอดภัยในการตั้งอาณาจักร ซึ่งมีผู้นำคือ เจ้าฟ้างุ้ม และรุ่งโรจน์เพียงช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เช่นในช่วงสมัยพระเจ้าสามแสนไทย (พ.ศ. ๑๙๑๖ -๑๙๕๙) ต่อจากนั้นก็ถูกบดบังด้วยไทยและเวียนนาม ในสมัยอยุธยา ราชสำนักอยุธยามิได้ให้ความสนใจต่อดินแดนที่เรียกว่าศรีสัตนาคนหุต(ล้าน ช้าง)มากนัก ดินแดนดังกล่าวมาสำคัญต่อไทยในช่วงสมัยรัตนโกสินทร์ ในด้านการตั้งชุมชนใหม่ การเกณฑ์แรงงาน และการสร้างเป็นดินแดนกันชนระหว่างไทยกับเวียดนาม จะเห็นได้ว่าทั้งไทยและเวียดนามพยายามที่จะเข้าไปแทรกแซงลาวเสมอทำให้ทั้ง สองชาติเริ่มมมีความขัดแย้งกัน การขัดแย้งทำให้เกิดสงคราม และสงครามที่เกิดขึ้นก็ต่างยกทัพเข้าไปห้ำหั่นกันในดินแดนลาว เมื่อสงครามยุติลง ทั้งไทยและเวียดนามมักจะใช้ลาวเป็นเครื่องแบ่งผลประโยชน์ เพื่อทดแทนผลเสียหายของตนในการทำสงคราม

“พื้นเวียง” เป็นวรรณกรรมที่สะท้อนให้เห็นถึงความขมขื่นของคนพื้นเมืองที่อยู่บนสองฝั่ง แม่น้ำโขง ในบริเวณที่เรียกว่าลาวและไทยอีสาน ที่เริ่มต้นการเกณฑ์แรงงาน การสักเลก และไปสู่การต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม และสิ่งดังกล่าวนำไปสู่การปราบปรามจากอำนาจส่วนกลางทำให้มองเห็นเลือดท่วม นองสองฝั่งแม่น้ำโขง และเปลวไฟอันลุกฉานเมื่อนครเวียงจันทน์อันรุ่งโรจน์ถูกทำลาย ในท้ายที่สุดก็เป็นการเปิดเกมสงครามระหว่างไทยกับเวียดนาม เพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่ในดินแดนลาว
จากอดีตจนถึงปัจจุบัน เสียงขับขานลำนำพื้นเวียงยังดังก้องไปทั่วสองฝั่งโขง และเสียงปืนก็ยังแผดคำรามอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

————

ความโดยย่อ :
กล่าว ถึงนครเวียงจันทน์ มีกษัตริย์ชื่อพระอนุรุธราชเจ้ามีมเหษีฝ่ายขวาชื่อ คำปอง ฝ่ายซ้ายชื่อ คำจันทร์ มีพระธาตุพนมเป็นศูนย์กลางของโลก (ชาวลาว)
ความ สุขที่เคยมีมาในอดีต ได้กลับเปลี่ยนแปลงเป็นความเดือดร้อน เกิดพายุแผ่นดินแยกและเกิดฟ้าผ่าพระธาตุพนมอันเป็นที่สักการะบูชาพังพินาศ และลางร้ายของบ้านเมืองก็มาถึง

กล่าวถึง หลวงยกบัตรเมืองโคราช ขออนุญาตมายังราชสำนักสยามเพื่อขอปราบพวกข่าที่ดอนโขง บ้านด่าน เมื่อได้พระบรมราชานุญาต หลวงยกบัตรก็ดำเนินแผนร้ายของตนเองทันที โดยทำตัวเป็นผู้ยิ่งใหญ่ขูดรีดชาวพื้นเมือง เมืองใดไม่ยอมก็ยกทัพเข้าตี ผู้คนล้มตายไปเป็นจำนวนมากมีพระยาไกรเจ้าเมืองภูขันไม่ยอมอ่อนต่อเมืองโคราช ได้ฟ้องร้องไปยังราชสำนักสยามๆ ได้ส่งคุณมหาอมาตย์ขึ้นไปไต่สอนความ เมื่อพบกับหลวงยกบัตรเมืองโคราช ก็ได้รับสินบนและได้ฟังแต่ข้อความดีๆ จากปากของหลวงยกบัตรคุณมหาอมาตย์เดินทางกลับเพื่อไปรายงานต่อราชสำนักสยาม พระยาไกรได้ฟ้องร้องไปอีก คุณมหาอมาตย์ก็เดินทางไปอีกเช่นเคย คราวนี้ได้นำหลวงยกบัตรมากรุงเทพฯ ด้วย หลวงยกบัตรจัดเครื่องบรรณาการ มี เงิน ทอง เครื่องครามของป่า ข้าทาสลงมาถวายต่อราชสำนักด้วยและในที่สุดหลวงยกบัตรก็ได้รับแต่งตั้งเป็น พระยาพรหมภักดี เป็นการตอบแทน พร้อมทั้งให้สัญญาว่าเมื่อใดที่เจ้าเมืองโคราชถึงแก่อสัญญากรรมแล้ว ทางกรุงเทพฯ จะแต่งตั้งพระยาพรหมภักดีขึ้นครองเมืองแทน

เมื่อพระ พรหมภักดีเป็นที่โปรดปรานของราชสำนักสยามก็ได้ตั้งหน้าตั้งตารีดนาทาเร้นชาว พื้นเมืองหนักข้อยิ่งขึ้นทุกวัน ชาวพื้นเมืองที่ถูกกดขี่นั้น มีพวกข่ารวมอยู่ด้วยพวกข่าได้รวมตัวกันต่อสู้และท้ายที่สุดก็ได้ภิกษุสา หรือเจ้าหัวสาเป็นผู้นำในการต่อสู้ พวกข่าได้ไปขอขึ้นเป็นไพร่มากมาย และได้ตั้งตัวเป็นอยู่ที่เขาเก็ดโง้ง บ้านหนองบัว แขวงจำปาศักดิ์

เมื่อ มีพวกข่ามาขึ้นมากมาย แทนที่พระยาพรหมภักดีจะเข้าไปต่อสู้ กลับวางแผนยั่วยุให้เจ้าหัวสา เผาเมืองบาศักดิ์และให้ตั้งตนเป็นใหญ่ครองเมืองบาศักดิ์ โดยตนเองจะสนับสนุน เจ้าหัวสา มีความักใหญ่ใฝ่สูงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ไม่รู้แผนของพระยาพรหมภักดี ก็เลยยกทัพไปตีเมืองบาศักดิ์ โดยมีทหารของพระยาพรหมภักดีช่วยเหลือด้วย และสามารถยึดเมืองได้และเผาเมืองทิ้งเสีย ผู้คนในเมืองต่างแดนแตกตื่นและหนีไปยังเมืองต่างๆ รวมทั้งเมืองจำปาศักดิ์หนีไปหาพระยาพรหม
การกระทำของเจ้าหัวสา ทำความเดือดร้อนให้แก่ขาวบ้านเป็นอย่างมาก ทำให้พระอนุรุธราช เจ้าเมืองเวียงจันทน์ออกปราบปราม และจับเจ้าหัวสาได้ เมื่อได้ทำการสอบสวนเจ้าหัวสา ก็สารภาพว่า พระยาพรหมภักดีเป็นผู้ยุแหย่ พระองค์พิโรธมาก จึงให้ทหารไปตามตัวพระยาพรหมมาสอบสวน พระยาพรหมปฏิเสธและจากสาเหตุดังกล่าวทำให้ทั้งสองขัดแย้งกันมากขึ้น ในที่สุด ทั้งพระอนุรุธราช พระยาพรหม ลงมากรุงเทพฯ พร้อมทั้งเจ้าหัวสา และพรรคพวกซึ่งถูกข้อหาขบถ

จากการสอบสวนพระยาพรหมภักดี แม้จะมีความผิดแต่ก็ทรงเห็นว่ามีคุณต่อแผ่นดินก็ยกโทษให้ พระอนุรุธราชทูลขอให้ราชบุตรของพระองค์ครองเมืองจำปาศักดิ์ ก็ทรงอนุญาต พระยาพรหมภักดีเห็นว่า พระอนุรุธราชมีอำนาจมากขึ้นทุกวัน จึงทูลว่าเมื่อเจ้าเมืองเวียงจันทน์มีอำนาจมาก พวกลาวก็จะกลับไปยังเมืองเวียงจันทน์หมด มีทางแก้ก็อยู่ต้องจดเลกพวกลาวเสียก่อน ทางราชสำนักสยามเห็นชอบด้วย จึงโปรดกล้าฯ ให้หมื่นภักดี หมื่นพิทักษ์ ไปเป็นแม่กองสักเลกที่เมืองกาฬสินธุ์ ละคร เหมราษฐ์ บังมุกอุบล ตามลำดับ พอดีกับเจ้าเมืองโคราชถึงแก่อสัญญกรรมพระยาพรหมภักดีก็ได้โปรดเกล้าฯ ให้ครองเมืองแทน

การสักเลกจึงทวีความรุนแรงขึ้น ชาวบ้านชาวเมืองเดือดร้อนมากขึ้นทุกวัน ผู้คนถูกกวาดต้อนย้ายถิ่นฐานพลัดนาคาที่อยู่และต่างหนีไปพึ่งเมือง เวียงจันทน์
ความขัดแย้งทวีอย่างรุนแรงขึ้นทุกวัน ระหว่างเจ้าเมืองเวียงจันทน์กับพระยาพรหมภักดี และถึงจุดระเบิดเมื่อพระยาพรหมภักดีแจ้งไปยังเมืองบาศักดิ์ให้นำทหารไปตีพวก ข่า เจ้าบาศักดิ์ไม่พอใจจึงไปทูลเจ้าเมืองเวียงจันทน์ เจ้าเวียงจันทน์ทรงกริ้วพระยาพรหมภักดีมาก เพราะทำความเดือดร้อนให้แก่ชาวลาวและข่ามากขึ้นทุกวัน จึงจัดทัพจาเวียงจันทน์ออกกวาดล้างกองสักเลก และหมายล้มอำนาจของพระยาพรหมภักดีด้วย เพราะเห็นความชั่วร้ายของพวกเหล่านี้มากมายเพราะนอกจากจะทารุณประชาชนแล้ว แม้แต่ข้าทาสที่อยู่รักษาพระธาตุพนมก็ถูกพวกพระยาพรหมภักดีกวาดต้อนไปเสีย สิ้น อันเป็นการลบหลู่ดุหมิ่นต่อพระศาสนาอย่างมาก

ทัพของพระอนุรุ ธราช เจ้าเมืองเวียงจันทน์ ได้จับนายกองสักเลก และเจ้าเมืองที่ข่มเหงราษฎร์ฆ่าเสียสิ้น ทุกคนกลัวพระบารมี ในที่สุดเวียงจันทน์ก็เดินทัพเข้าสู่โคราช กรรมการเมืองยอมอ่อนน้อม ขณะนั้นพระพรหมภักดีหายไปไม่ปรากฏตัว ทัพเวียงจันทน์รวบรวมทรัพย์สมบัติและกวาดต้อนผู้คนไปกักกันไว้ที่ค่ายมูล เค็ง (ทุ่งสัมริด) อีกส่วนหนึ่งก็ออกล่าตัวพระยาพรหมภักดี โดยมีพระยาไกรเป็นหัวหน้า

ดูเหมือนจะเป็นแผนการของพระยาพรหมภักดี ซึ่งคอยหลบซ่อนอยู่ที่เมืองขุขัน พอทราบข่าวว่าพรรคพวกถูกกวาดต้อนไปกักกันที่ค่ายมูลเค็ง พระยาพรหมภักดีก็ปลอมตัวเป็นไพร่แล้วลอบเข้ามาอยู่ในค่ายมูลเค็ง วางแผนกับลูกน้องในการที่จะหยุดยั้งการกวาดต้อนไปเวียงจันทน์ให้ช้าลง เช่น ขอหยุดเพื่อรวบรวมครอบครัวที่กระจัดกระจายให้ครบถ้วนเสียก่อน ขอซ่อมพาหนะในการขนเสบียงเป็นต้น เจ้าเมืองเวียงจันทน์ทรงอนุญาต และพระองค์เสด็จไปรวบรวมไพร่พลในเมืองอื่นๆ ต่อไป ได้แก่ กาฬสินธุ์ ละคร แปะ (บุรีรัมย์) ปัก (ปักธงชัย) ร้อยเอ็ด ในขณะนั้นทางค่ายมูลเค็งก่อความไม่สงบ ได้ฆ่าพวกทหารเวียงจันทน์ตายเกือบหมด และพ่ายแพ้หนีไป เจ้าเมืองเวียงจันทน์ทราบข่าวก็พิโรธมาก จึงจัดให้ถอยทัพก่อน และให้รีบรวบรวมไพร่พลอพยพกลับเวียงจันทน์

ความ ทราบมาถึงราชสำนักสยามจากเมืองโคราช ซึ่งทางกรุงเทพฯ ทราบเพียงว่า เจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์เป็นขบถ จึงโปรดให้พระยามุนินทรเจ้าลือเดช (เจ้าพระยาบดินทร์เดชาสิงห์ สิงหเสนีย์) เมื่อทัพทางกรุงเทพฯ ขึ้นไป ทัพลาวแตกพ่ายไปยับเยิน เจ้าเมืองเวียงจันทน์เห็นลางพ่ายของตนเอง จึงหมายที่จะไปพึ่งแกว (ญวน) แต่ในที่สุดพระองค์ถูกทัพหลวงของไทยจับตัวได้ และถูกส่งตัวไปยังกรุงเทพฯ ในที่สุดถึงแก่ทิวงคต ไปสู่สวรรค์ชั้นไตรตรึงษ์

หลังจากสวรรค์ของเจ้าอนุวงศ์ เนื้อหาได้กล่าวถึงสงครามระหว่างไทยกับเวียดนาม

————

บทวิเคราะห์เนื้อหา:
เป็น การยากในการที่จะวิเคราะห์ว่า สาเหตุการขบถของเจ้าอนุวงศ์ที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร เพราะถ้าจะศึกษาสาเหตุ นักประวัติศาสตร์ก็ใช้เอกสารที่บันทึกถึงเหตุการณ์นั้นๆ นอกจากผู้ศึกษาจะต้องใช้ความพยายามจะเข้าถึงเอกสารแล้ว ยังจะต้องพยายามเข้าใจว่าฝ่ายไหนเป็นผู้บันทึกขึ้นและมีเป้าหมายอย่างไร
ใน ที่นี้ต้องการจะแสดงให้เห็นว่าผู้เขียน เรื่องพื้นเวียงมีความคิดเห็นอย่างไร ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต่อผู้คนที่เขาผ่านพบไม่ว่าคนไทย – ลาว – ญวน ต่อผู้กดขี่และผู้ถูกกดขี่ การวิเคราะห์เนื้อหาจึงดำเนินตามความคิดของผู้เขียน “พื้นเวียง” และพยายามตรวจสอบกับเอกสารอื่นๆ บ้างว่า แตกต่างหรือเหมือนกันอย่างไร แต่มิได้ตัดสินโดยเด็ดขาดให้เห็นว่าเอกสารฝ่ายใดควรจะถูกต้อง
ในสายตา ของผู้เขียนพื้นเวียงนั้นจะเห็นว่า แม้ลักษณะรัฐประชาชาติยังมิได้เกิดขึ้น แต่ลักษณะทางวัฒนธรรมของไทยกรุงเทพฯ และลาวนั้นไม่เหมือนกัน แต่มีลักษณะร่วมกันอยู่คือ พระพุทธศาสนาและภาษา
แต่ในด้านข้อเท็จจริง กรุงเทพฯ มองลาวในสายตาของผู้มีอารยธรรมอันสูงส่งมองมนุษย์ที่ด้อยทางวัฒนธรรมกว่าตน ฉะนั้นคนในดินแดนตอนเหนือของกรุงเทพฯ บริเวณลุ่มแม่น้ำสาขาของแม่น้ำเจ้าพระยา คือ ล้านนานั่นเอง ซึ่งกรุงเทพฯ เรียกว่า ลาวเชียงใหม่หรือลาวล้านนา ส่วนลาวทางตะวันออกของกรุงเทพฯ เรียกว่า ลาวล้านช้าง คนกรุงเทพฯ มองคนกลุ่มนี้ด้วยลักษณะการดูถูกเหยียดหยามตามลักษณะเชื้อชาติ ดังปรากฏในวรรณกรรมราชสำนักเรื่องขุนช้างขุนแผน หรือกรณีเจ้าดารารัศมีเป็นต้น
ในทางด้านการเมือง “ลาวล้านช้าง” ถือเป็นประเทศราชของสยาม และมีความสัมพันธ์กันอย่างดี ตั้งแต่สมัยอยุธยาเป็นต้นมา เพราะมีความใกล้ชิดกันทั้งทางด้านศาสนา ภาษา วัฒนธรรม และมีความกลมกลืนผสมผสานกันทางเชื้อชาติเป็นอย่างดี จากสิ่งต่างๆ ดังกล่าว ทำให้ลาวมีความสำนึกในฐานะของประเทศราชค่อนข้างดีกว่าดินแดนประเทศราชอื่นๆ เช่น มลายู เขมร การยอมรับอำนาจจากศูนย์กลางราชสำนักกรุงเทพฯ ทำให้ชนชั้นผู้นำของลาวถูกจูงในได้ง่าย ในแง่การอภิเษกสมรสกันระหว่าง 2 ราชวงศ์ การส่งเจ้านายขั้นสูงเข้ามาศึกษาในราชสำนักสยาม 19
นอกจากการ ที่ราชสำนักสยาม ทำให้ลาวยอมรับแล้ว กรุงเทพฯ (ก่อนขบถเจ้าอนุวงศ์) ก็มิได้เข้าไปแทรกแซงเกี่ยวกับการปกครองภายในของลาวมากนัก ราชสำนักลาวปฏิบัติเพียงแต่การส่งดอกไม้เงิน ดอกไม้ทอง เป็นเครื่องราชบรรณการมายังกรุงเทพฯ เพียงสามปีต่อหนึ่งครั้งเท่านั้นและราชสำนักสยามไม่มีอะไรมากไปกว่าการแต่ง ตั้งเจ้ามหาชีวิตของลาวขึ้นเป็นประมุขในฐานะเจ้าของประเทศราช
อย่างไรก็ ตาม สิ่งที่กรุงเทพฯ ประหวั่นพรั่นพรึงอยู่ตลอดเวลาคือ เวียดนาม ซื่งได้พยายามที่จะขยายอำนาจเข้ามาในเขมรและลาว ฉะนั้นบางครั้งจึงทำให้กรุงเทพฯ ระแวงต่อราชสำนักลาวว่าจะไปเข้ากับเวียดนาม และการที่เวียดนามเข้ามามีอำนาจเหนือลาวนั้น เป็นสิ่งที่ไทยยอมไม่ได้อย่างเด็ดขาด
จากประเด็นนี้เอง ผู้เขียน “พื้นเวียง” ชี้ให้เห็นว่าสาเหตุให้ราชสำนักสยามมองดูลาวอย่างวิตกหวั่นไหว และหวาดระแวง สิ่งนี้เองทำให้ราชสำนักสยามจะต้องส่งคนของตนเองที่ไว้ใจขึ้นไปสอดส่อง พฤติกรรมของเจ้าเมืองต่างๆ ในหัวเมืองลาว และได้ยกบัตรเมืองนครราชสีมา (ทองอินทร์) เป็นผู้สืบข่าวและส่งข่าว ต่อมายกบัตรก็ได้รับการสนับสนุนจากราชสำนักสยามให้เป็น “พระยากำแหงสงคราม” และท้ายสุดก็ได้เป็นเจ้าเมืองนครราชสีมา
แม้ได้เป็นเจ้าเมืองนครราชสีมา แล้ว พระยาคำแหงสงครามก็ยังทะเยอะทะยานที่จะเป็นใหญ่ที่สุดเหนือเจ้าเมืองในหัว เมืองลาวทั้งหมด และอุปสรรคอยู่ที่เจ้าอนุวงศ์ เพราะพระองค์คุมเมืองที่ใหญ่ที่สุดคือเวียงจันทน์และจำปาศักดิ์ ทั้งเป็นเจ้าชีวิตโดยสายเลือดของลาวอย่างแท้จริง อีกทั้งเจ้าอนุวงศ์ยังเจริญเติบโตในราชสำนักสยาม มีความใกล้ชิดสนิทสนมกับเชื้อสายชั้นสูงในราชวงศ์เป็นอย่างดี จากสิ่งดังกล่าวจึงเป็นข้อยุ่งยากพอสมควรในการที่จะทำลายเจ้าอนุวงศ์
กระนั้น ก็ตาม พระยาคำแหงสงครามก็หาได้หยุดยั้งความพยายามของตนไม่ ปรากฏว่าได้พยายามสนับสนุนผู้นำของชนในท้องถิ่นนั้นๆ ทะเลาะเบาะแว้งกัน ซึ่งนำไปสู่ความไม่สงบและเกิดสงคราม นับเป็นการทำลายฐานความมั่นคง
ใน ที่สุดก็เกิดขบถขึ้น ซึ่งภิกษุสาแห่งเขาเกียดโง้งเป็นผู้นำ พระราชพงศาวดารรัตนโกสินทร์บันทึกเหตุการณ์ไว้ว่า “เมื่อเดือน ๔ แรม ๑๑ ค่ำ ปีเถาะ เอกศก (พ.ศ.๒๓๖๒) นั้น มีศุภอักษรเจ้านครจำปาศักดิ์ (หมาน้อย) บอกมากรุงเทพฯว่า อ้ายสาเกียดโง้ง ตั้งตัวเป็นผู้วิเศษที่เมืองสาลวัน เมืองคำทอง เมืองอัตบือ มีพวกข่าเป็นพรรคพวกด้วยประมาณ ๓,๐๐๐ คน อ้ายสาเกียดโง้งยกข้ามน้ำโขงมาตีนครจำปาศักดิ์ เจ้าจำปาศักดิ์ท้าวเพี้ย ราษฎรพากันอพยพไปอยู่บ้านเจียม เมืองอุบลฯ ทรงทราบจึงโปรดฯ ให้มีสาส์นตราให้เจ้านครราชสีมายกทัพไปจากเมืองนครราชสีมาทางหนึ่ง ให้เจ้าอนุวงศ์เจ้านครเวียงจันทน์ ยกทัพไปอีกทางหนึ่ง กองทัพเจ้าราชบุตร (โย่) เวียงจันทน์จับตัวอ้ายสาเกียดโง้งได้จึงส่งมากรุงเทพฯ 21
ขบถสา เกียดโง้งในสายตาของกรุงเทพฯ มองไปว่าเกิดขึ้นเพราะสาเกียดโง้งทะเยอทะยานใฝ่สูง เมื่อได้รับการสนับสนุนจากชาวพื้นเมือง โดยเฉพาะพวกข่าแล้วก็ก่อการขบถ และถูกปราบลงอย่างราบคาบ
ในทัศนะของท้องถิ่น การเกิดขบถดังกล่าวมีพื้นฐานมาจากการกดขี่ของผู้ปกครองที่มีต่อผู้อยู่ใต้ ปกครอง เพราะเราทราบว่า ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 2 ได้มีพระราชบัญญัติเกณฑ์แรงงานไพร่ โดยการสักเลก 22 ชาวพื้นเมืองในหัวเมืองอีสานถูกกวาดต้อนลงมาสักเลกที่กรุงเทพฯ และปรากฏว่าไม่ได้ผลเพราะไพร่หนีกันมาก จึงมีการแก้ไขโดยการนำแม่กองสักเลกขึ้นไปสักกันในท้องที่นั้นๆ แต่ละเมืองในหัวเมืองอีสาน เจ้าเมืองและเจ้าหน้าที่ต่างกวาดต้อนชาวบ้านมานักเลกซึ่งแข่งขันกันว่า เมืองใดได้มากกว่าก็จะเป็นที่โปรดปรานกว่า ปรากฎว่าราษฎรได้รับความเดือดร้อนแสนเข็ญโดยเฉพาะพวกชาวข่าถูกกวาดต้อนมา เป็นทาสรับใช้อย่างมากมาย
ขณะนั้นเองก็มีผู้มีบุญเกิดขึ้นคือ “ภิกษุสา” ตามเอกสารพื้นเวียงกล่าวว่า ท่านเป็นสมณะที่มีจริยวัตรดี ชาวบ้านเลื่อมใสศรัทธา ภิกษุสามีเชื้อสายเป็นชาวเมืองเวียงจันทน์หนีการกวาดต้อนจากกองทัพไทยใน สงครามสมัยกรุงธนบุรี (พ.ศ.๒๓๒๑) ภิกษุสาหนีมาอยู่ในนครจำปาศักดิ์ และได้ออกบวชเป็นสมณะ เป็นที่ศรัทธาแก่ชาวบ้านและเลื่องลือกันว่ามีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์ และพวกข่าถือว่าภิกษุสาเป็นท้าวฮุ่ง (เจื๋อง) วีระบุรุษแห่งพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ลงมาเกิดเป็นท้าวธรรมมิกราชในชาตินี้ เป็นผู้ลงมาปราบยุคเข็ญให้แก่พวกข่าและพวกลาว 23
“เฮาก็ สรญาณเห็น แต่หลังเคยสร้าง
เฮาก็ มาอยู่นี้ สามชาติดีหลี
เฮาหาก เป็นราชา แม่นเจืองหาญ
ฝูงหมู่ ไทยชาวข่า ยินดีชมชื่น
บัดนี้ เจ้าแห่งเฮาเกิดแล้ว คำฮ้อนบ่มิ”
(พื้นเวียง)
การ ซ่องสุมผู้คนของภิกษุสาใน “พื้นเวียง” กล่าวว่าพระยากำแหงสงครามยั่วยุให้พวกภิกษุสาเผาเมืองจำปาศักดิ์ เพราะเจ้าเมืองทำความเดือดร้อนให้พวกข่า ในที่สุดจำปาศักดิ์ถูกเผาและภิกษุสากลัวความผิดก็หนีไปอยู่ที่เขาเกียดโง้ง
การ ก่อความไม่สงบของชาวเมืองในครั้งนั้นทราบข่าวไปถึงกรุงเทพฯ ราชสำนักสยามสั่งให้ทางเมืองเวียงจันทน์และนครราชสีมาปราบขบถ ปรากฏว่าเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์จับตัวภิกษุสาได้ เมื่อนำตัวสอบสวน ภิกษุสาสารภาพว่าพระยากำแหงสงครามเป็นผู้ยุยง เรื่องนี้ในเอกสารกรุงเทพฯได้มิกล่าวถึง แต่วิเคราะห์จากเหตุการณ์ปรากฏว่าน่าจะเป็นจริง เพราะว่าทั้งเจ้าอนุวงศ์และพระยากำแหงสงครามเดินทางเข้ากรุง ผลปรากฎว่าในการสืบสวนครั้งนั้น ผู้ได้รับความดีความชอบคือเจ้าอนุวงศ์ เพราะครั้งนั้นพระองค์ทูลขอเมืองจำปาศักดิ์ให้แก่เจ้าราชบุตร (โย่) ขึ้นครอง ราชสำนักสยามยินยอมให้ตามคำขอ แสดงให้เห็นว่าในระยะนั้นราชสำนักสยามยังเห็นว่าเจ้าอนุวงศ์เป็นคนจงรัก ภักดีต่อกรุงเทพฯ และเป็นผู้นำที่มีความสามารถ การที่กรุงเทพฯ ยอมให้เจ้าราชบุตร (โย่) ขึ้นครองจำปาศักดิ์ก็เท่ากับว่าอำนาจของเวียงจันทน์มีมากขึ้นกว่าแต่ก่อน


ใน เรื่องการตั้งเจ้าราชบุตร (โย่) ราชโอรสของเจ้าอนุวงศ์เป็นเมืองจำปาศักดิ์ ดูออกจะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนสำหรับราชสำนักสยามเป็นอันมาก วิเคราะห์ดูจากพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ ๒ ฉบับสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้กล่าวถึงเบื้องหลังเรื่องนี้ว่า เชื้อพระวงศ์ชั้นสูงส่วนใหญ่ไม่มีใครเห็นชอบด้วย โดยเฉพาะเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ถึงกับรับสั่งในท้องพระโรงต่อหน้าพระพักตร์รัชกาลที่ ๒ บรมวงศานุวงศ์ และขุนนางชั้นผู้ใหญ่ว่า “อยากจะรู้นัก ใครเป็นผู้จัดแจงเพ็ดทูลให้เจ้าราชบุตรเวียงจันทน์ ไปเป็นเจ้าเมืองจำปาศักดิ์ แต่เพียงพ่อมีอำนาจอยู่ข้างฝ่ายเหนือก็พอแล้ว ยังจะเพิ่มเติมให้ลูกไปมีอำนาจโอบลงมาทางฝ่ายตะวันออกเฉียงเหนืออีกด้าน ๑ ต่อไป จะได้ความร้อนใจด้วยเรื่องนี้ 24
คำประชดประชันดังกล่าว พระราชพงศาวดารฉบับนี้ยังระบุด้วยว่า บริภาษขึ้นมาหน้าพระที่นั่งและต่อหน้ากรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (รัชกาลที่ ๓) เพราะเห็นว่าเป็นเจ้ากี้เจ้าการสนับสนุนข้อเรียกร้องของเจ้าอนุวงศ์ ซึ่งไม่เป็นที่พอพระทัยของเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีและพรรคพวกเพราะเห็น ว่าเจ้าอนุวงศ์มีอำนาจมากเกินไป และเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี เสนอให้เมืองนครราชสีมาควบคุมจำปาศักดิ์แต่ในที่สุดรัชกาลที่ ๒ ก็คล้อยตามข้อเสนอของกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์

——-

จะ เห็นได้ว่า พระยากำแหงสงครามพ่ายแพ้ต่อเจ้าอนุวงศ์แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีสิ่งที่พระยา กำแหงสงครามประสพความสำเร็จ คือการที่ทำให้ราชสำนักสยามเกิดความคิดแตกแยกกันออกเป็นสองฝ่าย และเมื่อกลับไปถึงอีสาน “พื้นเวียง” กล่าวว่า พระยากำแหงสงคราม ได้เสนอต่อราชสำนักสยามให้ทางกรุงเทพฯ ส่งคนไปสักเลกพวกลาวโดยด่วน เพราะกลัวทางเวียงจันทน์มีอำนาจมากเกินไป พอดีกับในขณะนั้นเจ้าเมืองนครราชสีมาถึงแก่อสัญกรรมอย่างกระทันหัน ราชสำนักสยามจึงแต่งตั้งให้พระยากำแหงสงครามขึ้นครองเมืองแทนทันที
การ กดขี่ราษฎรที่ออกมาในรูปการขูดรีดภาษี การสักเลกก็เริ่มทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งสิ่งดังกล่าวเป็นตัวเร่งที่ทำให้หัวเมืองลาวระล่ำระสายอย่างรวดเร็ว

“มันก็ จัดคนได้ โยธาพันหนึ่ง
ไปนั่งต้อน ขนันไว้ที่โขง หั้นแล้ว
ฝูงชาวค้า นาวาขี้ล่อง มานั้น
มันก็ จับผูกไว้ เทฮื้อรบเอา แท้แล้ว
มันก็ ทำลับเลี้ยว กังวลหลายสิ่ง

มันก็แข็งว่า เป็นข้าเจ้า บ่มีย้านหย่อนใผ แท้แล้ว
เลยเล่า อัปปลาภค้า บ่มีใผเที่ยวท่อง มานั้น
มันก็ ทำแก่เข้ม เป็นเจ้าผู้เดียว แท้แล้ว
มันก็ แข็งข่มแพ้ หัวเมืองทั้งแปด
จักเข้า เป็นข่าวแก้ว ตีข่าหมู่ละแด
คนก็ ตายมอดเมี้ยน มีหลายอนันต์เนก จริงแล้วฯ”

เจ้าก็ สมเสพชู้ สายหมู่ไทยครัว
เหมือนดัง เดียรฉานสัตว์ บ่กลัวสังแท้
มันก็ ทำลบเลี้ยว หลายสิ่งนานา
ผิเอา เขาคนตาย ข่มเหงจริงแท้
หญิงใด นมยานนั้น จำเสียพอบาท
หญิงใด นมเค่งนั้น เสียแท้ห้าสลึง หั้นแล้ว
ยามเมื่อ การเมืองฮ้อน ลูกอ่อนบ่ทันกิน
มันจัก เนิ่นนานเสีย ห่างการภายหน้า

อันนี้ จาแต่น้อย หวนเหตุพองาม เจ้าเอย
ครั้นว่า จาไปเหมิด หน่ายสะอางบ่ควรเจ้า
พอเมื่อ เหมิดเขตแล้ว นมแห่งฤดูฝน
ฝูงหมู่ นายกองสัก ออกมาหล่ำซ้ำฯ
เจ้าก็ อาญัติให้ ฝูงหมู่กองสัก
สูจึง ไปเขียนเอา ซื่อเขาตงเสี้ยง
ตั้งแต่ หญิงซายซ้อน ผัวเมียมีคู่
ซายบ่ มีคู่ซ้อน เอาแท้ทีเดียว หั้นเทอญ

เขาก็ แจ้งข้อแล้ว เลยเล่าลาไป
เถิงกาฬสินธุ์ เร่งคนมาเฝ้า
สักเลกพร้อม ทั้งเขียนเอาซื่อ
หมดถ้วนแล้ว กลายขึ้นสู่ละคร
ซายละครฟ้าว จัดกันปัดขอด
มาก่อตั้ง ศาลกว้างถ้านาย
เจ้าฮอดแล้ว พักจอดในศาล
ฝูงเสนา เร่งคนมาเฝ้า
สักเลขพร้อม เขียนขื่อนามกร
ทั้งวันคืน บ่ขาดยามคราวน้อย”
(พื้นเวียง)
การ กวาดต้อนผู้คนมาสักเลก ทำความระส่ำระสายต่อหัวเมืองอีสานมากนัก เพราะวิธีการที่ค่อนข้างจะรุนแรงและโหดร้ายตามพรรณนาไว้ใน “พื้นเวียง” ซึ่งวิเคราะห์ดูน่าจะเห็นจริง เพราะการสักเลกซึ่งมีขึ้นครั้งแรกในหัวเมืองอีสานนำความตื่นตระหนกมายังผู้ คน และกระจายกว้างออกไปอย่างรวดเร็ว จนผู้คนทางหัวเมืองอีสานหนีไปยังเมืองเวียงจันทน์มากขึ้นทุกวัน

และท้ายที่สุดก็มาถึง เมื่อประชากรลาวและข่าเดือดร้อนแสนเข็ญ เจ้าอนุวงศ์ก็เหลือที่จะอดกลั้น
“เคียดที่ ไทยขี้ฮ้าย เมืองขว้ำมุ่นวาย แท้แล้ว
จักผูกปิ้ง ตีฆ่าแม่นใจ แท้แล้ว
เคียดที่ มันแป้ม้าง ปองจูดเมืองเสีย ดังนั้น
บัดนี้ เวรนำทัน คอบมันลางแล้วฯ

(พื้นเวียง)
ตาม เอกสาร “พื้นเวียง” กล่าวว่า เจ้าอนุวงศ์ยกทัพหลวงออกจากเวียงจันทน์เพื่อปราบยุคเข็ญ และปกป้องอาณาประชาราษฎร์ของพระองค์ ฉะนั้นเป้าหมายในการโจมตีคือเมืองนครราชสีมา และเมืองในบริเวณใกล้เคียงเท่านั้น แต่แผนการณืของพระยากำแหงสงครามก็บรรลุถึงเป้าหมายอย่างรวดเร็วเพราะได้ส่ง ข่าวไปทางกรุงเทพฯ ทันที ว่าเจ้าอนุวงศ์ก่อนขบถต่อราชสำนักสยาม กำลังบ่ายหน้าเข้าตีนครราชสีมาและเข้ายึดกรุงเทพฯ ในที่สุด

ประชุมจดหมายเหตุเรื่องปราบขบถเวียงจันทน์ ได้บันทึกเหตุการณ์ครั้งนี้ว่า

“ถึง ปีวอก พ.ศ.๒๓๖๗ พระบาทสมเด็จฯ พระพุทธเลิศหล้านภาลัยสวรรค เจ้าอนุวงศ์ลงมาถวายพระเพลิงพระบรมศพ เมื่อปีระกา พ.ศ.๒๓๖๘ ประจวบเวลาอังกฤษให้เฮนรี่ เบอร์นี่ เป็นทูตเข้ามาทำสัญญา ฝ่ายไทยในชั้นแรกไม่อยากทำต้องปรึกษาโต้ตอบกันอยู่ช้านาน ในเวลาเมื่อเจ้าอนุวงศ์อยู่ในกรุงเทพฯ เจ้าอนุวงศ์ลงมาครั้งนั้นเชื่อว่าได้สนิทชิดชอบกับพระบามสมเด็จพระนั่งเกล้า เจ้าอยู่หัว จะเห็นทูลขอร้องอย่างไรคงทรงยินยอม จึงทูลขอแบ่งพวกครัวชาวเวียงจันทน์ที่ได้กวาดต้อนลงมา เมื่อกองทัพไทยขึ้นไปตีกรุงศรีสัตนาคนหุตครั้งกรุงธนบุรี จะเอากลับขึ้นไปบ้านเมืองพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระดำริว่า พวกครัวก็ได้มาตั้งภูมิลำเนาเป็นหลักแหล่งอยู่หัวเมืองชั้นในแล้ว ถ้าพระราชทานไปแม้แต่พวกใดพวกหนึ่ง พวกอื่นก็จะพากันกำเริบ จึงไม่พระราชทานตามประสงค์ เจ้าอนุวงศ์รู้สึกอัปยศ กลับขึ้นไปเวียงจันทน์ก็ตั้งต้นคิดการขบถ เห็นด้วยว่าเวียดนามเข้ามาทางตามประสงค์ เห็นด้วยว่าเวียดนามขยายอำนาจเข้ามาทางกรุงกัมพูชา ตั้งแต่รัชกาลที่ 2 ไทยก็ต้องเอาใจดีต่อเวียดนาม แต่ไทยเกรงจะเกิดทั้งศึกพม่าและศึกเวียดนามขึ้นเป็น 2 ทาง เวียดนามได้เมืองเขมรแล้วกำลังคิดจะขยายอำนาจต่อไปขึ้นทางเมืองลาว ถึงจะตั้งตัวเป็นอิสระ ไหนไทยจะกล้าขึ้นไปปราบปราบอย่างแต่ก่อน เจ้าอนุวงศ์จึงไปฝากฝ่ายกับเวียดนามหมายจะเอาเป็นกำลังต่อสู้ไทย พอถึงปีจอ พ.ศ.๒๓๙๖ มีข่าวเล่าลือไปถึงเมือเวียงจันทน์ว่าไทยเกิดวิวาทกับอังกฤษ อังกฤษจะยกทัพเรือมาตีกรุงเทพฯเจ้าอนุวงศ์เห็นเป็นโอกาสก็ออกหน้าก่อขบถ เจ้าอนุวงศ์ก็เข้ายึดเมืองนครราชสีมา แล้วให้เจ้าราชวงศ์ยกทัพหน้าลงมากวาดต้อนผู้คนที่เมืองสระบุรี ฝ่ายกรุงเทพฯรู้ว่าเจ้าอนุวงศ์เป็นขบถต่อเมื่อเจ้าอนุวงศ์ได้เมือง นครราชสีมาแล้ว ก็เร่งกะเกณฑ์กองทัพทันที และในขณะที่กำลังเกณฑ์กองทัพนั้นได้ข่าวซ้ำลงมาว่าข้าศึกเข้ามาถึงเมือง สระบุรี ทางอีก ๓ วัน จะถึงกรุงเทพฯ ไม่ทราบแน่ว่าข้าศึกจะมีกำลังลงมามากน้อยเท่าไร ก็ต้องตระเตรียมป้องกันพระนคร” 25

จะเห็นได้ว่าข้อมูลที่ ทางกรุงเทพฯ ทราบข่าวก็คือ ข้อมูลที่ได้จากเจ้าเมืองนครราชสีมาเท่านั้น โดยมิได้วิเคราะห์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ หรือสอบสวนจากฝ่ายเมืองเวียงจันทน์ ความจริงแล้ว ก่อนที่เจ้าอนุวงศ์จะยกทัพข้ามโขงมาตีเมืองนครราชสีมานั้น พระองค์ได้มีพระราชสาส์นถึงราชสำนักสยาม ๑ ฉบับ และพระราชสาส์นเจ้าอนุวงศ์ทางราชสำนักสยามเห็นว่าเป็นการวางแผนล่วงหน้า

——-

ความในพระราชสาส์นมีว่า

“ขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อมควรมิควรข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานโทษ ขอพระราชทานชีวิต
ด้วย อยู่ ณ วันพุธ เดือน ๑๐ ขึ้น ๑๓ ค่ำ ปีจอ อัฐศกเจ้าราชวงศ์เชิญศุภอักษรขึ้น โปรดเกล้า โปรดกระหม่อมข้าพระพุทธเจ้า ๒ ฉบับ มีข้อความเป็นหลายปราการกับคำสัญญาอังกฤษ ๑๔ ข้อ และว่าแม้นจะมีราชการมาจริงสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็หวังพระทัยอยู่ที่ข้า พระพุทธเจ้า คงจะลงมาช่วยแน่ ถ้ามีศุภอักษรบอกข่าวราชการขึ้นไปเมื่อใด ก็อย่าให้ข้าพระพุทธเจ้าประมาทนอนใจอยู่ ให้เร่งกองทัพลงมาช่วยคิดราชการให้ทันท่วงทีโดยเร็วนั้น ข้าพระพุทธเจ้ารับใส่เกล้าใส่กระหม่อมทุกประการแล้ว ราชการครั้งนี้ แต่อังกฤษเข้ามาลำเดียว ราษฎรก็ระส่ำระสายรวนเรอยู่ ด้วยว่าไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินได้รับความเดือนร้อนบอบช้ำนัก เมืองใด ๆจะไม่ได้ขาย บุตรและภรรยาก็ไม่มี ที่ทนได้ก็อยู่ ที่ทนไม่ได้ก็หลบหลีกหนีเข้าป่าหาที่พึ่งไม่ได้ บรรดาลาวทั้งปวงมีแต่จะหนีเข้ามาหาข้าพระพุทธเจ้า เหลือสติกำลังข้าพระพุทธเจ้าจะห้ามปรามไว้ ครั้นข้าพระพุทธเจ้าจะลงมาเผ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ กรุงเทพฯมหานคร กราบทูลพระกรุณาชี้แจง เป็นแต่ข้าพระพุทธเจ้าคนเดียว เหลือสติกำลังข้าพระพุทธเจ้าจะกราบทูลพระกรุณาคัดง้าง ถ้าแลพม่ายอมเข้ามาอังกฤษเหมือนศุภอักษรขึ้นไปโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม – ข้าพระพุทธเจ้านั้น ข้าพระพุทธเจ้าเห็นว่าจะเป็นทัพกระหนาบ พม่าจะเป็นทัพบก อังกฤษจะเป็นทัพเรือ ข้าพระพุทธเจ้าจึงได้จัดให้อุปราชไปอยู่เมืองร้อยเอ็ด เจ้าโถงอยู่เมืองสุวรรณภูมิ เจ้าป่าสักอยู่เมืองอุบล เพี้ยซ้ายอยู่เมืองหล่มศักดิ์ ตัวข้าพเจ้าอยู่นครราชสีมา เกลือกว่าจะมีราชการเอาคนจึงจะได้ทันท่วงทีจะโปรดเกล้าฯ ให้ข้าพระพุทธเจ้าจัดกองทัพลงมารักษาพระองค์อยู่ ณ กรุงเทพมหานคร ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานรับใส่เกล้าฯ จัดลงมาหมื่นหนึ่ง คนหัวเมืองลาวทั้งปวงก็ทรงทราบอยู่ในบัญชีสักเลกทุกประการ คนเมืองนครราชสีมากับคนเมือง ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานรับใส่เกล้าคิดจะให้มีทัพผี จึงจะรับทัพอังกฤษได้ถนัด ทัพผีส่วนเขมรจะได้สองหมื่นเศษ จะไม่ให้คนเก่าต้องหนักมือ ถ้าผู้ใดไม่อยู่ในบังคับ ข้าพระพุทธเจ้าจะคิดเป็นทรยศจากใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่ หัวนั้น ขอพระราชทานอย่าให้ทรงพระดำริถึงเป็นอันขาดทีเดียว ครั้นข้าพระพุทธเจ้าอยู่หัว ณ กรุงเทพมหานครครั้งนี้ ข้าพระพุทธเจ้าได้ทำราชการฉลองพระเดชพระคุณสำเร็จแล้วเมื่อใด ข้าพระพุทธเจ้าจึงขอพระราชทานลงมาเฝ้าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว ข้าพระพุทธเจ้าจึงได้ให้เจ้าราชวงศ์ลงมาแจ้งการ

ควรมิควรสุดแล้วแต่จะโปรด ขอพระราชทานกราบทูลพระกรุณาใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ณ วันพฤหัสบดี เดือนยี่ แรม ๑๔ ค่ำ ปีจอ อัฐศก” 26

การ ยกทัพของเจ้าอนุวงศ์จากเวียงจันทน์ข้ามแม่น้ำโขงเข้ามายึดเมืองนครราชสีมา นั้น ทางกรุงเทพฯ คิดว่าเจ้าอนุวงศ์เตรียมการก่อขบถมานานแล้วเพราะเอาใจฝักใฝ่เวียดนาม อีกทั้งรู้ว่ากรุงเทพฯ กำลังถูกคุกคาม การประเมินสถานการณ์รับความพอดีกับข้อมูลที่ได้จากเมืองนครราชสีมา ทำให้กรุงเทพฯมองเวียงจันทน์อย่างอาฆาตมาดร้ายสิ่งที่กรุงเทพฯ จะต้องทำให้สมกับความขบถก็คือ การเผาเวียงจันทน์ให้ราบเป็นหน้ากลอง

เมื่อเป็นเช่นนี้ ทางกรุงเทพฯ จึงเตรียมยกทัพขึ้นไปต่อสู้กับเจ้าอนุวงศ์ทันที

ถ้า พิจารณาจากพื้นเวียงแล้ว จะเห็นได้ว่าขณะนั้นเจ้าอนุวงศ์มิได้มุ่งหมายจะก่อขบถต่อกรุงเทพฯโดยตรง ปัญหาที่แท้จริงของเจ้าอนุวงศ์ก็คือการกวาดล้างอำนาจอันไม่เป็นธรรมของเจ้า เมืองนครราชสีมาและการชำระล้างการสักเลก ซึ่งเป็นการกระทำโดยอำนาจจากศูนย์กลางที่ค่อนข้างโหดร้ายอย่างที่ไม่ปรากฎมา ก่อน และแน่นอนย่อมกระทบถึงประโยชน์ของทางกรุงเทพฯ ด้วย

อีกประการ หนึ่ง การเตรียมทัพของเจ้าอนุวงศ์ มิใช่ทัพที่ยิ่งใหญ่ที่หมายจะตีกรุงเทพฯตามเอกสารฝ่ายไทย ในชั้นต้นพระองค์อาจต้องการทำลายล้างความไม่เป็นธรรม แต่เมื่อไม่สามารถควบคุมหัวเมืองต่างๆ ได้ เจ้าอนุวงศ์จึงเปลี่ยนใจเป็นการกวาดต้อน ชาวลาวที่ถูกกดขี่กลับถิ่นฐานบ้านเกิดเมืองนอน รวมถึงการกวาดต้อนเชลยไทย (บางส่วน) ไปด้วย

พิจารณาดูตามพระราชสาส์นที่เจ้าอนุวงศ์ส่งไปยัง สำนักสยามพอพิจารณาได้ว่า การที่พระองค์ออกปราบยุคเข็ญหัวเมืองลาวนั้น พระองค์แจ้งมาให้ทางกรุงเทพฯ ทราบแล้วโดยเอาเหตุการณ์เกี่ยวกับการคุกคามของอังกฤษมาเป็นข้ออ้าง และพระองค์ต้องการชำระบัญชีที่เมืองนครราชสีมาพระองค์คิดว่าสิ่งที่คิดไว้คง สำเร็จ จึงได้ระบุไว้ในจดหมายว่า พระองค์เองตั้งทัพคอยช่วยเหลือกรุงเทพฯอยู่ที่นครราชสีมา ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหัวเมืองลาวนั้น พระองค์จะลงมาชี้แจงต่อราชสำนักสยามโดยตัวของพระองค์เอง

แต่การได้ ข้อมูลเพียงด้านเดียวของทางกรุงเทพฯ จึงได้วิเคราะห์กองทัพของเจ้าอนุวงศ์ผิดไป แต่ข้อเท็จจริงกลับกลายเป็นว่า เจ้าอนุวงศ์ลงมาถึงสระบุรีก็เพียงกวาดต้อนผู้คน ซึ่งเป็นชาวลาวกลับเวียงจันทน์เท่านั้น

เอกสารกรุงเทพฯ ได้แก่พระราชพงศาวดารรัตนโกสินทร์ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ กล่าวถึงเหตุการณ์ตอนนี้ว่า เหตุที่เจ้าอนุวงศ์เปลี่ยนใจไม่มาตีกรุงเทพฯ ก็เพราะว่าเป็นเพราะพระบารมีของรัชกาลที่ 3 ทำให้เจ้าอนุวงศ์เปลี่ยนใจ

“มี คำกล่าวถามมาว่า อนุยกกองทัพลงมาตีกรุงแล้วทำไมไม่ยกลงมาทีเดียว เห็นที่กรุงไม่ทันรู้ตัวก็จะได้โดยง่ายเป็นเพราะเหตุไรจึงไปกวาดครอบครัว อยู่ที่เมืองนครราชสีมาจนกรุงรู้จัดกองทัพขึ้นไปสู้รบทันท่วงที แก้ว่าเหตุ 3 ประการ คือ กรุงศรีอยุธยาไม่ถึงคราวจะเสีย พระบารมีพระเจ้าอยู่หัวยังมีมากอยู่ บันดาลให้อนุคิดผิดไป ประการหนึ่ง จะคิดตามทำนองศึก อนุเห็นว่าจะยกเลยลงไปกรุงทีเดียวนั้นก็เป็นที่ระวังหลังอยู่ จึงจัดแจงกวาดครอบครัวเสียให้สิ้นเชิงก่อนไม่มีกังวลหลังแล้วจึงจะยกลงมา การตีเมืองนครราชสีมานั้นก็คิดตั้งเป็นการปี มียุ้งฉางโตใหญ่ถ่ายเสบียงอาหารไว้มากประการหนึ่ง ใจอนุเป็นคนขลาดคิดการสิ่งไรก็มักถอยหน้าถอยหลังวน ๆเวียน อยู่จึงเป็นดังนี้” 27

ข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรก็ตามแต่ในที่สุด แผนการณ์ของเจ้าอนุวงศ์ผิดพลาดและล้มเหลวทุกประการ ความพยายามที่ต้องการช่วยเหลือชาวพื้นเมือง ทำให้พระองค์กลับกลายเป็นการขบถต่อกรุงเทพฯ และเมื่อถูกกล่าวหาว่าเป็นขบถต่อราชสำนักสยาม เจ้าอนุวงศ์ก็สั่งอพยพชาวลาวข้าวฝั่งโขงกลับคืนเวียงจันทน์ ในที่สุดถูกทัพจากกรุงเทพฯ ตีแตกพ่ายไปอย่างยับเยิน ทัพไทยบุกเข้ายึดเวียงจันทน์ได้ เจ้าอนุวงศ์หนีไปพึ่งเวียดนาม

เหตุการณ์ ในตอนนี้ “พื้นเวียง” กล่าวอย่างไม่ชัดแจ้งนัก แต่เอกสารกรุงเทพฯ คือ พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 3 กล่าวบันทึกว่า พระยาราชสุภาวดีแม่ทัพ ได้จัดให้คนลาวปกครองเวียงจันทน์กันเอง เสร็จแล้วก็ยกทัพกลับกรุงเทพฯ แต่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงกริ้วมาก เพราะไม่ทำลายล้างเมืองเวียงจันทน์ให้สาบสูญ “การสงครามครั้งนี้พระราชสุภาวดีได้ยศแค่ว่าที่สมุหนายก เพราะไม่โปรดที่แม่ทัพไทยไม่เผาเวียงจันทน์” 28

สิ่งดังกล่าวจึง เป็นเรื่องที่พอจะกล่าวได้ว่า ทรงราชสำนักสยามโกรธแค้นที่ลาวเป็นขบถ จึงโปรดให้เผาเวียงจันทน์ทิ้งเสีย แต่เมื่อพระยาราชสุภาวดีแม่ทัพไทยตีเวียงจันทน์ได้แต่ไม่ทำลาย ทั้งยังให้ชาวลาวปกครองกันเองเสียด้วยซ้ำ นักการทหารคงมองไปว่า การเผาเวียงจันทน์นั้นทำได้ง่าย แต่ผลที่ได้นั้นกลับเป็นผลเสียมากกว่าผลดี เพราะแม่ทัพอาจจะเห็นว่าเป็นการล้มล้างดินแดนกันชนระหว่างไทยกับเวียดนาม เสียเอง ทำให้เวียดนามเข้าแทรกแซงได้ง่าย การสนับสนุนคนพื้นเมืองที่จงรักภักดีขึ้นปกครองน่าจะมีประโยชน์กว่า แต่เมื่อไม่สมพระราชหฤทัย ว่าที่สมุหนายกยกทัพไปตีเวียงจันทน์อีกครั้งหนึ่ง โดยมีเป้าหมายประการสำคัญคือ เผานครเวียงจันทน์ให้ราบเป็นหน้ากลอง 29

————-

และ ในที่สุดนครเวียงจันทน์อันรุ่งโรจน์ ของศรีสัตนาคนหุตก็ถูกเผาลงราบคาบสมความมุ่งหมายของกรุงเทพฯ ทุกประการ เจ้าอนุวงศ์ก็ถูกจับตัวได้พร้อมพระบรมวงศานุวงศ์ และถูกนำตัวส่งกรุงเทพฯ พระราชวงศ์ลาวที่ถูกจับ ถูกลำเลียงลงมาขังไว้ที่เมืองสระบุรี และถูกนำไปบรรจุในกรงก่อนที่จะนำตัวเข้ากรุงเทพฯ

พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 3 ได้บันทึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนี้ไว้ว่า

“เจ้า พระยาราชสุภาวดีจึงให้พระอนุรักษโยธา พระโยธาสงคราม หลวงเทพนรินทร์ พระนครเจ้าเมืองขอนแก่นราชวงศ์เมืองชนบท กับไพร่ 300 คน คุมตัวอนุกับครอบครัวลงมาส่งถึงเมืองสระบุรี พระยาพิไชยวารีขึ้นไปตั้งรับครอบครัวลงมาส่งเสบียงอยู่นั้น ก็ทำกรงใส่อนุ ตั้งประจานไว้กลางเรือ ให้พระอนุรักษ์โยธา พระโยธาสงครามตระเวนลงมาถึงกรุงเทพมหานคร วันเดือนยี่ ขึ้น ๑๑ ค่ำ โปรดให้จำไว้ทิมแปดตำรวจบุตรหลายชายหญิง และภรรยาน้อยก็ส่งไปเป็นชาวสะดึงทั้งสิ้น
แล้วรับสั่งให้ทำที่ประจานลง หน้าพระที่นั่งพุทธไธยสวรรย์ ทำเป็นกรงเหล็กใหญ่สำหรับใส่อนุที่รั้วตารางล้อมรอบทั้ง ๔ ด้าน มีกรงเหล็กน้อยๆ สำหรับใส่บุตรหลาน ภรรยาอนุถึง ๑๓ กรง มีเครื่องกรมกรณ์ คือ ครก สาก สำหรับโขลก มีเบ็ดสำหรับเกี่ยวแขวน มีกะทะสำหรับต้ม มีขวานผ่าอก มีเลื่อยสำหรับเลื่อยไว้ครบทุกสิ่ง แล้วตั้งขาหยั่งเสียบแป้นเวลาเชัา ๆไขอนุกับอ้ายโยปาศัก ๑ อ้ายโปสุทธิสาร ๑ อ้ายเต้ ๑ อ้ายดวงจันทร์ ๑ อ้ายสุวรรณจักร ๑ อ้ายปัน ๑ บุตรอนุ ๗ คน อีคำปล้องภรรยาอนุ ๑ อ้ายสุริยะ ๑ อ้ายง่อนคำใหญ๋ ๑ อ้ายปาน ๑ อ้ายคำบุ ๑ อ้ายดี ๑ หลานอนุห้าคนรวม ๑๔ คน ออกมาขังไว้ในกรงจำครบแล้ว ให้นางคำปล้องเป็นอัครเทพีถึงพัดกางหมากเข้าไปนั่งปรนนิบัติอยู่ในกรง ให้นางเมียน้อยสาว ๆซึ่งเจ้าพระยาสุภาวดีส่งมาอีกในครั้งหลังนั้น แต่งตัวถือกระบายใส่ข้าวปลาอาหารไปเลี้ยงกันที่ประจาน ราษฎรชายหญิงทั้งในกรุงทั้งนอกกรุงพากันมาดูแน่นอัดไปทุกเวลามิได้ขาดที่ลูก ยังญาติพี่น้องต้องเกณฑ์ไปทัพตายเสียครั้งนั้น ก็มานั่งบ่นพรรณนาด่าแช่งทุกวัน
ครั้งเวลาบ่ายแดดร่มก็เอาบุตรหลานที่ จับได้มาขึ้นขาหย่างเป็นแถวกันไปร้องประจานโทษต่อเวลาจวนพลบก็เอาเข้ามาจำ ไว้ที่ทิมดังเก่า ทำดั่งนี้อยู่ได้ประมาณ ๗ วัน ๘ วัน พออนุป่วยเป็นโรคลงโลหิตก็ตายโปรดให้เอาศพไปเสียบประจานไว้ที่สำเหร่” 30

เจ้า อนุวงศ์สิ้นพระชนม์ลงอย่างน่าอเนจอนาถ และพระศพของพระองค์ ถูกเสียบประจานไว้ในฐานะหัวหน้าขบถ ผู้เขียนพื้นเวียงน่าจะทราบพฤติการณ์ของผู้ชนะที่กระทำต่อผู้แพ้ แต่ด้วยความเคารพนับถือในวีรกรรมที่พระองค์ได้ต่อสู้เพื่อปกป้องชาวพื้น เมือง จนพระองค์ต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไปนั้น ทำให้ผู้แต่งได้พรรณนาถึงความตายอันยิ่งใหญ่ของเจ้าอนุวงศ์ ซึ่งเป็นความงามของกวีที่มีต่อบุคคลที่รักอย่างสุดซึ้ง


————–
“แต่นั้น ยั้งขม่อมเจ้า ลดชั่วสารมรณ์
พระก็ ลาสงสาร สู่ไตรพดึงส์แก้ว
เขาก็ แปลงศพสร้าง ประนมอวนถวาย พระองค์นั้น
คำและแก้ว แสงเลื่อมเฮื่อเฮือง
ยาบๆ สร้อย ในศรีเกาะไคว่
ลมพัดต้อง ปลิวเปลื้องแกวหาง
ริจนาแต้ม กินรี เยาะหย่อง
ห่างก่องค้อม แขนส้อย ค่องคือ
ตาคมคิ้ว คงคางเหลียวเหลือด
พือปีกฟ้อน อรอ้วนอ่อนทวย
มีทั้ง ฮูปเทวดาเจ้า ถือธุงเดียรดาษ
พรหมสี่หน้า หยายไว้สู่มุม
เขาก็ งั้นคาบเจ้า บริบวรณ์แล้วจูด
ไฟใส่ขึ้น ประนมแก้วมุ่งคง
ฝูงหมู่สัง โฆเจ้ายวงบุญ บนบอก
เททอดน้ำ ลงเทส่งบุญ
ให้เจ้า เมืออยู่สร้าง เมืองสวรรค์สนุกยิ่ง จริงเทอญ
โลกนี้ บ่เที่ยงแท้ อย่าได้ท่องเที่ยว พระเอย
ศุกทุกข์นั้น ไผบส่องตาเห็น แท้แล้ว
เปนดังกง เกียนผันปิ่นเวียน เลิงเลื้อย”

(พื้นเวียง)

—————-

ภาพที่บรรยายไว้ในพระราชพงศาวดารไทย กับภาพที่ปรากฎในวรรณกรรมพื้นเวียง แม้จะเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

 

มีต่อClick to Download

—–

เชิงอรรถ
1. เรื่องพื้นเวียง เป็นเรื่องหนึ่งที่ชาวภาพตะวันออกเฉียงเหนือ (ตอนบน) นำมาอ่านขับขานกันที่ชุมชน ในงานมงคลต่างๆ โดยเฉพาะในงาน “งันเฮือนดี” คือ ในงานศพ.
2. ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร ได้ปรารภที่งานสัมมนาประวัติศาสตร์อีสาน ปี 2521 ที่วิทยาลัยครูมหาสารคามว่า วรรณกรรมพื้นเวียงได้เคยเข้าที่ประชุมคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์มาหลายปี แล้ว แต่ท่านก็มิได้เปิดเผยรายละเอียดว่ามีการถกเถียงอะไรกันบ้าง.
3. หนังสือพิมพ์สยามนิกรรายสัปดาห์ ปีที่ 2 ฉบับที่ 69+1 31 ตุลาคม 2521.
4. อ่านเอกสารสัมมนาประวัติศาสตร์อีสาน ปี 2521 วิทยาลัยครูมหาสารคาม และมหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฬมหาสารคาม ร่วมกันจัดขึ้น, อ่านบทความ ธวัช บุญโณทก เรื่องเอกสารเรื่องพื้นเวียง : บันทึกประวัติศาสตร์ของปราชญ์ชาวอีสาน และธวัช ปุณโณทก เรื่อง พื้นเวียง : การศึกษาประวัติศาสตร์และวรรณกรรมอีสาร, 2523.
5. รายงานผลสัมนาประวัติศาสตร์อีสาน ปี 2521 ยังมิได้มีการจัดพิมพ์เผยแพร่ รายละเอียดอาจตรวจสอบได้ จากวิทยาลัยครูมหาสารคาม และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฬมหาสารคาม ได้บันทึกเทปไว้.
6. เอกสารโรเนียวเรื่องพื้นเวียง หรือพงศาวดารเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์ ที่พิมพ์เผยแพร่ในวงแคบๆ นั้น กล่าวกันว่าเป็นต้นฉบับเดิมที่อยู่ในหอสมุดแห่งชาติ เขียนบนใบลานระบุว่าเณรสิง เป็นผู้จาร (คัดลอก) และซาเสนเป็นเจ้าของใบลาน เรื่องพื้นเวียงนี้มีฉบับอื่นๆ ที่ค้นพบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น ฉบับวัดบ้านป่าแซง ฉบับวัดสงเปลือย ฉบับวัดทุ่งสันติวัน ฉบับวัดบ้านบุตร ฉบับวัดเหนือ ฉบับวัดสระแก้ว ฉบับวัดศรีสะอาด ฉบับวัดดอนแก้ว เชียงคา ดูการสำรวจวรรณกรรม อีสานของศูนย์ประสานงานการพระพุทธศาสนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วัดทุ่งศรีเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี, 2516, และทราบจากการสอบถามอาจารย์ จารุบุตร เรืองสุวรรณ ว่าได้เคยมีการพิมพ์เผยแพร่มาแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ.2479 เรียกว่า เพชรพื้นเวียงจันทน์ ดู กำพล ศรีจักร เพชรพื้นเวียงจันทน์ โรงพิมพ์บางขุนพรม. กรุงเทพฯ, 2479.
7. ที่กล่าว่าผู้เขียนดำเนินเรื่องตามที่ตนพบเห็นนั้น คือเขียนขึ้นจากประสบการณ์ที่ตนพบเห็น หรือได้ยินฟังมาอย่างใกล้ชิด เพราะมีเหตุการณ์บางตอนที่ผุ้เขียเข้าใจผิดบางตอนผู้เขียนคิดขึ้นโดยข้อ สมมติฐานผู้เขียนเอง.
8. เอกสารดังกล่าวได้แก่คำให้การของผู้อยู่ในเหตุการณ์ ซึ่งหาย่านได้จากหอสมุดแห่งชาติ พระนคร และได้ตีพิมพ์มาแล้วในหนังสือประชุมจดหมายเหตุ เรื่องปราบขบถเวียงจันทน์ พิมพ์ในงานพระราชทางเพลิงศพ เจ้าจอมมารดา หม่อมราชวงศ์แสงในรัชกาลที่ 4 ปี พ.ศ.2471.
9. ได้แก่ พระราชพงศาวดารรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 3 ฉบับพระยาทิพากรวงศ์ ฉบับสมเด็จกรมพระดำรงราชนุภาพและเรื่องจดหมายเหตุเรื่องปราบขบถเจ้าอนุวงศ์ พระนิพนธ์สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ.
10. Wallter F. Valla, Siam Under Rama III, แผ่นดินพระนั่งเกล้า, นิจ ทองโสภิส แปล.
11. ตรวจสอบได้จากการอ้างอิงเอกสารและการใช้ข้อมูลดู Valla อ้างแล้ว (9).
12. ดูได้จากงานค้นคว้าของ จิตร ภูมิศักดิ์, ความเป็นมาของคำสยาม ไทย ลาย และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ, 2516 ศรีศักร วัลลิโภดม, บทความเรื่องโยนก ในวารสารเมืองโบราณ ฉบับที่ 3 ปีที่ 2, 2519, ประทีป ชุมพล, การศึกษาประวัติศาสตร์ไทยโบราณ, 2522 และจากเอกสารชั้นต้นคือ พงศาวดารโยนก อุรังคนิทานเป็นต้น.
13. อ้างจาก (12).
14. ดู พงศาวดารล้านช้าง, ประชุมศาวดารภาคที่ 2, พระราชพงศาวดารลาว (ฉบับกะซวงสึกสาทิการลาว).
15. ดู ถนอม อานามวัฒน์ และคณะ, ประวัติศาสตร์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ถึงสิ้นสุดอยุธยา, 2521.
16. ดู พระราชพงศาวดารรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 3 และอานามสยามยุทธของ ก.ศ.ร. กุหลาบ
17. อ้างแล้ว (1).
18. ดู ธวัช บุญโณทก, เอกสารสัมนาประวัติศาสตร์อีสานเรื่องเอกสารเรื่องพื้นเวียง บันทึกประวัติศาสตร์ของปราชญ์ชาวอีสาน, 2521.
19. ดู Wallter F. Valla, อ้างแล้ว (1).
20. เช่นกรณีการเกิดขบถสาเกียดโง้ง.
21. พระยาทิพากรวงศ์, พระราชพงศาวดารรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 3, ประชุมพงศาวดารภาคที่ 70 เรื่องเมืองจำปาศักดิ์.
22. ดู พระราชบัญญัติการเกณฑ์แรงงานไพร่ ในสมัยรัชกาลที่ 2 จากรพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 2.
23. มองจากเอกสารพื้นเวียง ซึ่งเอกสารทางกรุงเทพฯ ไม่ได้ให้รายละเอียดอะไร กล่าวเฉพาะกรณีขบถเท่านั้น.
24. 25, 26 ดูประชุมจดหมายเหตุเรื่องปราบขบถเวียงจันทน์อ้างแล้ว (8).
27. 28, 29, 30 ดู พระราชพงศาวดารรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 3, อ้างแล้ว (21).
31. คำให้การและใบบอกดูได้จากประชุมจดหมายเหตุเรื่องปราบขบถเวียงจันทร์ 2471 และจากคัดบอกในรัชการลที่ 3 เล่ม 19 ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสืออนุสรณ์ในงานฌาปนกิจนางประจักษ์ ศุภอรรถ (เนื่อง อินทะกนก), 2521.
32. อนุสรณ์ในงานฌาปนกิจนางประจักษ์ ศุภอรรถ (เนื่อง อินทะกนก), อ้างแล้ว (30).
33. ศิลปกรสถาน คือ มหาวิทยาลัยศิลปากร.
34. ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี.
35. สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ และเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์, สาส์นสมเด็จ, เล่มที่ 4 องค์การค้าคุรุสภา, 2505.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: