Archive for ‘Uncategorized’

July 11, 2015

“เสียดินแดน” เป็นประวัติศาสตร์หลอกไพร่ไปตายแทน (เพราะ “ไทย” ไม่เคยเสียดินแดน )

“เสียดินแดน” เป็นประวัติศาสตร์หลอกไพร่ไปตายแทน (เพราะ “ไทย” ไม่เคยเสียดินแดน )

โดย ธงชัย วินิจจะกูล

วันที่ 08 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เวลา 14:46:14 น.
Click on the link to get more news and video from original source: http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1297151137

ความรู้ประวัติศาสตร์เรื่อง “การเสียดินแดน” วางอยู่บนความเข้าใจประวัติศาสตร์อย่างผิดๆ 4 ประการ

1. เข้าใจผิดว่า รัฐสมัยเก่า (ก่อนศตวรรษที่ 20) ถือการครอบครองดินแดนเป็นเรื่องใหญ่
 
ความจริง – รัฐสมัยเก่าไม่ถือการครอบครองดินแดนเป็นเรื่องสำคัญ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสมัยเก่าเป็นเรื่องของเจ้าที่มีอำนาจมากถืออำนาจบาตรใหญ่เหนือเจ้าที่มีอำนาจน้อยกว่า ลดหลั่นเป็นลำดับชั้นกันลงไป คือ เป็นความสัมพันธ์แบบเจ้าพ่อนั่นเอง เจ้าพ่อรายใหญ่ย่อมเรียก “ค่าคุ้มครอง” จากเจ้าพ่อรายเล็กกว่าในรูปของส่วยสาอากรผลประโยชน์ต่างๆและไพร่พล จากนั้นเจ้าพ่อทั้งรายใหญ่รายเล็กก็ไปขูดรีดเอากับไพร่ฟ้าข้าไทในเขตอิทธิพลของตนอีกทอดหนึ่ง

อำนาจของเจ้าพ่อรายเล็กจึงอยู่ที่อำนาจเหนือไพร่ฟ้าข้าไทในเขตอิทธิพลของตน อำนาจของเจ้าพ่อรายใหญ่จึงอยู่ที่อำนาจเหนือเจ้าพ่อรายเล็กและไพร่ฟ้าข้าไทในเขตอิทธิพลของตน อธิปไตยเหนือดินแดนแบบสมัยนี้ยังไม่มี อำนาจขององค์อธิปัตย์หมายถึงอำนาจเหนือคน คือ เหนือเจ้าพ่อรายเล็กและไพร่ฟ้าข้าไท ไม่จำเป็นต้องมีขอบเขตชัดเจน บางทีก็มีบางทีก็ไม่มี ไพร่ฟ้าจะเดินทางไกลไปไหนต่อไหนก็ยังถือว่ายังอยู่ใต้อำนาจของเจ้าองค์เดิม หรือที่เรียกว่า “ใต่ร่มพระบรมโพธิสมภาร” ของเจ้าองค์เดิม

“ดินแดน” ที่รัฐสมัยเก่าหวงแหนสุดขีดคือเมืองและวัง เพราะหมายถึงอำนาจของเจ้าพ่อ รัฐสมัยเก่าไม่หวงแหนชายแดน ยกให้เป็นของขวัญแก่ฝรั่งอังกฤษมาแล้วก็มี

2. เข้าใจผิดว่า เมืองขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของอธิปไตยของรัฐเจ้าพ่อใหญ่

ความจริง – เจ้าพ่อรายเล็กที่ยอมเป็นเมืองขึ้นหรือประเทศราชของรัฐเจ้าพ่อใหญ่ยังคงมีอำนาจเหนือเมือง วัง ไพร่ฟ้าข้าไทและเขตอิทธิพลของตน เพียงแต่ไม่ถือว่าเป็น “อิสระ” (คำว่า “อิสระ” แต่เดิมหมายถึงเป็นใหญ่สูงสุด ความหมายเพิ่งเปลี่ยนเป็น independence พร้อมๆกับรัฐสมัยใหม่ในศตวรรษที่ 20 นี่เอง) จะถือว่าเป็น “อิสระ” ได้ยังไงในเมื่อยอมสวามิภักดิ์ต่อรัฐเจ้าพ่อใหญ่ แต่การสวามิภักดิ์มิได้หมายถึงตกเป็นสมบัติของรัฐเจ้าพ่อใหญ่แต่อย่างใด เพียงหมายถึงยอมอยู่ใต้อำนาจบาตรใหญ่ “ความคุ้มครอง” ของเจ้าพ่อรายใหญ่กว่าและยอมจ่าย “ค่าคุ้มครอง” ตามที่เจ้าพ่อรายใหญ่เรียกมาเท่านั้นเอง

“เขตอิทธิพล” หรือดินแดนที่ไม่มีขอบเขตชัดเจนของเมืองขึ้นหรือประเทศราชจึงไม่ใช่สมบัติของเจ้าพ่อรายใหญ่ แต่แน่นอนว่าเจ้าพ่อใหญ่อย่างเจ้ากรุงเทพฯย่อมถือว่าประเทศราชเป็นสมบัติของตน

ทัศนะที่ถือว่าประเทศราชและดินแดนชายขอบอำนาจเป็นของประเทศไทยมาแต่โบราณ เช่น สุโขทัยเป็นเจ้าของทั้งแหลมมลายู จึงเป็นทัศนะประวัติศาสตร์แบบเจ้าพ่อใหญ่ เช่น เจ้ากรุงเทพฯ เจ้าอังวะ หงสา ฯลฯ แต่ทว่าไทย/สยามที่เป็นรัฐแบบชาติสมัยใหม่กลับรักษาทัศนะประวัติศาสตร์ของเจ้ากรุงเทพฯและยกให้เป็นประวัติศาสตร์แห่งชาติอีกด้วย ประวัติศาสตร์ไทยจึงเป็น “ราชาชาตินิยม” คือไม่ใช่แค่ชาตินิยมอย่างประเทศอื่น แต่เป็นชาตินิยมที่คิดแบบเจ้ากรุงเทพฯ เช่น ถือว่าประเทศราชและดินแดนชายขอบอำนาจเป็นของประเทศไทยมาแต่โบราณ

3. เข้าใจผิดว่า เมืองขึ้นหรือประเทศราชหนึ่งย่อมขึ้นต่อเจ้าพ่อรายใหญ่เพียงรายเดียว เมืองขึ้นของสยามย่อมขึ้นต่อสยามเท่านั้น ดังนั้นดินแดนประเทศราชย่อมเป็นของประเทศสยามแต่ผู้เดียว
 
ความจริง – ประเทศราชของอยุธยาและกรุงเทพฯแทบทั้งหมดในประวัติศาสตร์เป็นเมืองขึ้นของเจ้าพ่อใหญ่รายอื่นด้วยในเวลาเดียวกัน เช่น พม่า (อังวะ หงสาวดี) และเวียดนาม (เว้ ตังเกี๋ย) เพราะในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสมัยเก่าแบบเจ้าพ่อนั้น รัฐเล็กๆถือว่ายอมอ่อนน้อมต่อเจ้าพ่อใหญ่ดีกว่าโดนเจ้าพ่อลงโทษ ครั้นเจ้าพ่อใหญ่หลายรายมาเรียก “ค่าคุ้มครอง” ก็ยอมซะเท่าที่ยังพอทนไหว (หากทนไม่ไหวค่อยฟ้องเจ้าพ่อ ก. ให้มาจัดการกับเจ้าพ่อ ข.) ประเทศราชของอยุธยาและกรุงเทพฯเป็นประเทศราชของ 2-3 เจ้าพ่อใหญ่ในเวลาเดียวกัน เจ้ากรุงเทพฯมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 รู้ข้อนี้ดีว่าประเทศราชไม่เคยขึ้นต่อสยามแต่ผู้เดียว

ดังนั้น ขอบข่ายอำนาจของเจ้าพ่อใหญ่อย่าง สยาม พม่า เวียดนามจึงซ้อนทับกันเป็นแถบเบ้อเริ่ม เพราะต่างมี่ประเทศราชร่วมกัน อำนาจซ้อนทับแบบนี้ไม่เป็นปัญหาต้องแบ่งปันกันหรือรบราฆ่ากันเพราะทุกรัฐ สมัยเก่าขอแค่ประเทศราชยอมสวามิภักดิ์และจ่ายค่าคุ้มครองสม่ำเสมอเป็นใช้ได้

แต่ครั้นทุกรัฐรับธรรมเนียมสมัยใหม่จากฝรั่งในปลายศตวรรษที่ 19 ที่ไม่ยอมรับอำนาจเหนือดินแดนแบบซ้อนทับอีกต่อไป และถือการครอบครองดินแดนเป็นเรื่องใหญ่ จึงต้องแย่งชิงกันว่าดินแดนของประเทศราชเป็นของใครกันแน่แต่ผู้เดียว ความขัดแย้งระหว่างสยามกับอังกฤษ ฝรั่งเศสสมัยรัชกาลที่ 5 คือ การพยายามแข่งขันกันช่วงชิงดินแดนประเทศราชมาเป็นของตนแต่ผู้เดียว กรณี “เสียดินแดน” คือผลของการแย่งชิงกันแล้วสยามแพ้ สยาม“ไม่ได้ดินแดนมาเป็นของสยามแต่ผู้เดียว” ฝรั่งชนะจึงได้ไป

ประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยมของรัฐไทยสมัยใหม่จึงแย่ยิ่งกว่าเจ้ากรุงเทพฯแบบก่อนศตวรรษที่ 20 เสียอีก คือ หลงคิดว่าประเทศราชเป็นของตนแต่ผู้เดียวมาแต่โบราณ ครั้นแย่งดินแดนประเทศราชกันแล้วแพ้เขา จึงเรียกว่า “ไทยเสียดินแดน”

4. เข้าใจผิดว่า ดินแดนของรัฐสมัยเก่ากำหนดชัดเจนแน่นอนว่าตรงไหนของใคร จึงสามารถพูดได้ว่า ไทยเสียดินแดนไปกี่ครั้งกี่ตารางกิโลเมตร
 
ความจริง – จากที่อธิบายมาข้างต้นคงเห็นแล้วว่า อำนาจดินแดนของรัฐสมัยเก่ามีทั้งซ้อนทับกันและโดยมากไม่กำหนดขอบเขตดินแดนชัดเจน ดินแดนของรัฐสยามสมัยใหม่ที่ชัดเจนมีเส้นเขตแบ่งปันเพิ่งเกิดขึ้นมาก็ต่อเมื่อแย่งชิงกันจบด้วยกำลังทหาร (ซึ่งสยามสู้ฝรั่งไม่ไหว) สยามจึงไม่เคยเสียดินแดนที่ไม่เคยเป็นของตน


ในเมื่อไม่เคยเป็นเจ้าของดินแดนประเทศราช ไม่เคยเป็นเจ้าพ่อใหญ่แต่ผู้เดียวด้วยซ้ำไป แถมอำนาจเหนือดินแดนไม่มีขอบเขตชัดเจน การ “เสียดินแดน” แท้ที่จริงแล้วจึงเป็นการเสียอำนาจแบบเจ้าพ่อแบบโบราณ คือ ไม่สามารถอวดอ้างความเป็นอธิราชได้อีกต่อไป เรียกให้เขาอ่อนน้อมไม่ได้แล้ว เรียกเก็บผลประโยชน์ก็ไม่ได้เช่นกัน ในจารีตแบบรัฐราชาธิราชหรือรัฐเจ้าพ่อแบบสมัยเก่านั้น นี่เป็นการเสียพระเกียรติยศของพระเจ้าแผ่นดินอย่างที่สุดประเภทหนึ่ง ความเจ็บปวดของเจ้ากรุงเทพฯจึงเป็นเรื่องของการที่พระองค์เสียพระเกียรติยศอย่างสาหัส ไม่ใช่การ “เสียดินแดน” ในแบบที่เราวัดกันออกมาได้เป็นตารางกิโลเมตร

กล่าวโดยสรุป ประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมเรื่องการ “เสียดินแดน” มีองค์ประกอบทางปัญญาสำคัญ 2 ประการ คือ

1.ต้องอ้างว่าเป็นเจ้าของดินแดนประเทศราชมาแต่โบราณซึ่งเป็นทัศนะประวัติศาสตร์ของเจ้ากรุงเทพฯ และต้อง ถือเอาความเจ็บปวดของเจ้ากรุงเทพฯมาเป็นของตนด้วย

2.ต้องอ้างว่าเป็นเจ้าของแต่ผู้เดียวแบบชาตินิยมของรัฐชาติสมัยใหม่

องค์ประกอบทั้งสองประการเริ่มประมวลเข้าด้วยกันวาทการวาทกรรมการ “เสียดินแดน” โดยฝีมือของนักชาตินิยมอย่างหลวงวิจิตรวาทการและอีกหลายคนร่วมสมัยกับเขา โดยเริมผลิตมาตั้งแต่ประมาณต้นทศวรรษ 2470 (ก่อนการเปลี่ยนแปลง 2475 เล็กน้อย) และกลายเป็นส่วนสำคัญของลัทธิชาตินิยมของรัฐไทยช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง อันนำไปสู่การ “เรียกร้องดินแดนคืน” ในปี 2483และกรณีดังกล่าวมีผลให้วาทกรรมและความเข้าใจประวัติศาสตร์ (ผิดๆ) เรื่องการ “เสียดินแดน” ฝังแน่นในสังคมไทย

วาทกรรมและประวัติศาสตร์การ “เสียดินแดน” เป็นประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมตัวพ่อ คือ ทั้งทรงพลัง เป็นฐานอย่างหนึ่งที่มีส่วนก่อรูปก่อร่างความคิดชาตินิยมของไทยตั้งแต่เริ่มและยังคงเป็นฐานรากค้ำจุนชาตินิยมของไทยมาจนทุกวันนี้ แถมยังเป็นฐานภูมิปัญญาไทยอย่างหนึ่งที่ให้กำเนิดอุดมการณ์ ความเชื่อ วาทกรรมชาตินิยมอีกมากมาย

ไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีเอกสาร power point ชุดหนึ่งแพร่หลายอย่างกว้างขวาง เสนอว่า “ไทยเสียดินแดน” มาทั้งหมด 14 ครั้ง นี่เป็นตัวอย่างผลผลิตของประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมตัวพ่อที่สามารถผลิตโฆษณาชวนเชื่อเหลวไหลได้อย่างไม่มีขีดจำกัด อ้างไปได้เรื่อยว่าปีนัง ทวาย มะริด ตะนาวศรี ฯลฯ เป็นของไทยแต่เสียไปตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 แม้แต่นักชาตินิยมรุ่นหลวงวิจิตรวาทการยังไม่เคยเพ้อเจ้อไปไกลขนาดนั้น คือในระยะแรกที่วาทกรรมการ “เสียดินแดน” เริ่มปรากฏตัวนั้น อย่างมากก็เสนอว่าเสีย 3-5 ครั้งและทั้งหมดเกี่ยวข้องกับการแย่งชิงกับฝรั่งเศสในสมัยรัชกาลที่ 5 

แต่ยิ่งนานวัน จำนวนครั้งและดินแดนที่อ้างว่าเสียไปกลับมากขึ้นทุกที เพราะตัวเลขเหล่านี้ไม่มีหลักฐานหลักเกณฑ์ใดๆทั้งสิ้น เป็นเพียงการมอมเมาให้ไพร่ราษฎรหลงผิดงมงายกับประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยม เอาความแค้นของเจ้ากรุงเทพฯและความคลั่งชาติมาเป็นความคิดของตน ยอมไปตายแทนเพื่อผลประโยชน์ของชนชั้นปกครองไทย

คนที่ยังหลงงมงายกับประวัติศาสตร์การ “เสียดินแดน” ก็เท่ากับยังหลงเชื่อประวัติศาสตร์แบบที่เจ้ากรุงเทพฯและพวกอำมาตย์ชาตินิยมต้องการ มีแต่คนที่รับใช้เจ้าจนตัวตายรับใช้เจ้านายห้วปักหัวปำเท่านั้นแหละที่เที่ยวป่าวร้องอยู่ในกรุงเทพฯให้ไพร่ราบทหารเกณฑ์ไปตายแทน


 ชาตินิยมที่กำลังบ้าคลั่งอยู่ในขณะนี้ก็เป็นผลผลิตของประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมเรื่อง “เสียดินแดน” ปัญหาเขตแดนระหว่างประเทศเป็นมรดกตกทอดจากยุคอาณานิคมอย่างไม่ต้องสงสัย แถมยังมีอีกหลายแห่งรอบชายแดนประเทศไทย ไม่ใช่แค่ชายแดนกัมพูชา ที่ไม่มีทางแก้ตกง่ายๆ หรืออาจคาราคาซังแก้ไม่มีทางหมดสิ้นก็เป็นได้ เพราะรากเหง้าของปัญหามาจากระบบความสัมพันธ์ของรัฐแบบสมัยก่อนไม่ถือดินแดนที่ชัดเจนตายตัว กับความสัมพันธ์แบบรัฐชาติสมัยใหม่ที่ถืออธิปไตยเหนือดินแดนที่ชัดเจนตายตัวเป็นเรื่องใหญ่ เข้ากันไม่ได้

การวางตัวเป็นเจ้าพ่อใหญ่อย่างที่ทำมาค่อนศตวรรษและกำลังทำอยู่ในขณะนี้ อย่างเก่งก็ชนะได้ชั่วคราว แล้วก็ต้องรบอีกครั้งแล้วครั้งเล่าโดยไม่ได้ช่วยให้ปัญหาคลี่คลายลงเลยสักนิด และหากจะใช้วิธีนี้คงต้องรบกับเพื่อนบ้านทุกด้ายตลอดแนวชายแดน เพราะมีปัญหาทั้งนั้น

 การป่าวร้องว่าเขตแดนเป็นมรดกตกทอดจากยุคอาณานิคม เราจึงต้องไม่ยอมรับแผนที่ฝรั่ง ศาลฝรั่ง เขตแดนแบบฝรั่ง และจึงชอบธรรมที่จะไปเอาดินแดนคืนมา นี่เป็นเหตุผลแบบราชาชาตินิยมวิปลาศแบบสุดๆ คือ ถือว่าไทยยังเป็นเจ้าพ่อที่อ้างความเป็นใหญ่และเป็นเจ้าของดินแดนที่ไม่เคยเป็นของตน นี่ก็เป็นผลผลิตของประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมตัวพ่อ

 คนที่กล่าวหาว่าคนอื่น “โง่” 3-4 ชั้นหลงตามฝรั่งในเรื่องเส้นเขตแดนจนเสียดินแดนให้เขมร คือพวกเกลียดตัวกินไข่ เพราะ ชาติ ชาตินิยม อธิปไตยเหนือดินแดนแบบที่พวกเขาโฆษณาชวนเชื่ออยู่ ล้วนเป็นของที่ไทยรับเอามาจากฝรั่งทั้งนั้น ในเมื่อเราหลีกไม่พ้นที่จะต้องอยู่กับมาตรฐานความสัมพันธ์กันแบบรัฐชาติสมัยใหม่ที่เริ่มมาจากฝรั่ง เราก็ควรรู้เท่าทัน รู้จักปรับตัว ไม่งมงายไปกับชาตินิยมหรือประวัติศาสตร์อันตรายอย่างการ “เสียดินแดน”

คนพวกนี้เที่ยวกล่าวหาคนอื่นว่าหลงฝรั่ง แต่กลับเสพติดงมงายกับสิ่งอันตรายที่ฝรั่งยุคอาณานิคมและยุคฟาสซิสต์ทิ้งไว้ให้สังคมไทย หยุดหลอกลวงประชาราษฎรไปตายแทนลัทธิราชาชาตินิยมเสียที หาทางออกที่มีอารยธรรมกว่าสงครามไม่ดีกว่าหรือ หรือว่าราชาชาตินิยมหมดท่าแล้ว จึงต้องใช้วิถีทางอนารยะบ้าคลั่งอย่างที่พยายามทำกันอยู่

(ที่มา เว็บไซต์ประชาไท) 

June 27, 2015

Release of the 2014 Country Reports on Human Rights Practices

Remarks

John Kerry
Secretary of State
Press Briefing Room
Washington, DC
June 25, 2015
Click on the link to get more news and video from original source:  http://www.state.gov/secretary/remarks/2015/06/244358.htm

SECRETARY KERRY: Good to see everybody. Well, thank you very much for being here as we release our Country Reports on Human Rights Practices for 2014. And I want to begin particularly by thanking Tom Malinowski and his entire team. It’s a great team effort that literally works all year long collecting extraordinary information, synthesizing it, and putting together what I consider to be one of the most important reports that the department puts out. And it reflects a vast amount of objective research that will provide a uniquely valuable resource for anybody in the world who cares about justice and law.

The message at the heart of these reports is that countries do best when their citizens fully enjoy the rights and freedoms to which they are entitled. This is not just an expression of hope. This is a reality, and it is proven out in country after country around the world. After all, we live in a time when access to knowledge and openness to change are absolutely essential. And in such an era, no country can fulfill its potential if its people are held back, or more so if they are beaten down by repression.

Now we understand that some governments may take issue with these reports, including such extreme cases as North Korea or Syria. But also some governments with whom we work closely may also object. But I want to say something about that, and I think it’s important. The discomfort that these reports sometimes cause does more to reinforce than to undermine the value and credibility of these reports. Truth cannot successfully be evaded or dented or defeated, not over time. It can be changed. The truth wins out.

And so my advice to any leader who is upset by these findings is really to examine them, to look at the practices of their country, and to recognize that the way to alter what the world thinks and the way to change these judgments is to alter what is happening in those countries. That is the advice that we also give to ourselves. There is nothing sanctimonious in this. There is zero arrogance. And we couldn’t help but have humility when we have seen what we have seen in the last year in terms of racial discord and unrest. So we approach this with great self-awareness. But we also understand that when human rights is the issue, every country, including the United States, has room to improve. And the path to global respect always begins at home.

So these reports can actually give governments an added incentive to honor the rights and the dignity of their citizens. It also equips interested observers with an arsenal of facts. Within these pages are the stories of imprisoned pro-democracy activists, journalists jailed simply for telling the truth, members of religious minorities persecuted for practicing their faith, civil society leaders harassed for daring to speak up, and young women and girls who because of their gender are denied an education, kidnapped, or abused.

There are other stories too, because these reports actually have improved over time. I think we do a better job of examining and making judgments about what is happening in places. And frankly, the reports have become more comprehensive each year as a result. The traditional principles of free speech, religious liberty, and equal protection remain at the center of our policy. But we have gradually expanded our reporting to include human trafficking, internet freedom, the rights of persons with disabilities, and the LGBTI community.

We’ve also begun to highlight the profoundly harmful impact that corruption and poor governance have on human rights. No person anywhere should have to pay a bribe just to open a business or to get a driver’s license or to have their day in court or to sell a basket of fruit on a street. Corruption is a threat to society at large, not only because of the larceny that it embodies in terms of the values and principles that people hope to organize their lives by, but also because of the cynicism that it feeds. And that matters because when trust in government is lost, other more harmful forces always try to fill the vacuum.

In this connection, no development has been more disturbing than the emergence of such groups as Daesh, al-Qaida, Boko Haram, al-Shabaab. The many, the litany of these human rights crimes for which these terrorists are responsible has become all too familiar and no less shocking – murder, torture, rape, religious persecution, slavery, and more. Make no mistake: The world community has an absolute obligation to confront and to defeat these groups, and coercive measures are obviously an essential part of that effort.

At the same time, we have to understand that the terrorist presence does not give authorities license to use violence indiscriminately. We can’t rescue a village from Daesh or Boko Haram by destroying it. Any – and terrorism, obviously, is not a legitimate excuse to lock up political opponents, diminish the rights of civil society, or pin a false label on activists who are engaged in peaceful dissent. Practices of this type are not only unjust; they play directly into the hands of terrorists. And when the pathways to nonviolent change are closed, the road to extremism becomes more inviting. And given all the suffering that we have seen in recent years, that is just simply unacceptable.

Terrorism is a grave threat to human rights; conflicts are another. For evidence we have only to turn to the 2014 Country Reports for such nations as the Central African Republic, Iraq, Libya, Somalia, South Sudan, Sudan, Syria, and Ukraine, which has been victimized by its Russian neighbor. Today, an estimated 230 million people live in areas of overt strife, and we are experiencing a crisis in food security. The number of refugees has reached a record level. UNICEF called 2014 one of the most disastrous years ever for children. And in Yemen, Burundi, and elsewhere conflict and civil strife have grown even worse in 2015.

The persistence of terrible bloodshed is a challenge to all of us. It is a challenge to us to strengthen our institutions and our political will so that we can do a better job of deterring aggression, holding accountable those who commit atrocities, identifying potential crises ahead of time, and stopping outbreaks of violence before they begin.

Finally, it is worth asking – and some people do ask this question – why do we care? Why do we do this? Why do we issue this report? Why do we Americans care whether the rights of others are respected?

Well, certainly, in an interconnected world, “Injustice anywhere is,” to quote Dr. King, “a threat to justice everywhere.” And there can be no doubt that our citizens will do better and they will feel safer in a world where the values that we cherish are widely upheld.

But there is also, I think, an even deeper reason for why we care. Because when human rights tragedies are supplanted by human rights victories, the very idea of progress becomes less rhetorical and much more real. What do I mean by that?

Well, consider a couple of questions.

First, is there a more hopeful measure of civilization’s advance than the abolition of slavery, the enfranchisement of women, the end of apartheid, the fall of the Berlin Wall, and the broadening recognition of minority rights everywhere in the world?

Is there a more meaningful agenda for the future than the shrinking of bigotry, the curtailment of conflict, the defeat of terrorism, the prevention of genocide, and a fuller commitment to the rights and the dignity of every man, woman, and child?

So why do we care?

Well, we care because respect for human rights provides the truest mirror that we have of ourselves, the most objective test of how we have come over the centuries, and how far we still have to go. It is a yardstick by which we can measure life itself. I realize that that is placing a lot of weight on what is, after all, just a report, but I think the description fits. And I hope it will inspire us – people here and around the world – between this year and next to take more steps, hopefully giant steps, in the direction of greater justice, wider decency, and peace.

So I thank you for coming together. I know you’ll have some questions of Tom. I’m going to leave this in his hands to further make a statement and then to answer your questions on specific countries. So Assistant Secretary of State Tom Malinowski.

QUESTION: Mr. Secretary – Mr. Secretary, can I –

MR KIRBY: We’re not taking questions.

SECRETARY KERRY: Do you have my sticks here somewhere?

MR KIRBY: I got this. I’ll trade you, sir.

SECRETARY KERRY: Trade. That’s a hell of a trade. (Laughter.)

QUESTION: Mr. Secretary, we wish you all the best, sir.

SECRETARY KERRY: Thank you very much. Thank you.

QUESTION: Are you hopeful on Iran? Are you hopeful on Iran, Secretary?

SECRETARY KERRY: I’m always hopeful. Yes, I’m hopeful. I’m not declaring optimism. I am hopeful.

 

June 2, 2015

‘All he was trying to do was come home’: Mystery surrounds Canadian man’s death at airport in Laos

Sarena Armsworthy stands beside a photo of her brother Nara Pech, a 28-year-old Canadian university graduate who was found dead at the Wattay International Airport in Vientiane, Laos in January, 2015.

Photograph by: Larry Wong, Edmonton Journal

Nara Pech’s voice is unwavering in the message he left for his parents from the Wattay International Airport in Vientiane, Laos.

“I’m in Laos and they’re trying to hurt me. I need help. Call the embassy, please,” he says on the voice-mail message.

The 28-year-old Canadian man planned to travel in Southeast Asia with two friends for three weeks.

The trip started in Cambodia, where Pech hoped to learn more about his family’s history. His parents are Cambodian and fled the Khmer Rouge, living in a refugee camp in Thailand before eventually settling in 1986 in Edmonton, where Pech was born.

The friends travelled next to Thailand and then Laos, a landlocked country of 6.8 million people ruled by a communist government. There, Pech felt homesick and decided to return to his fiancée in Toronto.

His friends stayed in the capital Vientiane, but accompanied him to the city’s international airport Jan. 21, 2015 and watched him clear customs.

It’s unclear what happened next.

Pech called his parents, his fiancée’s parents and a friend from the airport and left messages asking for help.

“They took my boarding pass away. They’re screwing me over. I’m trying to get out of here as soon as possible. It’s a bad situation,” he says in a message to his fiancée’s parents.

No one heard from Pech again. He died at the airport Jan. 22.

“When my dad called me and said ‘your brother is no longer in this world,’ I thought it was a mistake,” says Sarena Armsworthy, Pech’s older sister who lives in Edmonton.

“We have no idea why any of it happened, and why it happened to him. All he was trying to do was come home.”

He mentioned in one voice mail that “Apparently I said something bad about (Cambodian prime minister) Hun Sen.” Armsworthy says her brother wasn’t a political person and didn’t follow politics.

He was a people person who loved to help others, she says.

“Family was always important to him,” she says. “He was never afraid to show love to anyone.”

On Family Day, Feb. 16, relatives and friends gathered for Pech’s funeral. Five hundred people packed a hall in Newmarket, Ont., to celebrate the young man’s life.

Pech had recently graduated with honours from York University, with a double major in sociology and anthropology.

“He had a way with people,” says Maureen Chear, Pech’s fiancée.

The couple had been together for 13 years and planned to get married later this year. On their first date, in high school, Chear played Monopoly at Pech’s house with his family. She was struck by how much he loved his parents, younger brother and older sister.

“He was so sweet with them and so kind,” she says.

Pech was a voracious reader who enjoyed sports, hiking and travelling.

“He grew up to be an amazing man,” says Ranya Persaud, Pech’s cousin. “He was family oriented and would do anything to spend time with his family.”

Relatives recently held a 100-day ceremony, a Buddhist tradition in which people prayed nothing terrible happens in Pech’s next life.

Distance complicates death. In the months since Pech died, Armsworthy has received conflicting reports about what happened.

Armsworthy says consular services in Ottawa say Pech tried to kill himself, based on information they received from Laotian authorities.

But a private autopsy conducted in Thailand details multiple injuries to Pech’s body: a stab wound to his right chest that lacerated his lung; multiple stab wounds to his neck; a stab wound on his right forearm; multiple cuts on his left hand and arm; contusion wounds on both his hands and his right knee.

“I don’t see it being possible that he could have done any of that to himself,” Armsworthy says.

She says Pech had no history of mental illness.

A report from the government newspaper Vientiane Times says a Canadian man travelling from Vietnam to Thailand, with a stop in Laos, was found dead on the second floor of the airport with three stab wounds to his body.

According to the article, some passengers on the flight from Vietnam reported the man was acting strangely.

Armsworthy says Pech was to fly from Laos to Bangkok to Toronto; he had never been on a flight from Vietnam.

An official with the Vientiane Police Office told the newspaper the man was asked to stay outside the terminal “and then some problems occurred.” The man damaged some shops, got a small knife and stabbed himself, the story says.

Armsworthy has not received a police report. She has found photos posted on a local media site’s Facebook page that show a white floor in the airport’s cafeteria soaked with blood, as four people kneel around what appears to be a body. In another photo, two men in brown uniforms take stock of what was found at the scene, including four knives, a bloodied passport and a clean pair of black shoes.

Three of the knives were 30 centimetres long, with the fourth measuring 33 centimetres long, according to a medical report from Lao authorities.

“All we ask is to find out what happened. And if it’s in an international airport with surveillance, I don’t know why that’s so difficult,” Armsworthy says.

Amnesty International’s most recent report on Laos says a lack of openness and scarcity of information are making monitoring of human rights situations challenging.

With little information available from consular services, Armsworthy has sought help from officials in Alberta, where she lives, and Ontario, where her parents live and Pech lived. Her emails and phone calls to Ontario RCMP, a member of parliament, and professors of law have gone unanswered, or she was directed back to consular services.

“It feels pretty hopeless,” Armsworthy says.

The Embassy of Canada in Bangkok, Thailand, assumes consular responsibility for Laos. Philip Cordier, acting embassy spokesman, directed questions about Pech’s death to the Department of Foreign Affairs, Trade and Development Canada. —

When asked by the Journal about Pech’s death, the department and the office of Minister of State (Foreign Affairs and Consular) provided identical statements.

“Our thoughts are with the family and friends of a Canadian citizen who passed away in Laos. Consular officials continue to provide assistance to the family and liaise with local authorities. To protect the private and personal information of the individual concerned, further details on this case cannot be released,” both statements read.

Armsworthy says her family does not feel they are receiving help from the government. Meanwhile, she’s continuing to search for answers on her own, and has launched a page on the fundraising website GoFundMe to help pay for a headstone for her brother’s grave.

The voice-mail messages Pech left shortly before he died remain the biggest clue in his mysterious death.

When Armsworthy listens to her brother’s messages, she hears him trying to stay calm, but she knows he’s scared.

“I just think about how my brother was by himself, trying to get help, and no one’s there to help him,” she says.

Her brother now gone, Armsworthy is still trying to help him.

Audio: Listen to the voice-mail messages Nara Pech left for his parents and his fiancée’s parents:

On mobile:

https://soundcloud.com/edmontonjournal/nara

https://soundcloud.com/edmontonjournal/sais-message-for-maureens-parents

cklingbeil@edmontonjournal.com

twitter.com/cailynnk

Dying Abroad

In 2014, 1,335 Canadians died abroad and their deaths were reported to the Department of Foreign Affairs, Trade and Development. Not every death is reported, said Erica Meekes, spokeswoman with consular affairs. Of those reported, the government says three-quarters were related to natural causes.

When a Canadian citizen dies outside the country, the government can provide some assistance to families, but there are other tasks officials will not complete. According to the Government of Canada’s website, authorities at the nearest Canadian government office abroad can:

Start the process of notifying next of kin;

Provide guidance on how to obtain appropriate documentation, such as death certificates and police reports, and how to bring embalmed or cremated remains to Canada. The family or the deceased’s insurance company must pay all costs related to the repatriation of remains and personal belongings;

Inform on interment options, costs and a list of local funeral providers, as well as lab facilities offering forensic identification services;

Identify the remains of a Canadian citizen if local authorities, family members or friends are not able to do so;

Help to get documents necessary for insurance companies to facilitate the payment or investigation of claims.

Officials will not:

Pay for the burial, cremation or repatriation of the remains;

Intervene in private legal matters relating to the death;

Translate official documents, such as death certificates or autopsy reports, for the family;

Provide legal advice on issues such as estate law, wills and trusts;

Investigate the death of a Canadian or intervene in a local investigation of the death.

June 2, 2015

Canadian’s mysterious death at Laos airport has victim’s family searching for answers

Canadian’s mysterious death at Laos airport has victim’s family searching for answers

May 27, 2015

Heirs of the ‘Secret War’ in Laos

Heirs of the ‘Secret War’ in Laos

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 129 other followers

%d bloggers like this: