Thailand: จับอารมณ์แบ่งแยกดินแดน แรงผลักของความอยุติธรรมที่ต่อเนื่อง

Prachatai

สัมภาษณ์จอน อึ๊งภากรณ์: จับอารมณ์แบ่งแยกดินแดน แรงผลักของความอยุติธรรมที่ต่อเนื่อง

Click on the link to get more news and video from original source: http://prachatai.com/journal/2014/03/52153

Fri, 2014-03-07 00:32

สัมภาษณ์-เรียบเรียง: พิณผกา งามสม

วีดีโอ: บัณฑิต เอื้อวัฒนานุกูล

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่าที่ของกองทัพอันแสนจะดุดัน เป็นปฏิกิริยาต่อป้าย สปป. ล้านนาที่นำเสนอโดยสื่อฉบับหนึ่ง ดูท่าจะเพิ่มเชื้อฟืนให้กับความขัดแย้งทางการเมืองระลอกนี้หนักยิ่งขึ้น โดยมิพักต้องดูข้อเท็จจริงกันว่า สปป. นั้นย่อมาจาก สมัชชาปกป้องประชาธิปไตย แต่ยังพยายามเดินหน้าดำเนินการตามกฎหมาย หยิบยกจากคลิปคำปราศรัยและข้อความที่สื่อสารกันต่างกรรมต่างวาระมากล่าวหาคน คิดต่างทางการเมืองซึ่งเรียกร้องประชาธิปไตยต่อไป ก็ดูมีทีท่าว่า ข่าวขำๆ เงิบๆ เรื่อง สปป. ล้านนา อาจจะกลายมาเรื่องการแบ่งแยกดินแดนที่อาจจะมีคนได้รับผลกระทบไปเสียจริงๆ ได้ในเร็ววันนี้

ในอีกด้านหนึ่ง ช่วงเวลาเกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมา หากใครติดตามเฟซบุ๊กของ จอน อึ๊งภากรณ์ อดีต ส.ว. เลือกตั้ง และนักกิจกรรมทางสังคมที่คร่ำหวอดอยู่กับประเด็นสิทธิมนุษยชนมายาวนาน จะพบว่า เขาพยายามพูดเรื่องผลเสียหายจากภาวะสงครามกลางเมืองและการแบ่งแยกดินแดน มีนัยยะเหมือนจะส่งสาสน์ในถึงอารมณ์ความขัดแย้งที่คุกรุ่นอยู่ในหมู่ผู้ เรียกร้องประชาธิปไตยรุ่นหลังๆ อยู่ในที ว่าการพูดถึงการแบ่งแยกประเทศกันด้วยอารมณ์อันคุกรุ่น และบางที่ดูเหมือนมีความหวังในเชิงบวกว่าอะไรๆ อาจจะดีขึ้นก็ได้นั้น อาจจะต้องแลกมาด้วยการสูญเสียขนานใหญ่ในความเป็นจริง

ประชาไทสัมภาษณ์ จอน อึ๊งภากรณ์ ด้วยเหตุผลของความประจวบเหมาะในการหยิบยกประเด็นการแบ่งแยกดินแดนขึ้นมา กล่าวถึง แต่ด้วยท่าทีที่ต่างกัน จากฐานคิดที่ต่างกันกับกองทัพ จอนกล่าวในตอนหนึ่งว่า การหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมา เพราะไม่อยากให้มองการบางแนกดินแดนเป็นเรื่องโรแมนติกและบทเรียนจากประเทศ ต่างๆ บอกกับเราว่ามันไม่เคยเป็นเรื่องง่าย และไม่อาจจะเกิดขึ้นได้โดยปราศจากการสูญเสียขนาดใหญ่ แต่เขาไม่ได้เห็นเหมือนกองทัพว่าขณะนี้กำลังมีขบวนการแบ่งแยกดินแดนใดๆ อันเกิดจากความขัดแย้งทางการเมือง แต่มันคือการสะท้อนภาวะอารมณ์ของคนที่ถูกกดขี่ด้วยความอยุติธรรมอันยาวนาน

สำหรับท่าทีของกองทัพต่อประเด็นนี้เขาเห็นว่า กองทัพควรจะหยุดแสดงบทบาทเช่นนี้เสียที และหากเข้าใจความหมายของความมั่นคงจริงๆ แล้ว ก็ควรจะเข้าใจด้วยว่า สิ่งที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติขณะนี้คือการเคลื่อนไหวนอกระบอบรัฐ ธรรมนูญของ กปปส.

ประมาณหนึ่งเดือนที่ผ่านมา คนที่ติดตามเฟซบุ๊กของอาจารย์ก็จะเห็นว่าอาจารย์พูดเรื่องการแบ่งแยกดิน แดนอย่างต่อเนื่อง โดยพยายามชี้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ ทำไมอาจารย์ถึงเริ่มพูดประเด็นนี้

สิ่งที่ผมเป็นห่วง ความรู้สึกของผมในระยะหลังคือฝ่ายประชาธิปไตยกำลังหมดหวังกับทางออกที่ยัง สามารถที่จะรักษาประชาธิปไตยได้ท่ามกลางวิกฤตทางการเมืองปัจจุบันเพราะว่า มองว่าสถาบันสำคัญๆ ในสังคมนี้เอียงไปทางด้านสนับสนุนข้อเสนอ กปปส. เป็นหลัก แม้แต่ระบบศาล ระบบยุติธรรม ทหาร และก็ทำให้รู้สึกว่าในที่สุดอาจจะแพ้ อาจจะต้องมีรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งมาปกครองประเทศ อาจจะมีการปฏิรูปที่เป็นวาระของฝ่ายคุณสุเทพ แต่ไม่ได้เป็นวาระของประชาชนทั้งประเทศเกิดขึ้น อาจจะมีมาตรการที่พยายามบังคับไม่ให้พรรคเพื่อไทยหรือพรรคที่เกี่ยวข้องกับ คุณทักษิณได้มีโอกาสมาลงเลือกตั้งอีก เพราะฉะนั้นทั้งส่วนที่เป็นประชาธิปไตย คนที่ต้องการระบอบประชาธิปไตยกับคนที่สนับสนุนคุณทักษิณก็จะรู้สึกว่า เอ้อ ถ้าเป็นอย่างนี้แบ่งแยกประเทศดีกว่า

ทีนี้เราจะไม่พูดถึงในแง่กฎหมายหรือรัฐธรรมนูญนะ อันนั้นมันผิดกฎหมายอยู่แล้ว ผิดรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว แต่ว่าผมรู้สึกว่ามันค่อนช้างเป็นความคิดแบบโรแมนติก มันเป็นความคิดแบโรแมนติกที่ไม่มองความเป็นจริง คือลองดูประวัติการแบ่งแยกในประเทศอื่น โดยเฉพาะ ยกตัวอย่างอินเดีย ปากีสถาน เขาตกลงกันที่จะแบ่งแยกแต่พอแย่งแยกจริงๆ ฆ่ากันตายเยอะมากเลย ฆ่ากันตายอย่างดหดร้ายทารุณ น่าจะตายเป็นแสน สู้กันระหว่างชุมชนด้วยซ้ำไป ไม่ใช่การสู้กันระหว่างกองทัพ เป็นการฆ่ากันตายในชุมชน เพระว่าอะไร เพราะว่าชุมชนมุสลิมในอินเดียก็มี ชุมชนที่ไม่ใช่มุสลิมในปากีสถานก็มี มันก็เกิดลักษณะฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กัน

ลองดูประเทศไทยจะแบ่งยังไง จะแบ่งเป็นเหลืองกับแดงเหรอ ท่ามกลางจังหวัดที่บอกว่าเป็นแดง ก็จะมีชุมชนของคนที่มีความคิดเห็นไปทางเหลือง ท่ามกลางจังหวัดที่ว่าเหลือง จังหวัดในภาคใต้ก็มีชุมชนของคนเสื้อแดง แบ่งประเทศอย่างนั้นมันไม่เกิดการละเมิดสิทธิอย่างรุนแรง การฆ่ากันเหรอ ผมว่ามันไม่มีทาง และก็การแบ่งแยกประเทศก็คือเท่ากับเป็นการประกาศสงครามกลางเมือง มันแยกกันไม่ออก เพราะว่ามันไม่ใช่การแบ่งแยกประเทศที่เป็นที่ตกลงกันของทุกฝ่ายไม่ได้มาจาก การเจรจาตกลงกันว่าทุกฝ่ายทุกส่วนเห็นสมควรที่จะแยกประเทศ อันนั้นเป็นอีกกรณีหนึ่ง อันนี้เป็นการบางแยกที่ไม่ได้มาจากความเห็นชอบของทุกฝ่ายมันก็คือสงครามกลาง เมืองนั่นแหละ และสงครามกลางเมืองเป็นเรื่องโหดร้าย เป็นเรื่องที่ไม่คุ้มค่า เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าเราต้องต่อสู้กันทั้งประเทศ คือผมเป็นคนเชื่อในระบอบประชาธิปไตย คนที่เชื่อในระบอบประชาธิปไตยต้องต่อสู้เพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตยทั้ง ประเทศ แล้วถ้าแพ้ ผมก็เชื่อว่าแค่แพ้ชั่วคราว ไม่มีทางที่จะกดระบอบประชาธิปไตยลงไปได้นาน ยิ่งในบรรยากาศโลกปัจจุบันนี้ สิทธิเสรีภาพเป็นเรื่องสากล ระบอบประชาธิปไตยเป็นเรื่องสากล คนไทยมีความตื่นตัวทางการเมืองทั้งประเทศ มันไม่สามารถที่จะกดระบอบประชาธิปไตยได้นาน เพราะฉะนั้นเราคงต้องอดทนถ้าหากว่าเกิดฝ่าย กปปส. ชนะ แล้วเกิดรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เกิดการพยายามแก้ไขกติกาต่างๆ ซึ่งไม่ได้เป็นตามความต้องการของคนทั้งประเทศ เราก็ต้องต่อต้าน ต่อสู้ แต่ผมเชื่อในการต่อสู้โดยสันติวิธี ต่อสู้แบบต่อต้าน ไม่ร่วมมือด้วย ใช้สื่อทุกประเภท เพราะว่าเดี๋ยวนี้ประชาชนทุกคนก็สามารถมีสื่อของตัวเองได้ สามารถใช้อินเตอร์เน็ตได้ ผมเชื่อว่าเขาไม่สามารถปิดอินเตอร์เน็ตได้ ก็ต้องต่อสู้กับระบอบเผด็จการจนได้ชัยชนะ

นั่นคือทางที่ทำได้โดยสันติวิธี อาจจะมีการเสียชีวิตบ้าง อาจจะมีการถูกจับ อาจจะถูกขังอยู่บ้าง แต่ไม่โหดร้ายเหมือนการทำสงครามกลางเมืองและสิ่งที่เราต้องการคือ ประชาธิปไตยทั้งประเทศ ไม่ใช่ประชาธิปไตยเฉพาะในส่วนใดส่วนหนึ่งของประเทศ

ที่อาจารย์พูดมาคือการจับอารมณ์ของคนในฝั่งที่เรียกร้องประชาธิปไตย

ใช่ ผมอ่านเฟซบุ๊กมันเห็นชัดอยู่แล้ว ผมคิดว่าจุดเปลี่ยนคือ การตัดสินของศาลแพ่ง อันนั้นเป็นจุดที่เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจน คนเริ่มบอกว่าเนี่ยมันไม่มีที่พึ่งแล้ว ศาลก็พึ่งไม้ได้ คนก็รู้สึกว่าพึ่งศาลไม่ได้มาก่อนแล้ว แต่การตัดสินของศาลแพ่งมันดูชัดเจนเหลือเกินว่าศาลนี่มีธงทางการเมืองแล้ว ทำให้ศาลสามารถที่จะมองเห็นการชุมนุมของ กปปส. เป็นการชุมนุมทางการเมืองโดยสันติได้อย่างไร คนเลยคิดว่าผิดหวังแล้ว รัฐบาลนี้คงไปไม่รอด  รัฐบาลรักษาการไปไม่รอด การเลือกตั้งไปไม่รอด คงไม่มีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งต่อไป ถ้าอย่างนั้นพวกเราที่คิดเหมือนกัน พวกเราที่คิดเหมือนกันเราไปอยู่กันในพื้นที่ที่มีพวกมากหน่อยไม่ดีหรือ อะไรแบบนี้ ความคิดคล้ายๆ อย่างนั้น

แต่ถ้าอาจารย์พูดอย่างนี้ มันเป็นการไปคอนเฟิร์มสิ่งที่ ผบ. ทบ หรือแม่ทัพภาคสาม เขากำลังทำอยู่ คือการเชื่ออย่างปักใจเลยว่ามีขบวนการแบ่งแยกดินแดนเกิดขึ้น อย่ากรณีของ สปป. ล้านนา

อ๋อ ผมไม่ได้คิดว่ามันเป็นขบวนการแบ่งแยกดินแดน ผมคิดว่ามันเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้น มันไม่ได้เป็นขบวนการในความหมายของขบวนการทางการเมือง แต่มนเริ่มมีคนพูดถึงกัน ซึ่งต้องบอกว่าอันนี้เป็นปฎิกริยาจากความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นในสังคม มันเป็นเรื่อธรรมชาติของความอยุติธรรม เมื่อเกิดความอยุติธรรมอย่างต่อเนื่องคนก็เริ่มคิดจะหนี คือผมได้ยินสองกระแส กระแสหนึ่งบอกว่าไปอยู่ประเทศอื่นดีกว่า ไม่อยู่แล้วประเทศไทย ผมคิดว่ามันเป็นความรู้สึกหมดหวังมากกว่า มันไม่ได้จริงจังในความหมายนั้น แต่ผมก็กลัวว่าเยาวชนบางคน บางคนที่ไม่รู้ประวัติศาสตร์หรืออะไรอาจจะเริ่มคิดจริงจังกับมัน

ผมคิดว่า ผบ. ทบ. หรือใครก็ตาม ต้องมองที่ต้นเหตุคือ กปปส. มากกว่า คือขบวนการกปปส. นี่จริงๆ เริ่มต้นจากความชอบธรรม คือเริ่มต้นด้วยการคัดค้านกฎหมายนิรโทษกรรม แต่หลังจากนั้นก็ออกไปนอกเส้นทางประชาธิปไตย มาเรียกร้องระบอบเผด็จการแบบหนึ่ง อันนี้ทำให้คนที่รักประชาธิปไตย หรือคนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยเกิดความผิดหวังอย่างแรง

จริงๆ ต้องแบ่งสังคมออกเป็นสามส่วนในความเห็นผมนะ คือมีคนที่สนับสนุน กปปส. ส่วนหนึ่ง มีคนที่สนับสนุนพรรคเพ่อไทยส่วนหนึ่ง แล้วก็มีคนอีกส่วนหนึ่งทีเป็นคนที่ต้องการระบอบประชาธิปไตย ไม่ได้สนับสนุนใครโดยเฉพาะ แต่ต้องการระบอบประชาธิปไตย ขณะนี้คนที่ผิดหวังก็จะมีสองส่วน คือส่วนคนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย กับส่วนคนที่ต้องการระบอบประชาธิปไตย ซึ่งสองอันนี้ก็ซ้อนกันอยู่เหมือนกัน แต่ผมเชื่อว่าเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศด้วยซ้ำไป

แต่เวลาที่เรากำลังพูด ดูเหมือนว่าเราสามารถเรียกร้อง หรือมีข้อเสนอแนะต่อคนในฝั่งที่เรียกร้องประชาธิปไตย หรือคนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย แต่ในอีกด้านหนึ่ง อารมณ์อันนี้ทำให้คนกลุ่มนี้รู้สึกว่าแยกตัวไปดีกว่า ในด้านหนึ่งถ้าดูมวลชน กปปส. ก็มีลักษณะที่ขับไล่คนอื่นออกนอกประเทศ

ก็ใช่ คืออันนี้คือบรรยากาศของความเกลียดชังที่เกิดขึ้น สิ่งที่ผมอยากบอกคือยิ่งแยกประเทศหรือพูดถึงมากขึ้น หรือถ้าเกิดสงครามกลางเมือง ความเกลียดชังจะถึงจุดที่ไม่สามารถกลับมาดีกันได้อีก คือขณะนี้ผมยังเชื่อว่าความเกลียดชังที่เกิดขึ้นยังอยู่ในจุดที่กลับมาคืนดี กันได้ แล้วผมคิดว่ามันเป็นเรื่องน่าเสียดายมากเพราะผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่สนับสนุน กปปส. กับหลายๆ คนที่เป็นคนเสื้อแดง จริงๆ ถ้ามานั่งคุยกัน ถ้ามาเจอกันจริงๆ มาอยู่ในวงเดียวกัน คุยกัน แลกเปลี่ยนกัน ก็จะพบว่ามีอะไรเหมือนกันเยอะ ไม่ได้แตกต่างกันมาก ตอนนี้มันต่างกันที่ความเชื่อทางการเมือง ซึ่งความเชื่อทางการเมืองนั้น ถ้าคุยกัน แลกเปลี่ยนกัน มันสามารถปรับเปลี่ยนได้ หรือสามารถหาจุดร่วมกันได้ เช่น ผมเชื่อว่าคนทั้งประเทศว่าเหลืองแดงหรือขาว ต้องการการปฏิรูปสังคม ต้องการการแก้ปัญหาต่างๆ ปัญหาคอร์รัปชั่น ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม สิ่งเหล่านี้มันเป็นจุดร่วม ผมอยากเห็นการหาจุดร่วมมมากกว่าการเน้นจุดต่าง ผมอยากเห็นการแก้ปัญหาในทางที่เน้นสิทธิมนุษยชน การเคารพสิทธิมากกว่าการเน้นว่าจะต้องแบ่งแยกกันหรือทำสงครามกัน อันนั้นถ้าไปแล้วมันกลับมาไม่ได้ ประวัติศาสตร์ก็สอนอย่างนั้น คือรุ่นเราอาจจะอยู่ในภาวะสงครามยาวนานก็ได้ ถ้าเราจะไปเส้นนั้น ซึ่งผมคิดว่า ผู้ใหญ่โดยทั่วไปจะเข้าใจจุดนี้ แต่ความรู้สึกท้อแท้นั้นผมเข้าใจได้ ผมก็อยากบอกว่ามันไม่มีเหตุที่จะต้องท้อแท้จริงๆ ยังไงประชาธิปไตยต้องชนะ ต้องชนะ เพียงแต่ว่าอาจจะต้องผ่าน ตอนนี้เหมือนกับถ้าเราอยู่บนเครื่องบิน เรากำลังผ่านพายุ ช่วงนี้เราผ่านพายุอยู่ แต่ว่าผ่านไปแล้วในที่สุดก็จะกลับมาสู่สภาพที่ดีกว่านี้

อาจารย์ยังเชื่อว่าเราจะผ่านการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองได้โดยที่ไม่เกิดความรุนแรงหรือ
ความ ขัดแย้งที่รุนแรงมีอยู่แล้ว แต่ถ้าถามว่าโดยไม่ตายกันเยอะ ผมคิดว่าได้ ผมคิดว่ามันมีการปรับอยู่ขณะนี้ แม้แต่ฝ่ายคุณสุเทพที่เปลี่ยนจุดชุมนุมอะไรแบบนี้ มันเป็นการส่งสัญลักษณ์เหมือนกันว่าไม่ต้องการให้มันรุนแรงเกินไป เพราะว่ามันเริ่มมีเด็กเสียชีวิต มีอะไรที่ทุกฝ่ายยอมรับไม่ได้ ผมคิดว่า คือการต่อสู้สำหรับคนที่รักประชาธิปไตย การต่อสู้ถ้าสู้โดยสันติวิธีแล้วมีเสียหายอยู่เหมือนกัน บางคนอาจจะถูกสังหาร บางคนอาจจะถูกจำคุก แต่ไม่ตายกันเยอะ แล้วในที่สุดคนที่สู้โดยวิธีแบบนี้จะชนะ

ปฏิกิริยาจากกองทัพตอนนี้ที่ไปกด ทับความรู้สึกคนที่อาจจะน้อยเนื้อต่ำใจ รู้สึกพ่ายแพ้ รู้สึกสิ้นหวัง แล้วก็มาเจอข้อกล่าวหาเรื่องการแบ่งแยกดินแดนอีก

คือกองทัพควรจะเลิกเล่นบทบาทพวกนี้เสียที มันไม่ใช่หน้าที่กองทัพที่จะทำเรื่องนี้ ถ้ากองทัพเข้าใจเรื่องความมั่นคงจริง คนที่ทำลายความมั่นคงของประเทศคือ กปปส. เพราะว่าดึงประเทศออกนอกทาง ดึงประเทศออกนอกรัฐธรรมนูญ แต่กองทัพกลับตาบอดต่อเรื่องนี้ กลับไปเพ่งเล็งต่อฝ่ายประชาธิปไตยทีเป็นฝ่ายถูกกระทำอยู่ทุกวันนี้ซึ่งบางคน สิ้นหวังก็เริ่มจะพูดเรื่องนี้ แต่ผมคิดว่ามันไม่ได้เป็นอะไรที่จริงจังขณะนี้ นี่เป็นเรื่องที่ควรเข้าใจ ผมคิดว่ากองทัพไม่ควรที่จะเล่นบทบาทเหล่านี้ การแก้ปัญหาต่างๆ ขณะนี้ต้องแก้ไขโดยทางการเมือง ไม่ใช่โดยการมาขู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างไม่เป็นเรื่อง

การเปลี่ยนผ่านที่จะทำให้เกิดความสูญเสียน้อยที่สุด อาจารย์มีข้อเสนอให้กับแต่ละฝ่ายอย่างไรบ้าง

คือ สิ่งที่เสนอคือ หนึ่งต้องเจรจา และต้องรักษารัฐธรรมนูญปัจจุบันไว้ คือควรจะตกลงแก้ปัญหาบนพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญที่มีอยู่ อันนี้จะไม่เกิดความขัดแย้งที่รุนแรงกว่านี้ จะแก้ปัญหาได้ ซึ่งถ้าหากว่ามันเกิดลักษณะการไม่ไว้วางใจกัน ผมก็เคยเสนอแล้วว่าหลังการเลือกตั้งก็อาจจะมีการตั้งรัฐบาลร่วมกันได้ ซึ่งอันนี้ทำได้ตามรัฐธรรมนูญ เช่น เชิญบางคนในพรรคประชาธิปัตย์มาร่วมรัฐบาลก็เป็นสิ่งที่ทำได้ มันคงมีหลายอย่างที่ทำได้ในเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ แต่ตอนนี้เราคงต้องคำนึงถึงประชาธิปไตยคงต้องคำนึงถึงทั้งเสียงส่วนใหญ่และ เสียงส่วนน้อยด้วย อันนี้ก็เป็นหลักประชาธิปไตยอยู่เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเสียงส่วนใหญ่ไม่ต้องสนใจเสียงส่วนน้อย ยิ่งในความขัดแย้งที่รุนแรงแบบนี้ต้องคำนึงถึงความต้องการของทุกฝ่าย แต่ต้องยังยึดอยู่กะหลักประชาธิปไตยเหมือนเดิม รัฐธรรมนูญนี้อาจจะแก้ไขได้ แต่ไม่ใช่ฉีกทิ้ง ไม่ใช่แก้โดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง การจะแก้รับธรรมนูญปัจจุบันให้ดีขึ้นก็ต้องมาจากมติของประชาชนทั้งประเทศ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: